“ใครกันแน่ที่…ล้มเจ้า!?”


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

นระหว่าง ที่บ้านเมืองของเรา มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อปลายปีที่แล้ว และได้มีความพยายามเข้าสลายผู้ชุมนุม ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่จัดตั้งขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายทหาร นั้น
ปรากฏว่า ได้มีความพยายามอย่างยิ่งของฝ่ายทหาร ในการสร้างภาพลักษณ์ของ “ขบวนการล้มเจ้า” ให้เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังจะให้ประชาชนคนในชาติ เกิดความหวาดระแวง รู้สึกเกลียดกลัวบุคคล หรือกลุ่มคน ที่ตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายทหาร

ความพยายามของฝ่ายทหาร ที่จะให้ ศอฉ. เป็นหัวหอก ในการสร้างภาพ “ขบวนการล้มเจ้า” ที่ไม่มีอยู่จริงนั้น ได้มีการจัดทำ และนำเสนอต่อสาธารณชน ในหลายรูปแบบด้วยกัน รวมทั้งการให้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ออกมาแถลงด้วยท่าทีขึงขัง พูดจาเป็นตุเป็นตะ ว่า
ฝ่าย ทหารได้พบขบวนการล้มเจ้า โดยแสดงแผนผังตามภาพประกอบทางโทรทัศน์ โดยมีรายชื่อบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เป็นจำนวนมาก
ผู้คน…ฮือฮากันใหญ่!
        และแล้ว…พ.อ.สรรเสริญฯ ก็ถูกอาจารย์ สุธาชัย ลิ้มประเสริฐ  นักวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ถูกใส่ความว่า เข้าไปอยู่ในขบวนการล้มเจ้า (แท้ที่จริงเป็น “ขบวนการมหาตอแหล”) ฟ้อง ร้องเอา เป็นคดีความ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า โฆษก ศอฉ. คงต้องสู้คดีอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ว่า เรื่องราวที่ตนแถลงในนามของ ศอฉ.นั้น
เป็นความจริง!

แต่การณ์กลับกลาย ไม่เป็นดังคาดกันเอาไว้…
        ทั้งนี้ เพราะการกระทำของฝ่ายทหาร ในการสร้างภาพเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” มาถึงจุดผกผันที่สุด เมื่อเว็บผู้จัดการ (27 พ.ค.2554) พาดหัว ว่า
…โอละพ่อ! เสธ.ไก่อู รับกลางศาล “ผังล้มเจ้า” แค่ให้ข้อมูล นักวิชาการแดงพอใจถอนฟ้องหมิ่น “อภิสิทธิ์-สุเทพ” หลุดด้วย…
พอเห็นคำแถลงของนายพันไก่อูแล้ว นักกฎหมายก็พากันถอนใจเฮือก ส่ายหน้ากันทั้งนั้น เพราะคำแถลงดังกล่าวของ
นายพันนักรบจอแก้ว เป็นการยอมรับ และยังเป็นการแสดงโดยนัยว่า
เรื่องราวที่ตัวนายพันไก่อู ได้จีบปากจีบคอ ออกโทรทัศน์แถลงในนาม ศอฉ.ไปนั้น ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ก็ต้องบอกว่า…
        “ตอแหลทั้งเพ!”
        ขายขี้หน้ามาก!!

ผมเหน็ดหน่ายที่จะฟัง ผู้มีอำนาจในเมืองไทย ที่มักชอบพูดจาในทำนองกล่าวหาคนอื่น ว่า
  มีผู้คนในประเทศนี้จำนวนมากมาย ที่ขาดความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
พูดไกลไปจนถึงว่า
กลุ่มบุคคลดังกล่าว (ที่ถูกไอ้พวกเวรเหล่านั้น ป้ายสีเอา!) มีความมุ่งหมายที่จะ…
“ล้มเจ้า”
        การพูดจาทำนองที่ว่ามานั้น ทำกันเป็นแบบแผนด้วย โดยมีกระบวนการกล่าวหา ต่อคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกัน เริ่มมาจากขบวนการ “พันธมาร” ซึ่งมีความมุ่งหมายหลักคือ
การโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลพรรคพวกทักษิณในยุคต่อมาด้วย!

