เลือกตั้ง-เลือกอะไร

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ในฤดูหาเสียง ผมพบด้วยความประหลาดใจว่า ประเด็นของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรคต่างๆ นั้น ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง แต่มาจากสื่อ

ถาม ว่าสื่อเอาประเด็นเหล่านี้มาจากไหน? คำตอบก็คือจากในมุ้ง เพราะสื่อไม่ได้ออกไปสัมผัสประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจริง ได้แต่คาดเดาเอาเอง (และตามอคติส่วนตนของสำนักข่าว) ว่า ประเด็นนี้ต่างหากที่มีความสำคัญทางการเมือง ฉะนั้นจึงควรถามนักการเมืองว่า เรื่องนี้ละ คุณจะแก้อย่างไร เรื่องโน้นละ คุณจะแก้อย่างไร

ตาม บทบาทที่สื่อตั้งให้ตัวเองว่า “เป็นปาก เป็นเสียง ของประชาชน” เป็นแต่ปากเสียง ไม่ได้เป็นหูด้วยนี่ครับ จึงไม่ต้องฟังว่าประชาชนคิดอย่างไร และอยากได้อะไร

ผมยอม รับว่า การเป็นหูนั้นไม่ง่าย โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งประชาชนไม่ได้จัดองค์กรเพื่อการส่งเสียงที่เป็นไป โดยปรกติ ถึงแม้ว่าสมัยนี้มีการสำรวจโพลจากหลายสำนักอยู่บ่อยๆ แต่โพลมักไม่สนใจถามความเห็นในชีวิตประจำวันของผู้คน เท่ากับถามเพื่อทำนายการเมือง

 

เช่นระหว่างคุณอภิสิทธิ์ กับคุณยิ่งลักษณ์ ใครจะแน่กว่ากัน พรรคไหนจะได้รับเลือกตั้งในจังหวัดหรือภาคต่างๆ มากกว่ากัน ล้วนเป็นคำถามที่ได้พาดหัวบนสื่อทั้งนั้น เปิดโอกาสให้สำนักโพลได้รับการว่าจ้างให้ทำโพลสำรวจตลาดและอื่นๆ

 

ดังนั้นผลของโพลจึงไม่ค่อยช่วยให้ผู้สื่อข่าวรู้ว่า อะไรคือปัญหาของประชาชน และประชาชนคิดว่าต้องแก้อย่างไร

ยิ่งถ้าคิดว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มย่อมมองปัญหาและทางออกต่างกัน สื่อเป็นปากเสียงของประชาชนกลุ่มไหน

อย่าง ไรก็ตาม เฉพาะคำถามที่สื่อคิดเอาเองว่า เป็นประเด็นทางการเมืองที่ต้องถามจากพรรค ผมพบว่ามีสามคำถามหลักที่สื่อมักจะตั้งเป็นปัญหาให้พรรคการเมืองหรือนักการ เมืองตอบเสมอ 1) คือปัญหาปากท้อง 2) ความปรองดอง และ 3) ปัญหาเฉพาะในพื้นที่ และทุกพรรคการเมืองก็มักมีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับสามคำถามนี้ จนสื่อสรุปว่าทุกพรรคมีนโยบายไม่สู้จะต่างกันนัก

ทำไมสื่อจึงคิดว่า ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญสุดในทรรศนะประชาชน ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าคิดว่านี่เป็นยุคข้าวยากหมากแพง ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าดูการเพิ่มขึ้นของจีดีพี ประชาชนก็น่าจะพอรับกับการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและน้ำมันได้ ซึ่งในความเป็นจริงก็ได้ในคนกลุ่มหนึ่ง เช่นน้ำมันแพงไม่ได้ทำให้รถติดน้อยลง

