สังหาร“บิน ลาดิน”สงครามและผลประโยชน์

ปฏิบัติการของสหรัฐที่สามารถสังหารนายอุซามะห์ บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายอัลกออิดะห์ ในอาคารที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูง 12-18 ฟุต ที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน เป็นการปิดฉากการตามล่าผู้ต้องสงสัยบงการก่อเหตุ 11 กันยายน ปี 2001 นานถึง 10 ปีลงได้

หน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐใช้เครื่องบินไร้คนขับ อาร์คิว-1 สนับสนุนบนท้องฟ้า โดยปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 40 นาที สังหารนายบิน ลาดิน พร้อมชาย 3 คน คนหนึ่งเป็นลูก ชายของเขา และผู้หญิงเสียชี-วิต 1 คน ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่ภรรยาของนายบิน ลาดิน นอกจากนี้ลูก ชายอีก 6 คน ภรรยา 3 คน และ คนใกล้ชิดอีก 4 คนถูกจับด้วย

เกาะติดแหล่งกบดาน

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มจากเจ้าหน้าที่สหรัฐได้พบการเคลื่อนไหวของนายบิน ลาดิน ในปากีสถานเมื่อปี 2007 อีก 2 ปีต่อมาพบรังกบดานของเขา และเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วพบบ้านพักชานกรุงอิสลามาบัด ขณะที่จับตาการเคลื่อนไหวของคนนำสารของอัลกออิดะห์ ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ติดตามอยู่หลาย ปีตั้งแต่จับสมาชิกอัลกออิดะห์ได้คนหนึ่งและยอมเปิดเผยว่ามีคนนำสารที่นาย บิน ลาดิน ไว้วางใจและอาจรู้ที่หลบซ่อน

รังกบดานของนายบิน ลาดิน อยู่ในย่านคนรวยในเมืองอับโบตาบัดติดกับกรุงอิสลามาบัด ห่างจากที่ตั้งหน่วยทหารแห่งหนึ่งของปากีสถานไม่กี่กิโลเมตร ตึกล้อมรอบด้วยกำ-แพงสูง 18 ฟุต กั้นด้านบนด้วยรั้วลวดหนาม มีประตูเข้า 2 บาน มีการคุมเข้มความปลอดภัย บนระเบียงชั้น 3 มีกำแพงหนาถึง 7 ฟุต ไม่มีสายโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต เจ้าหน้าที่สหรัฐคาดว่าอาคารมูลค่าหลายล้านดอลลาร์แห่งนี้สร้างเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งซีไอเอสงสัยมานานแล้วว่าใครอาศัยอยู่ จึงสืบล้วงลึกมากขึ้นจนมั่นใจว่าน่าจะเป็นแหล่งกบดานของนายบิน ลาดิน

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาข่าวกรองจากหลายแหล่งได้ระบุตรงกัน จึงเสนอให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศปฏิบัติการไล่ล่าในอีก 2 เดือนต่อมา โดยนายโอบามาเป็นประธานการประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ถึง 5 ครั้ง เพื่อให้ได้ตัวนายบิน ลาดิน ซึ่งปรกติข้อมูลข่าวกรองด้านการก่อการร้ายจะร่วมมือกับพันธมิตรที่ไว้ใจ เช่น อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และชาติอื่นๆ แต่ภารกิจครั้งนี้ถือว่า “สำคัญยิ่ง” และ “ลับสุดยอด”

ปฏิบัติการปลิดชีพ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน นายโอบามาได้อนุมัติให้ใช้ปฏิ-บัติการภายใต้ภารกิจของหน่วยรบพิเศษ “ซีล” ของกองทัพเรือ ภายใต้การบังคับบัญชาของนายลีออน พาเน็ตต้า ผู้อำนวยการซีไอเอ ที่คอยวิเคราะห์สถานการณ์ในตัวบ้านจากระยะไกล โดยห้องทำงานของนายพาเน็ตต้าถูกแปลงเป็นศูนย์บัญชาการ

เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า ถ้านายบิน ลาดิน ยอมแพ้หรือยอมจำนน เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาเลือกที่จะต่อสู้ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐไม่ได้ระบุว่านายบิน ลาดิน ยิงต่อสู้หรือไม่ ยืนยันเพียงว่าทหารสหรัฐยิงนายบิน ลาดิน ที่ศีรษะในปฏิบัติการไม่ถึง 40 นาที โดยใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 15 นาย และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรศพและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองร่วมด้วย

ทำไมรีบฝังศพ

ที่เป็นประเด็นสงสัยของนานาชาติคือ ทำไมจึงไม่นำศพของนายบิน ลาดิน ไปฝัง กลับใช้วิธีหย่อนศพลงสู่ทะเล โดยเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าคงไม่มีประเทศใดยอมรับศพนายบิน ลาดิน แต่สหรัฐก็ปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามที่ต้องดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งยืนยันว่าได้ตรวจทั้งลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอของนายบิน ลาดิน ที่เคยเก็บไว้จากสมาชิกในครอบครัว และภาพถ่ายตามหลักการ พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจนครบถ้วนว่าเป็นตัวจริง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐไม่ยอมเปิดเผยว่าหย่อนศพนายบิน ลาดิน ตรงที่ใด เพื่อป้อง กันการค้นหาศพ หรือนำศพของนายบิน ลาดิน มาเป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้าย