มีความพยายาม ที่จะกล่าวหาคุณทักษิณ ในหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ที่การกล่าวหาที่คนธรรมดาฟังแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องที่
ไม่สมควร หากนายกฯทักษิณทำ หรือประพฤติเช่นนั้นจริง นั่นคือ
การกล่าวหาว่า ทักษิณตีตนเสมอเจ้าบ้าง หมิ่นสถาบันบ้างจะล้มสถาบันบ้าง ฯลฯ รวม ทั้งมีการร้องทุกข์ ป้ายสี ให้ทางการดำเนินคดีกับนายกฯทักษิณ แต่ความมุ่งร้ายของคนเหล่านั้น ไม่บรรลุผลอย่างที่พวกเขาตั้งใจไว้ เพราะตำรวจและอัยการสั่งไม่ฟ้องเรียบร้อยไปหมดแล้ว
ดังนั้น จึงยังไม่เคยมีการฟ้องร้องทักษิณ ชินวัตร นายกฯสายเลือดคนเมืองเชียงใหม่ ในข้อหาร้ายแรงดังกล่าวได้เลย 
แม้แต่คดีเดียว!
        ที่ตลกไปกว่านั้น ก็คือ
        ไอ้ฝ่ายที่กล่าวหานั่นแหละ มาถึงวันนี้ พวกมันเองต่างหาก ที่กลับเป็นฝ่ายต้องเดินต๊อกๆขึ้นศาล เพราะข้อหาร้ายแรงที่กล่าวหาคนอื่นนั้น
ดันย้อนศร….พุ่งเข้าใส่ตัวมันเอง!
        แม้มีความพยายามดึงเกม ด้วยการเลื่อนคดีความ เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นศาลในฐานะจำเลยแล้ว หลายหนหลายครั้ง แต่ในที่สุด มันก็ต้องตกเป็น
จำเลยต่อศาล ในเรื่อง ‘หมิ่นสถาบัน’ เข้าเองจนได้!!
        ครับ อย่างที่พระท่านว่า…
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ!!
(คนทำดีย่อมได้รับผลดี คนทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว)

ารเป็นคนไทย ถูกกล่าวหาเรื่องอื่นยังไม่เป็นไร แต่หากโดนครหาว่า “ไม่จงรักภักดี” นั้น ใหญ่หลวงนัก
แม้ข้อหา “ไม่จงรักภักดี” จะไม่มีบัญญัติ เป็นความผิดโดยตรง ตามประมวลกฎหมายอาญา ในหมวดความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่มันเป็นการป้ายสี ที่ทรงพลังมหาศาลสำหรับสังคมไทย ซึ่งอ่อนไหวยวบยาบเป็นปกติ อย่างที่เห็นกันแล้ว
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ใครก็ตามที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้กุมอำนาจ ถึงแม้ไม่ได้กระทำความผิดอาญา ฐานความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่ก็มักถูก ป้ายสีเอาง่ายๆว่า เป็น
พวกไม่จงรักภักดี!

ปัจจุบันนี้ ได้มีการกล่าวหา และชี้นำโดยคณะกาลีจอมป้ายสี ตรงไปยังคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ที่ไม่ใช่แค่คนจำนวนเป็นล้าน
แต่เป็นคนหลายๆล้าน!

สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ ให้กับคนเหล่านั้น ยิ่งนัก!!

ความพยายามกล่าวหากันดังที่ว่ามา มีเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่นายกฯทักษิณยังดำรงตำแหน่งอยู่ และเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น หลังจากที่ “ไอ้บัง กบฏ” มันยึดอำนาจบ้านเมืองได้ การป้ายสีผ่านสื่อต่างๆ ก็ยิ่งหนักขึ้น เช่น
– ทักษิณฯจาบจ้วงสถาบัน
– ใครก็ตามที่สนับสนุนทักษิณ เป็น “คนไม่จงรักภักดี”
        ฯลฯ เป็นต้น
เดี๋ยวนี้…ดันมีเพิ่ม ขึ้นมาอีก คือ
– ใครที่ไม่เห็นด้วยกันทหาร เป็น “คนไม่จงรักภักดี”
– ใครที่ไม่เห็นด้วย กับรัฐบาลประชาธิเปรต หรือแม้แต่พรรคไอ้ห้อยไอ้โหนที่เข้ามาร่วม ก็กลายเป็น
        “คนไม่จงรักภักดี”  
ปัจจุบันนี้ ยังมีการจัดตั้งสถานีวิทยุ ขึ้นมาโขกสับพรรคพวกทักษิณเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่รัฐบาลประชาธิเปรต ยังคุมอย่างเหนียวแน่น
สถานีวิทยุชุมชนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ได้พยายามอย่างยิ่งในการโฆษณา ให้คนในบ้านเมืองนี้เชื่อว่า
… “มีคนที่มากมาย จำนวนหลายล้าน หรือหลายสิบล้านคน ในประเทศนี้ ที่ไม่จงรักภักดี…
…ฉะนั้น เราพวกจงรักภักดี ต้องลุกขึ้นต่อต้าน”…
        อะไรทำนองนี้
แต่พวกมันลืมไปว่า คนไทยเขากินข้าว ไม่ได้กินแกลบ!

