เสียงเพลงแห่งความหลัง


วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ช้า วันนี้… จิบกาแฟขมแล้วรู้สึกหัวใจแช่มชื่น เพราะอากาศยามอรุณรุ่งมีละอองฝนโปรยน้อยๆ ทยอยมากับกระแสลมค่อนข้างเย็น เมื่อทอดสายตายาวออกไปบริเวณภูเขาที่ล้อมรอบบ้านอยู่ทุกทิศ แม้เป็นภูเขาไม่สูงนัก (ทางเหนือเรียกว่า “ม่อน”) แต่ก็เห็นหมอกลอยตัวเอื่อยๆเรี่ยยอดภู อากาศรอบกายเย็นสบายเอามากๆ ทีเดียว
เมื่อคืนราวตีสามครึ่งตอนตื่นขึ้นมา ได้ยินสถานีวิทยุท้องถิ่นเขานำเพลงของคณะสุนทราภรณ์มาเปิดให้ฟังกันตอนดึกๆ ดื่น ซึ่งก็ให้สงสัยอยู่ครามครัน เพราะเพลงลูกทุ่งจะครอบงำเกือบทุกสถานีวิทยุภาคนี้ได้อย่างเหนียวแน่น การที่มีเพลงอมตะของคณะสุนทราภรณ์โผล่ขึ้นมา จึงเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก

ผมไม่ทราบว่า มีแฟนสุนทราภรณ์ฟังกันมากหรือไม่ แต่อาจมีผู้ฟังจำนวนหนึ่ง ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว มาใช้ชีวิตอยู่ทางภาคเหนือนี้ แต่เท่าที่เห็นและรู้จัก ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
คนวัยนี้ส่วนใหญ่มักตื่นนอนกันกลางดึก อย่างผมสองทุ่มก็หลับแล้วพอตีสามครึ่ง ก็ตื่นโดยอัตโนมัติ ลุกมาดูโทรทัศน์ฟังเพลงและออกกำลัง ทำอย่างนี้มานานนับสิบปีแล้ว
เพลงที่เขานำมาเปิดเมื่อคืนนี้ ตอนขึ้นต้นเขาบอกว่า
“ยามเมื่อลมผสมเพลงพา   เสียงเธอแว่วมาจากฟ้าเบาๆ
เหมือนดั่งเธอละเมอรักเก่า  เพลงแห่งความหลังเรากล่าวความร่ำไป…”
        ชื่อเพลงเขาบอกตามเนื้อว่า “เพลงแห่งความหลัง” เพลงนี้ตรงตามสูตรเผงเลย คือ
“แก้วเนื้อ…เอื้อทำนอง”
หมายความว่า ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ประพันธ์คำร้อง ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ให้ทำนอง ซึ่งผมชอบตรงท่อนจบมาก เนื้อเพลงเขาบอกว่า
“เสียงเพลงแห่งความหลัง เจ้าก็ยังภวังค์หรือนั่น
โอ้ที่แท้เป็นแต่ความฝัน รักเราผูกพันเพ้อรำพันอยู่เดียว”

เพลงแห่งความหลังของแต่ละคนนั้น ก็มีแตกต่างกันไป คือพอเสียงเพลงดังขึ้น แล้วล่องลอยมากระทบโสตสัมผัสของตัวเอง มันทำให้นึกย้อนเรื่องราวไปถึงอดีตเก่าๆได้ ไม่ว่าเรื่องราวเก่าๆที่ผ่านพ้นมานั้น จะเป็นด้านดีหรือร้าย อาจเป็นความรักหรือความเกลียดชัง ความผิดหวังหรือสมหวัง ทั้งนี้ก็เพราะ…
ความหลังแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน!

เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปเจอเทปเก่าแก่ม้วนหนึ่ง ที่ซื้อมาตั้งแต่ไปเรียนหนังสืออยู่ที่ญี่ปุ่น รู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นเพลงในม้วนเป็นร้องโดย Julio Iglesias ซึ่งเป็นภาษาสแปนิชเสียส่วนใหญ่ แต่มีอยู่เพลงหนึ่งชื่อ Begin the beguine ร้องเป็นสองภาษาทั้งอังกฤษและสเปน ซึ่งเพลงนี้ใครที่เคยหัดเต้นรำ ballroom ในจังหวะบีกินคงจะรู้จักกันดี
ผมรู้จักเพลงนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะเรียนดนตรีและเล่นดนตรีแจ๊สออกรายการวิทยุ อ.ส. และเล่นออกทางโทรทัศน์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ปีดี เคยเต้นรำกับสาวน้อยที่ถูกใจนักขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลง Begin the beguine ได้ยินทีไรให้ระลึกถึงวันชื่นคืนสุขเสียทุกครั้งไป
แม้ล่วงมาถึงวันนี้แล้ว ก็ยังไม่เคยมีวันเลือนหรือลบออกไปจากหัวใจได้เลย ลองดูท่อนแรกของเพลงซิครับ

When they begin the beguine
It brings back a sound of music so tender
It brings back a night of tropical splendor
It brings back a memory evergreen

ใช่ครับ…ความหลังที่งดงามเขียวขจี และคงความสดใหม่เสมอ ในความทรงจำของหลายคน รวมทั้งคนเขียนด้วย!