แต่ปัญหาอาจไม่ใช่ข้าวยากหมาก แพงโดยตรง แต่ไปอยู่ที่ว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นของประเทศไปกระจุกอยู่ที่คนจำนวนน้อย ไม่ได้กระจายไปอย่างทั่วถึง ข้าวของที่แพงขึ้นทำให้ต้องประหยัด กำลังซื้อภายในประมาณ 42% ซึ่งมาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศหดตัวลง กระทบถึงรายได้ของคนอีกมากที่หากินอยู่ในตลาดนี้ นับตั้งแต่แท็กซี่, ตุ๊กตุ๊ก, มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, อาหารริมทาง, ธุรกิจห้องแถว ฯลฯ ก็ยังพอจะอยู่ได้นะครับ แต่ต้องกระเบียดกระเสียนมากขึ้น และไม่แน่ใจว่าจะส่งลูกเรียนหนังสือต่อไปได้ไกลสักเพียงไร

พูดอีก อย่างหนึ่งก็คือที่เรียกว่าปัญหาปากท้อง ที่จริงแล้วคือปัญหาเรื่องกระจายรายได้ แต่ไปถามพรรคการเมืองเรื่องปากท้อง พรรคการเมืองจึงคิดแต่ว่าจะหาทางเพิ่มรายได้ให้แก่คนส่วนใหญ่อย่างไร โดยไม่ต้องไปแก้ปัญหาโครงสร้างที่ทำให้เกิดการกระจุกตัวของรายได้เลย

และ วิธีที่พรรคการเมืองเสนอก็คือ การผลักทรัพยากรส่วนกลาง โดยเฉพาะงบประมาณลงไปยังคนที่ขาดแคลน เช่น เบี้ยเลี้ยงคนชรา, เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ, รักษาพยาบาลฟรี, เรียนฟรี, ไฟฟ้าฟรี, รถเมล์ฟรี ฯลฯ อันเป็นนโยบายที่มักเรียกกันว่า “ประชานิยม”

 

การแข่งขันของพรรคการเมืองก็คือโครงการประชานิยมของใครจะตื่นตาตื่นใจกว่า หรือมีความเป็นไปได้มากกว่า

คน ที่ตั้งตัวเป็น “ปากเสียง” ประชาชนอีกจำพวกหนึ่งคือนักวิชาการ ก็จะพร่ำเตือนว่า นโยบายประชานิยมที่พรรคต่างๆ ใช้แข่งขันกันนั้น จะทำให้ประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่คิดจะช่วยตัวเอง เอาแต่เรียกร้องจากรัฐอย่างเดียว ประชาชนในทรรศนะของนักวิชาการก็ยังเป็นเด็ก 5 ขวบเหมือนเดิม

ความ จริงแล้ว การผลักทรัพยากรกลางโดยเฉพาะงบประมาณแผ่นดินให้ถึงมือคนส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้ผิดในตัวของมันเอง แต่งบประมาณเป็นเพียงส่วนเดียวของทรัพยากรที่ผู้คนควรจะเข้าถึงได้อย่างค่อน ข้างเท่าเทียมกัน ปัญหามาอยู่ที่ว่าจะจัดการบริหารงบประมาณอย่างไรดี จึงจะทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้จริง

 

การเอาไปเที่ยวแจกเฉยๆ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่างบประมาณจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จริง

สรุปก็คือประชานิยมนั้นไม่เป็นไร แต่ขอให้ประชาเป็นผู้ตัดสินว่าจะนิยมในเรื่องอะไรบ้างต่างหากที่สำคัญกว่า

และ ถ้ามองให้กว้างกว่างบประมาณ ยังมีทรัพยากรอีกหลายประเภทที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง นับตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน, น้ำ, ฯลฯ ไปจนถึงทรัพยากรทางสังคม เช่น การศึกษา, ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง, การคมนาคมที่สะดวกปลอดภัย, หรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เช่น ตลาด, ค่าแรงที่เป็นธรรม, ฯลฯ

 