พอเห็นคนเขาไม่เชื่อ ก็เอาเพลง “หนักแผ่นดิน” มาเปิดกันทางสถานีวิทยุถี่ยิบ เหมือนไอ้พวกเวรนี้ มันกำลังพยายามยุยงส่งเสริม เสี้ยมให้…
คนไทยฆ่ากันเอง!
        ทั้งๆ ที่ไอ้พวกภูมิใจไถ ซึ่งคนออกเงินค่าสถานีวิทยุ น่าจะเอาเพลง “ไถแผ่นดิน” มาเปิดฟังกันบ้าง เพราะพอพวกมันมีอำนาจ ในกระทรวงมหาดไถ ก็เปิดฉากการ
  รีดไถกัน…สะบัดช่อ!!
        จนข้าราชการทั้งที่ยังอยู่ในตำแหน่ง และที่เกษียณอายุแล้ว ทนไม่ไหว ต้องรวมหัวกันทูลเกล้าถวายฎีกา ก็เพราะ
ฤทธิ์แดกบ้าน-รับประทานเมือง ของพวกมันนี่แหละ!!!

นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวหากันโต้งๆว่า
– คนใส่เสื้อสีแดง คือพวกที่ไม่จงรักภักดี!
– คนจงรักภักดี ต้องใส่เสื้อสีเหลืองเท่านั้น!! 

ทีมชาติไทยเคยใส่เสื้อทีมสีแดง ต้องเปลี่ยนมาใส่สีเหลือง เพราะไม่อย่างนั้น
  จะกลายเป็น ทีมไม่จงรักภักดีไป…บ้ากันถึงขนาดนั้น!!!

ความบ้าบอแผ่ซ่านกันเลยเถิด จะให้ลูกจีนในเมืองไทย เปลี่ยนสีวันตรุษจีน เป็นสีชมพู เพราะเกรงว่า หากให้ลูกจีนใส่เสื้อสีแดง จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ประเทศนี้ มีแต่สีแดง” หรือ
“แดงทั้งแผ่นดิน!”

content/picdata/301/data/photo1.jpg

เคราะห์ดีที่ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ทรงฉลองพระองค์สีแดง ในวันตรุษจีน เสด็จงานที่เยาวราช
ไอ้และอีพวกบ่าง ที่สาระแนมา “ยุ” ให้ชาวบ้านเขาใส่ ‘สีชมพู’ แทน ‘สีแดง’ ในวันตรุษจีน นั้น
พอถึงวันสำคัญ อีนังพวกนี้ดันสะแหลนแต๋น แต่งสีชมพูหวานแหววชวนรากแตก แหกประเพณี “สีแดง” ที่บรรพบุรุษของพวกตัวเอง สะสมสืบทอดกันยาวนาน ออกมารับเสด็จ พอเห็นสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ทรงฉลองพระองค์แดงสดใส
  เลยหน้าม้านไปตามๆกัน…ทุเรศ ชิบหาย!!!