“โอบามา-บุช” ปลื้ม

นายโอบามาแถลงถึงการสังหารนายบิน ลาดิน ว่า “เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญต่อการปราบปรามเครือข่ายอัลกออิดะห์ และความสูญเสียของผู้ที่เป็นเหยื่อเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ได้รับความยุติธรรมแล้ว”

ส่วนอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวว่า เป็นชัยชนะของสหรัฐ และผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักที่เสียชีวิตราว 3,000 คนจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งนายบิน ลาดิน ได้ประกาศ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ส่วนสหรัฐก็ประกาศ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ตามล่านายบิน ลาดิน และกวาดล้างเครือข่ายอัลกออิดะห์เช่นกัน

ด้านปฏิกิริยาจากนานาประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ออสเตรเลีย และ อินเดีย ระบุว่า การเสียชีวิตของ นายบิน ลาดิน ถือเป็นชัยชนะของชาติที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ส่วนนายบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนการต่อสู้กับการก่อการร้ายทั่วโลก

เตือนการแก้แค้น

พลจัตวามาร์ค เคอร์มิท นักวิเคราะห์แห่งกองทัพสหรัฐ เปิดเผยว่า การจับตัวหรือสังหารนายบิน ลาดิน เป็นคุณค่าที่น่าขบขัน และไม่ใช่การสิ้นสุดของอัลกออิดะห์หรือกลุ่มก่อการร้าย แต่เป็นเพียงตอนจบบท หนึ่ง ซึ่งอัลกออิดะห์ยังจะคุก คามและแก้แค้น เพราะอัลกออิดะห์เป็นองค์กรที่ใหญ่โตกว่านาย บิน ลาดิน ที่เป็นแค่สัญลักษณ์

ขณะที่นายจอห์น เบรนแนน ที่ปรึกษาด้านการก่อการร้ายของทำเนียบขาว กลับสงสัยว่า เหตุใดนายบิน ลาดิน จึงสามารถซุกซ่อนตัวอยู่ในเมืองที่มีกำลังทหารมากมายในปากีสถาน ได้นานถึง 6 ปี หากไม่ได้รับความ ช่วยเหลือจากผู้คนที่นั่น

สำหรับบุคคลที่ถูกคาดหมายว่าจะขึ้นเป็นผู้นำต่อจากนายบิน ลาดิน คือ นายไอย์มาน อัล-ซาวาห์รี อดีตศัลยแพทย์ผ่าตัดตาชาวอียิปต์วัย 59 ปี ที่เป็นผู้นำอันดับ 2 มาตลอดหลาย ปี โดยคาดว่านายซาวาห์รีซึ่งกบ ดานอยู่จะออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอเทป และส่งไปยังเว็บไซต์ของกลุ่มพันธมิตรของเขาในเร็วๆนี้

อาหรับหลัง “บิน ลาดิน”

แม้นายบิน ลาดิน มีอิทธิพลอย่างสูงในฐานะผู้นำมุสลิม แข็งกร้าวที่ต่อต้านสหรัฐอย่างรุนแรง ท่ามกลางผู้เลื่อมใสศรัทธาที่เชื่อว่ามีจำนวนหลายล้านคน แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุดมการณ์ของอัลกออิดะห์ที่ประกาศ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” กับมหาอำนาจตะวันตกเริ่มเสื่อมถอยลง คนมุสลิมจำนวนมากรวมถึงนักบวชในหลายประเทศได้ต่อต้าน “ความรุนแรง” ของกลุ่มอัลกออิดะห์ เพราะเห็นว่าไม่ใช่ “วิถีมุสลิม” ที่แท้จริง

ผู้นำชาติอาหรับในตะวัน ออกกลางหลายชาติถือว่านายบิน ลาดิน และเครือข่ายเป็น “ภัย คุกคาม” ที่ร้ายแรงต่อระบอบการปกครอง หลังจากที่นายบิน ลาดิน เรียกร้องให้ประชาชนในหลายประเทศลุกฮือโค่นล้มผู้ นำประเทศเหล่านั้นแล้วสถาปนา รัฐอิสลาม “อันบริสุทธิ์” ขึ้นแทน

แต่โลกอาหรับวันนี้เปลี่ยน แปลงไปแล้ว โดยเฉพาะการประท้วงในตูนิเซียและอียิปต์ที่สามารถโค่นล้มประธานาธิบดีทั้ง 2 ชาติได้ นอกจากนี้ยังเกิดปฏิกิริยาในอีกหลายแห่ง ไม่ว่าในลิเบียและซีเรีย ซึ่งยังมีความรุนแรง รวมถึงเยเมนและบาห์เรนที่เป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยน ผู้นำหรือแก้ปัญหาอย่างสงบ ไม่ใช่รุนแรงเพราะต้องการ “ประชาธิปไตย”