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เราจะบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้อย่างไร จึงจะทำให้ทรัพยากรไม่กระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย หรือที่มักเรียกกันว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง

และนี่คือปัญหาที่ พรรคการเมืองไม่เคยตอบ เพราะไม่เคยถูกถาม สื่อลดปัญหาใหญ่ขนาดนี้ให้เหลือเพียง “ปากท้อง” เมื่อเป็นเรื่องปากท้อง ก็หย่อนอาหารลงไป จบ

อย่างเดียวกับปัญหาเฉพาะของท้องถิ่น ต่างๆ คำถามและคำตอบก็เป็นเรื่องง่ายๆ ไปหมด เช่น ไม่มีถนนก็สร้างถนน น้ำในคลองเน่าก็ทำให้หายเน่า ฯลฯ แต่งบประมาณแผ่นดินมีจำกัด ฉะนั้นจึงต้องเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เพราะจะทำให้มีกำลังแย่งงบประมาณมาลงพื้นที่ได้มากกว่าเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน แต่การกระจายความเจริญที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือการกระจายความเจริญที่เป็นประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม หากเกิดผลเสียแก่คนส่วนใหญ่ ฯลฯ เป็นเรื่องของกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในมือของนักการเมืองส่วนกลาง ทำอย่างไรคนในท้องถิ่นจึงจะมีอำนาจในการตัดสินใจร่วมด้วยได้จริง นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ มากกว่าสร้างถนน, สร้างแหล่งน้ำ, หรือขจัดมลพิษ เป็นเรื่องๆ ไป

อันที่จริงเรื่องของความปรองดองก็เป็น เรื่องเดียวกัน โครงสร้างทางการเมืองกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางอย่างหนาแน่นเกินไป ทำให้การต่อสู้ทางการเมืองกลายเป็นเรื่องได้ก็ได้หมด เสียก็เสียหมด เดิมพันของแต่ละฝ่ายมีสูงมาก ต่างฝ่ายระดมสรรพกำลังทุกชนิดเข้าห้ำหั่นกัน

 

รวมทั้งความรุนแรงด้วย

 

ตราบเท่าที่โครงสร้างทางการเมืองยังมีลักษณะเช่นนี้ โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยไม่ต้องมีกติกา ก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ ถึงหมดเสื้อสีต่างๆ ไปแล้ว ก็อาจเกิดในลักษณะอื่นได้อีก การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ไร้กติกาจึงอยู่ที่ต้องปรับโครงสร้างทางการเมือง มิให้เกิดการกระจุกตัวที่ส่วนกลางเช่นนี้ กระจายอำนาจการจัดการบริหารทรัพยากรนานาชนิดไปสู่ท้องถิ่น พร้อมทั้งเสริมสร้างกติกาแห่งความขัดแย้งในท้องถิ่นให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เด็ดขาด การต่อสู้ทางการเมืองก็จะเกิดขึ้นได้ในเวทีระดับท้องถิ่น ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด

 

เป็นผลให้การต่อสู้ทางการเมืองในส่วนกลางเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะยิงหัวใคร เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

จริง อย่างที่นักวิชาการให้สัมภาษณ์สื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ไม่น่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีสาระสำคัญนัก เพราะการเลือกตั้งหนนี้ เราจะเลือกเพียงระหว่างรัฐบาลใหม่ กับรัฐบาลเก่า บนเงื่อนไขทางโครงสร้างอันเดิม

 

เราไม่ได้เลือกระหว่างการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนเงื่อนไขทางโครง สร้าง ระหว่างเส้นทางใหม่ที่มีความเป็นธรรม ซึ่งจะปลดปล่อยพลังการผลิตของคนไทยทุกคนให้พัฒนาไปจนถึงที่สุดของศักยภาพของ เขา กับเส้นทางเก่าซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และพลังการผลิตของเขาถูกจำกัดไว้เพื่อจรรโลงโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมนั้น ตลอดไป

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s