การพยายามสร้างความแตกแยก ป้ายสี ป้ายขี้ ไม่เคยสิ้นสุด แถมยังมีไอ้คนที่มันเคยเข้าป่า ไปเป็นคอมมิวนิสต์ ที่สังคมลือว่า
มันไปหลอกเอาเงินจากผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสินทรัพย์ของเจ้านาย มาเป็นทุนตั้งบริษัทสื่อ เป็นสำนักข่าวออกข่าวสารโจมตี “ทักษิณ” กับพวก ไม่นานนักก็ได้ประกาศอย่างอหังการ์ว่า ตัวมันเอง
        “มีเงินเป็น… ‘ร้อยล้าน’ แล้ว!”
        ทุกวันนี้ ไอ้นี่มันก็ออกหนังสือ ออกประกาศว่า
คนใส่เสื้อสีแดง เป็นพวกล้มเจ้า!
        สันติบาลเก่าในพิ้นที่ปักษ์ใต้ ต่างรู้ประวัติไอ้เวรนี้ดี ว่า มันเคยเข้าป่าร่วมขบวนการฝ่ายซ้าย ที่จับปืนยิงทำร้าย และฆ่าฟันเจ้าหน้าที่ของรัฐมาก่อน
วันนี้ ไอ้ตัวระยำมันดันเสือกออกมา ทำออเซาะ ว่า
ตัวมันน่ะ…แสนจะจงรักภักดี
        คนในสายสื่อทั้งหลาย ไม่มีใครเขาเชื่อว่า คนพรรค์นี้น่ะหรือ …จงรักภักดี!
ถ้าให้ผมไปพูดกับไอ้เวรตัวนี้ ก็คงบอกมันตรงๆว่า
“กูก็ไม่เชื่อมึง…ไอ้งูเห่า!!” 

วันนี้ ต้องขอให้ท่านผู้อ่าน จำคำผมไว้ให้ดีว่า ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา ประวัติศาสตร์ชาติเรา ไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า
ราษฎรที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…“ล้มเจ้า”

ในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง “ออกพระเพทราชา” (ต่อมาเป็นสมเด็จพระเพทราช ต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง) อาจถูกมองว่า เดิมเป็นสามัญชน แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังรับราชการในยุคสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งต่อมา ”ออกพระเพทราชา” ได้กระทำการยึดอำนาจ ตั้งตัวเป็นกษัตริย์
มีนักวิชาการบางพวก วิพากษ์วิจารณ์กันว่า การยึดอำนาจของ “ออกพระเพทราชา” น่าจะใกล้เคียงกับการกล่าวว่า
เป็นราษฎรที่…“ล้มเจ้า”
        แต่สำหรับผม มีความเห็นต่างไปเล็กน้อย กล่าวคือ

หากเรามองกันให้ลึก ก็จะเห็นได้ว่า “ออกพระเพทราชา” กับ “ขุนหลวงสรศักดิ์” นั้น ก็เป็นกลุ่มกองกำลังของขุนนางในชาติ หาใช่ราษฎร ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญแท้ๆไม่
ยิ่งไปกว่านั้น
  “ขุนหลวงสรศักดิ์” ซึ่งเป็นบุตรของ “ออกพระเพทราชา”  มีความพิเศษตรงที่คนเชื่อว่าเป็น “โอรสลับ” ของพระนารายณ์ ที่ฝากให้ “ออกพระเพทราชา” ช่วยเลี้ยงแทน
ต้องทำความเข้าใจว่า ในยุคพระนารายณ์นั้น สยามไม่มี “ทหารประจำการ” การแย่งชิงอำนาจกัน จึงมักเกิดขึ้นในกลุ่มขุนนางเสียเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ในสมัย “ออกพระเพทราชา” ยกพวกออกมาทำเอ็กเซอร์ไซด์นั้น เป้าหมายที่สำคัญยิ่งคือการ “กู้ชาติ” ให้พ้นจากอิทธิพล และเงื้อมมือของขุนนางต่างชาติ ที่มีความทะยานอยาก มุ่งหมายเอาสยามเป็น
  “เมืองขึ้น”

ดังนั้น เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว “ออกพระเพทราชา” ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ ได้กวาดล้างกองกำลังต่างชาติ ที่มาปักหลักตั้งป้อมค่ายในเมืองไทย โดยเฉพาะฝรั่งเศส ที่มีกองกำลังทหารใหญ่ที่สุด
หลังจากนั้นสมเด็จพระเพทราชา ในฐานะกษัตริย์สยาม ได้ปิดประเทศเช่นเดียวกับญี่ปุ่น จนถึงรัชกาลที่ 4 สยามจึงได้เปิดประเทศใหม่อีกครั้ง แต่เวลาก็ได้ล่วงไปเกือบสองศตวรรษทีเดียว
แล้วการ “ล้มเจ้า” จริงๆนั้น เกิดขึ้นตอนไหนกันแน่?
        “วาทตะวัน” จะเฉลยให้ฟังกัน ดังต่อไปนี้