อัลกออิดะห์ขู่แก้แค้น

หลังการเสียชีวิตของนายบิน ลาดิน โฆษกกลุ่มอัลกออิดะห์ได้แถลงสั้นๆว่าจะตอบโต้สหรัฐที่สังหารนายบิน ลาดิน โดยนายฮาฟิซ โมฮัมหมัด ซาอีด หัวหน้ากลุ่มลัชการ์-เอไทบา (แอลอีที) บอกว่า นายบิน ลาดิน เป็น “บุคคลผู้ยิ่งใหญ่” ที่ปลุกโลกมุสลิม จึงยังเป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมทั่วโลกต่อไป สงครามศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้สูญเปล่า แต่ถือเป็นความภูมิใจของชาวมุสลิม

แอลอีทีเป็นกลุ่มมุสลิมที่มีกองกำลังสนับสนุนมากที่สุดในเอเชียใต้ และถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุระเบิดที่นครมุมไบของอินเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2008 จนมีผู้เสียชีวิต 166 คน ขณะที่ยูเอ็นระบุว่าเป็นองค์การก่อการร้ายที่อันตรายมาก ส่วนหน่วยข่าวกรองตะวันตกเชื่อว่าแอลอีทีเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับอัลกออิ ดะห์ แต่แอลอีทีไม่ยอมรับ ซึ่งนายพลเรือโรเบิร์ต วิลลาร์ด ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐภาคพื้นแปซิฟิก เตือนว่า กลุ่มแอลอีทีกำลังขยายอิทธิพลและไม่ก่อเหตุเฉพาะในประเทศแถบเอเชียใต้เท่า นั้น

สหรัฐเตือนการตอบโต้

นายพาเน็ตต้ายังเขียนบันทึกสั้นๆแต่ได้ใจความว่า “บิน ลาดิน ตายแล้ว อัลกออิดะห์ยังอยู่” แม้ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งชื่นชมปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สหรัฐที่สังหารชายผู้ นั้นสำเร็จ แต่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนไม่ให้ทุกฝ่ายในสหรัฐประมาทเด็ดขาด

ขณะที่กระทรวงความมั่น คงแห่งมาตุภูมิสหรัฐได้ออกแถลง การณ์เตือนว่า ความตายของนายบิน ลาดิน น่าจะกระตุ้นแรง จูงใจให้กลุ่มก่อการร้ายก่อเหตุ โจมตี “อย่างรุนแรงที่สุด” เพื่อแก้แค้น

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนคนอเมริกันในประเทศต่างๆทั่วโลกให้ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงอันตราย เพราะอาจเกิดการโจม ตีจากฝ่ายที่ต้องการแก้แค้น นอกจากนี้ยังเตือนสถานทูตและสถานกงสุลตลอดจนเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันทุกคนให้ ระวังตัว โดยสถานทูตและสถานกงสุลแห่งใดที่เห็นว่าอาจตกเป็น เป้าสามารถระงับการให้บริการหรือปิดชั่วคราวได้เองทันที

หลายฝ่ายในสหรัฐเชื่อว่าอัลกออิดะห์และกลุ่มอื่นๆรอหาจังหวะโจมตีแก้ แค้นอยู่แม้อาจไม่ดำเนินการทันที เนื่องจากขณะนี้สหรัฐสั่งเตรียมพร้อมด้านความมั่นคงระดับสูงโดยไม่มีการแถลง

ด้านนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า นายบิน ลาดิน เป็นผลผลิตของเผด็จการที่มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ การเสียชีวิตของนายบิน ลาดิน ไม่ได้หมายถึงว่ากลุ่มมุสลิมแข็งกร้าวจบสิ้นไปด้วย แต่เป็นเรื่องยากที่จะดึงคนรุ่นใหม่ๆเข้าไปร่วมอุดมการณ์

ความชอบธรรมหรือที่แท้ก็แค่ผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม คำถามที่สหรัฐตอบได้ไม่เต็มปาก เช่นการฉวยโอกาสส่งทหารล้มรัฐบาลตอลิบานในอัฟกานิสถาน โดยอ้างว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของนายบิน ลาดิน และอัลกออิดะห์ หรือโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน ในอิรัก โดยอ้างว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ซ่อนอยู่แต่แล้วกลับไม่พบอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐเท่านั้น เพราะอิรักมีทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางทหารและแหล่งน้ำมัน เช่นเดียวกับสงครามในลิเบียที่สหรัฐและชาติในยุโรปรุมกินโต๊ะ พ.อ.กัดดาฟีขณะนี้

ทั้งที่หลายประเทศที่ปกครองเยี่ยงเผด็จการและเข่นฆ่าประชาชน แต่ถ้าสหรัฐมีผลประโยชน์ก็จะได้รับการปกป้อง และช่วยเหลือจากสหรัฐ?

ทุกอย่างที่สหรัฐลงมือปฏิบัติการจึงเป็นไปด้วยความชอบธรรมที่ซ่อนเร้นไว้ด้วยผลประโยชน์ก็เป็นได้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 309 วันที่ 7 – 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หน้า 5-7 คอลัมน์ รายงานพิเศษ โดย ทีมข่าวต่างประเทศ

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s