เหตุแห่ง ‘การยุบสภา’

จากการยุบสภาทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้นในรอบห้าปีที่ผ่านมา คงเห็นได้ว่า…ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยังคงอยู่ ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง และประชาชนยังได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

ชัดเจนและมีผลทางกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ว่า…สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ที่ให้ไว้ ณ วันที่ 9 พฤษภาคม ศกนี้

การยุบสภาครั้งนี้ มีการบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน บนหลักการและเหตุผลที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเองก็รับทราบมาก่อน ว่า…หลังการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือก ตั้งเสร็จ จะยุบสภา

กำหนดภารกิจไว้แล้ว ก็ต้องแข่งกับเวลาเพื่อให้มีการยุบสภาตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ ซึ่งในที่สุดก็มีการยุบสภาเกิดขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ วันที่ 10 พฤษภาคม 2554

การยุบสภาครั้งนี้ มีการกำหนดจังหวะเวลาไว้ค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่การการแก้รัฐธรรมนูญ การแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การกำหนดเขตเลือกตั้ง การมีประธานวุฒิสภาคนใหม่ การพิจารณากฎหมายเลือกตั้งของศาลรัฐธรรมนูญ และการยุบสภาพร้อมกำหนดวันเลือกตั้ง

การยุบสภา แปลโดยทั่วไป คือ การคืนอำนาจอธิปไตยกลับสู่มือประชาชน เพื่อให้คนไทยได้ใช้อำนาจอธิปไตยเลือกตั้งตัวแทน ที่เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การยุบสภา เมื่อ 9 พฤษภาคม และมีผลในวันที่ 10 พฤษภาคม นั้นมี “นายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นผู้ประกาศยุบสภาไว้ล่วงหน้า โดยมีเหตุผลในการยุบสภาที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งนำมาแยกเขียนเป็นช่วง ๆ ได้ดังนี้

“โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูล ฯ ว่า ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงปลายปี ซึ่งได้เกิดวิกฤติการณ์ภายในประเทศหลายประการทั้งในด้านผลกระทบจากภาวะ วิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

เป็นผลทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถดถอยลง มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และการลงทุนของประเทศชะงักงัน ประกอบกับได้เกิดปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกของชนในชาติ มีการใช้กำลังและความรุนแรงในการชุมนุมประท้วงนั้น

บัดนี้ รัฐบาลได้คลี่คลายปัญหาดังกล่าว จนสามารถฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากภาวะวิกฤติและกลับคืนสู่ภาวะ ปกติ โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมก็ได้รับการแก้ไขโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจนผ่อนคลายความรุนแรงลงแล้ว

ประกอบกับรัฐสภาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จึงเห็นสมควรยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชน และให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง”

เหตุแห่งการยุบสภาข้างต้น ภายใต้การบริหารของ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ก็ระบุไว้ชัดแจ้ง ดังที่นำมาเขียนให้อ่านแล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุแห่งการยุบสภาเมื่อครั้งก่อน คือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 สมัย “นายกฯ ทักษิณ”

ก็อาจจะเห็นได้ส่วนหนึ่งว่า…ปัญหาความขัดแย้งในสังคมนั้นยังคงอยู่ และอาจจะยังมิได้มีการแก้ไขตราบจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งปัญหาดังกล่าวดูเสมือนว่า…จะรุนแรงลุกลามใหญ่โตมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับเหตุผลในการยุบสภาเมื่อปี 2549 ซึ่งมีข้อความแยกเป็นส่วน ๆ ได้ดังนี้

“โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูล ฯ ว่า…ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูล ฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2548 ขอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ตามมติเห็นชอบข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงคะแนน โดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารราชการแผ่นดินแล้วนั้น

ต่อมาได้เกิดการชุมนุนมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมืองขึ้น ซึ่งแม้ระยะแรกจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่เมื่อนานวันเข้า การชุมนุนมเรียกร้องได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวางและอาจรุนแรงขึ้น

รวมทั้งส่อเค้าว่าจะมีการเผชิญหน้าจนอาจปะทะกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและอาจมี การสอดแทรกฉวยโอกาสจากผู้ที่ประสงค์จะเห็นความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง จุดชนวนให้เกิดความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

จนลุกลามถึงขั้นก่อการจลาจลวุ่นวายสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ครั้นใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้าควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด

หรือแม้แต่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งระหว่างกลุ่ม ผู้ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล

และระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยและประสงค์จะเคลื่อนไหวบ้างจนอาจเกิดการปะทะกันได้

สภาพเช่นว่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา และความสงบเรียบร้อยของสังคม

โดยเฉพาะในขณะนี้ ซึ่ง ควรจะสร้างความสามัคคีปรองดอง การดูแลรักษาสภาพของบ้านเมืองที่สงบร่มเย็นน่าอยู่น่าลงทุน และการเผยแพร่ความวิจิตรอลังการ ตลอดจนความดีงามตามแบบฉบับของไทยให้เป็นที่ประจักษ์

เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลายและยังคงแตกต่างกัน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้

ครั้นจะดำเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้จริงของประชาชนโดยประการอื่น เพื่อให้ทุกฝ่ายหยั่งทราบแล้วยอมรับให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยก็ทำได้ยาก

ทางออกในระบอบประชาธิปไตยที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศ และแม้แต่ในประเทศไทย คือ

การคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองกลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภาผู้แทน ราษฎร เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป”

จากข้อความที่ระบุถึงเหตุแห่งการยุบสภาสมัย “นายกฯ ทักษิณ” เมื่อเทียบกับเหตุแห่งการยุบสภาสมัย “นายกฯ อภิสิทธิ์” แล้ว อาจจะเห็นได้ว่า…มีความเหมือนกันคือเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง เป็นปัญหาใหญ่อันหนึ่ง

สมัยรัฐบาล นายกฯ ทักษิณ มีการคืนอำนาจให้ประชาชนก่อนที่จะมีความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น และไม่มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกมากระชับพื้นที่คนชุมนุม

ซึ่งเข้าลักษณะการบริหารแบบ “กันไว้ก่อนแก้”

แต่สมัยรัฐบาล “นายกฯ อภิสิทธิ์” กว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน ก็หลังจากที่มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแล้ว จนเป็นเหตุให้มีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บหลายพัน ถูกขังหลายร้อย โดยกระบวนการยุติธรรมก็ยังชำระสะสางความถูกผิดเรื่อง “ใครสั่งฆ่า” อย่างล่าช้าต่อไป

ลักษณะการบริหารจึงเป็นไปในทาง “แก้ (ไม่ได้) แล้วจึงมากัน” ผลที่ออกมาจึงไม่เหมือนกัน

เพราะสมัย “นายกฯ ทักษิณ” รัฐบาลยอมสูญเสียอำนาจโดยการยุบสภาก่อนจะเกิดปัญหาลุกลาม แต่สมัย “นายก ฯ อภิสิทธิ์” ดูจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

จากการยุบสภาทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้นในรอบห้าปีที่ผ่านมา คงเห็นได้ว่า…ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยังคงอยู่ ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง และประชาชนยังได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

ดังนั้น วันเลือกตั้งที่จะมีขึ้น คือ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นวันสำคัญยิ่งที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ควรพร้อมใจกันออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามอำนาจที่เป็นของประชาชนโดยแท้จริง เพื่อเลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ เข้าไปเป็นตัวแทน โดยพร้อมเพรียงกัน

หากว่า…ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องการพรรคการเมืองใดให้มาเป็นตัว แทนในการบริหารประเทศ โดยเสียงชี้ขาดที่เกินครึ่ง หนทางแห่งการปรองดองคงเกิดขึ้น ความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจคงหมดไป

ประชาธิปไตยอันแท้จริงคงจะเริ่มงอกงามขึ้นในไทยอย่างแน่นอน!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s