แต่โบราณนั้น บ้านเมืองของเราไม่มีกองทัพประจำ ยามเมื่อชาติต้องเข้าสู่สงคราม จึงเกณฑ์คนมาเป็น
“ทหาร”
คำว่า ทหาร นั้น แปลว่า “คนหนุ่ม” เมื่อพวกเขาโดนเกณฑ์มารับราชการไปงานทัพ เสร็จศึกแล้ว ก็กลับไปทำไร่ไถนาประกอบอาชีพตามเดิม
สำหรับตำรวจนั้น เป็นกองกำลังที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเนิ่นนานตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ เคยรับราชการในฝ่าย“พระตำรวจหลวง” ทั้งสองพระองค์
กิจการ ทหารแบบฝรั่ง หรือแบบ “กองทัพประจำ” ที่เราเห็น กันในปัจจุบันนั้น เพิ่งเกิดในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นี้เอง เมื่อพระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองประเทศครั้งใหญ่ โดยทรงมุ่งหมายจะนำสยามเรา เข้าสู่สังคมนานานาประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อจะพิสูจน์ให้พวกฝรั่งมังค่าเห็นว่า บ้านเมืองของเรานั้น ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน แต่ได้ย่างเข้าสู่ความเป็นอารยะประเทศแล้ว
การ จัดให้มีกำลังทหารลักษณะ “กองทัพประจำ” แบบยุโรป ในสมัยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 นี้เอง ได้เป็นต้นแบบ หรือรากฐานของกองทัพในปัจจุบันนี้ แม้แต่ “ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์” ที่เห็นสวนสนามกันทุกปีนั้น ก็เพิ่งมีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรก ในยุคสมัยของ สมเด็จพระุปิยะมหาราชเจ้า นี้เอง
ทหารมหาดเล็ก ราชวัลลภคนแรก ชื่อนายเจิม แสง-ชูโต ครั้งยังเป็นจมื่นไวยวรนาถ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น
“จอมพล มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี”
เมื่อ มีการจัดตั้งกองทหารแบบยุโรปแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า แค่เพียงรัชกาลถัดมาเท่านั้น คือรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
พวกทหารกลุ่มหนึ่ง ก็สุมหัวกัน ก่อการ…
“กบฏ”
โชคยังดีที่พระอนุชาธิราช จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้า
จักร พงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ผู้ทรงประทานกำเนิดโรงเรียนเสนาธิการทหารบก) ทรงสืบสวนพบการก่อกบฏของ ‘คณะ ร.ศ.130’ ซึ่งจะทำการยึดอำนาจ ในวันที่ 1 เมษายน อันเป็นวันเถลิงศกใหม่ ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) ก่อนทหารกบฏกลุ่มนี้ ลงมือทำการ
เครือข่ายก่อการกบฏ ของ จึงถูกสมเด็จเจ้าฟ้าฯพระองค์นี้ ทรงวางแผนจับกุมได้แทบจะทั้งหมด เพราะคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นนายทหาร ล้วนซึ่งเป็นศิษย์ของพระองค์ทั้งนั้น
2#ครั้นจับกุมจนเรียบร้อยแล้ว ทูลกระหม่อมจักรพงษ์ฯ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบ
ท่านผู้อ่าน สังเกตหรือเปล่าครับว่า…
ตั้งหน่วยทหารทันสมัยแบบยุโรป ได้แค่รัชกาลเดียว เหล่าทหารก็เหิมเกริม
คิดก่อการ ‘กบฏ’ กันเสียแล้ว!
การก่อการของฝ่ายทหาร ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น…
ครั้น มาถึงรัชกาลที่ 7 คือ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายทหารที่ทะเยอทะยาน ได้ร่วมกับพลเรือนเหล่านักเรียนนอก ยึดอำนาจจากพระมหากษตริย์ได้สำเร็จ และเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในแบบที่เรียกกันว่า
“ประชาธิปไตย”
หัวหน้าคณะราษฎร์ผู้ก่อการ ก็ยังเป็นทหาร เช่นเดียวกับการก่อการที่ไม่สำเร็จในสมัย ร.6 คือ
พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
พระ บาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเจ็บช้ำพระราชหฤทัย ที่คณะราษฎร์ไม่ได้ถวายพระเกียรติตามสมควร จึงมีข้อขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์ กับคณะผู้ก่อการ จนในที่สุด ในหลวงรัชกาลที่ 7 ต้องเป็นฝ่ายเสด็จจากแผ่นดินสยามของพระองค์ไป
ในวันเสด็จจากพระนครของพระองค์ นั้น
ไม่ มีพวกทหารคณะผู้ก่อการ หรือแม้แต่ “ทหารรักษาพระองค์”ที่เคยปฏิญาณตนว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะป้องกันประเทศชาติราชบัลลังก์ไว้ด้วยชีวิต ไปส่งเสด็จตามหน้าที่แห่งตน ที่สถานีรถไฟหลวง สวนจิตรลดา แต่อย่างใดเลย
บรรยากาศ ที่สถานีรถไฟ ในวันนั้น ช่างเศร้าหมอง หดหู่ และวังเวงนัก คงมีเพียงแถวเด็กนักเรียนโรงเรียน วชิราวุธ วิทยาลัย เท่านั้น ที่มาเฝ้าส่งเสด็จ….
พระเจ้าแผ่นดิน…ของพวกเขา!
ในหลวงรัชกาลที่ 7 เสด็จตรวจแถวนักเรียนโรงเรียนของพระองค์ ด้วยสีพระพักตร์หม่นหมอง เมื่อเสด็จขึ้นประทับบนรถและรถไฟเคลื่อนจากไปแล้ว นักเรียนก็เดินแถวกลับ
เมื่อถึงโรงเรียนแล้ว เด็กนักเรียนต่างนิ่งเงียบ ไม่พูดจากัน เพราะพวกเขา…
สงสารพระเจ้าอยู่หัว…จับหัวใจ!
ด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวมาแล้ว เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า
ทหารนั่นแหละครับ ที่เป็นพวกแรก และพวกเดียวเท่านั้น ในแผ่นดินสยาม ที่กล้ายึดอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน
ทหารชุดแรก ก่อการไม่สำเร็จในสมัย ร 6 ก็มีชุดต่อมาคิดอีก พวกเขาช่วยกันคิด และร่วมกันลงมือกระทำ…จนสำเร็จ!!
ดัง นั้น ถึงแม้ปัจจุบัน พวกทหารมักชอบแสดงให้ปรากฏ แก่ผู้คนว่า พวกตนนั้น มีความจงรักภักดี เหนือกว่าชาวบ้านในบ้านนี้เมืองนี้ แต่จากประวัติศาสตร์ของชาติไทย กลับแสดงให้เราเห็น อย่างชัดเจนแล้ว ว่า
อย่าว่าแต่ทหารธรรมดาเลย แม้แต่พวก ‘ทหารรักษาพระองค์’ แท้ๆ ก็ยังพากันทอดทิ้งองค์พระมหากษัตริย์…ได้ลงคอ!
วันนี้ ขอพูดกันอย่างไม่อ้อมค้อมเลยนะ ว่า…
‘ทหาร’ นี่แหละ ที่เป็นพวก…“ล้มเจ้า”ตัวจริง!!
(พูดตรงๆอย่างนี้…เป็นไง เป็นกัน!!!)
…………………
ท้าย บท ผมไม่ได้พูดถึง “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่ประกาศนโยบายเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน และมีนโยบาย “ล้มเจ้า” ชัดเจน
ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะ พรรคคอมมิวนิสต์ได้หยุดการเคลื่อนไหวไปแล้ว หลังจากที่ไทย-จีน สถาปนาความสัมพันธ์ต่อกัน
เมื่อ State กับ State มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้ว ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ ไทย-จีน ลดระดับลงจนจางหายไปจากเวทีการเมืองในที่สุด
สำหรับพรรคการเมืองในปัจจุบันนี้ ทุกพรรคต่างก็ประกาศเจตนารมณ์ว่า จะจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติด้วยกันทั้งนั้น
ยังไม่เห็นมีพรรคไหน ที่ประกาศนโยบาย “ล้มเจ้า” ออกมาแม้แต่พรรคเดียว คงมีแต่การใส่ร้าย ป้ายสีกันตามสันดาน
“กาลีชน” อย่างที่เล่าให้ฟังเท่านั้น
อนึ่ง ท่านผู้อ่านที่สนใจประวัติศาสตร์ ที่ “วาทตะวัน” บันทึก เรื่องเกี่ยวกับการ “ล้มเจ้า” เอาไว้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้จากบทความ ดังต่อไปนี้
1. บทความเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ชื่อ ‘ถอดเจ้า’- ‘ริบทรัพย์’!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=202)
2. บทความเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2553 ชื่อ มันกล้า ‘ยึดทรัพย์’ …พระเจ้าแผ่นดิน!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=203)
(คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ตอน “ใครกันแน่ที่…ล้มเจ้า!?” ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน 2554)

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s