ผู้แต่งเพลงนี้ ชื่อ โคล พอร์เตอร์ (Cole Porter) ซึ่งมีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ต้องถือโอกาสเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ในสมัยที่เพลง pop ของสหรัฐเริ่มใหม่ๆนั้น นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงของอเมริกัน ส่วนมากจะเป็นคนนิวยอร์ก และเป็นชาว อเมริกัน-ยิว และแทบจะทุกคน ต่างมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่ยากจนเกือบทั้งนั้น แต่คุณโคล พอร์เตอร์ ไม่ได้เข้าสูตรนั้นเลย เพราะเป็นคน ‘สะตออเมริกัน’ คือ มาจากรัฐอินเดียน่า จากครอบครัวชาวใต้ที่ร่ำรวยเอามากๆ เรียกว่าเป็นพวกที่มีเงินเก่า หรือที่อเมริกันชนเรียกตรงๆตัวว่าพวก “old money” คือเป็นเศรษฐีมีเงินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
คุณโคลจึงจัดอยู่ในพวกที่ ‘คาบช้อนเงิน-ช้อนทอง’ มาแต่เกิดเลยทีเดียว

ด้วยความที่ตัวเองเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว และมีพี่ชาย 2 คน แต่พี่ทั้งสองของคุณโคล กลับตายเสียตั้งแต่ยังเล็ก เด็กน้อยโคลเลยกลายเป็นสุดที่รัก และหวงแหนของตระกูล
โคล พอร์เตอร์ เรียนหนังสือเก่ง และชอบดนตรีเล่นเปียโนเก่งตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และสามารถแต่งเพลงได้เมื่อมีอายุแค่ 11 ปีเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้เรียนดนตรีให้เป็นเรื่องเป็นราว เขากลับเข้าไปเรียนกฎหมาย ในมหาวิทยาลัยดีที่สุดหนึ่งในสี่ของสหรัฐ ที่เรียกกันว่าพวก Ivy League คือ มหาวิทยาลัย Yale
เหตุที่ต้องเรียนกฎหมาย ก็เพราะว่า ต้องทำตามประสงค์ของคุณตา ผู้ที่เป็นเจ้าของมรดกอันมหาศาลนั่นเอง แต่แทนที่คุณโคลจะไม่เอาใจใส่ในการเรียนก็หาไม่ เพราะสามารถทำคะแนนในวิชากฎหมายได้สูงเสียอีก แต่ความสนใจแท้จริงของเขาอยู่ที่การประพันธ์เพลง มากกว่าวิชากฎหมาย
ที่มหาวิทยาลัยเยล คุณโคลจึงโด่งดังมาก ในฐานะที่เป็น
ผู้ จัดแสดงละครเพลง ซึ่งเฟื่องฟูมากในยุคนั้น และเป็นดาวเด่นในมหาวิทยาลัย เพื่อนนิสิตต่างพากันชื่นชอบเพลงอันแสนนุ่มนวลและไพเราะลึกซึ้งของโคล พอร์เตอร์
เขามีชีวิตที่สนุกสนาน เอนจอยกับงานปาร์ตี้ เรียกว่ามีชีวิตที่เป็นความฝันของหนุ่มสาวส่วนใหญ่ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย และต้องการใช้ชีวิตยามศึกษาอย่างเต็มที่ เพราะตอนแก่ตัวแล้ว ไปปาร์ตี้ก็ไม่ค่อยจะสนุกนัก

โคลเรียนจนจบกฎหมายที่เยล ไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นต่อที่ Harvard แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ที่เยลคือ เพลงต่างๆที่เขาแต่งให้มหาวิทยาลัย ซึ่งยังคงร้องกันอยู่มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะเพลงที่เขาแต่งนั้นล้วนแต่สนุกสนาน มีถ้อยคำคมคาย มีความไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก

content/picdata/289/data/photo.jpg

เสียง เพลงที่โคล พอร์เตอร์แต่ง จึงดังก้องอยู่ในความทรงจำของศิษย์เก่าเยลรวมทั้งนิสิตปัจจุบันก็ไม่เว้น และต่อมาก็ดังขนาดนิตยสาร Time เอารูปคุณโคลลงปกเลยทีเดียว
พอไปเรียนกฎหมายต่อที่ Harvard พวกอาจารย์เลยยุส่งให้เรียนดนตรีไปเสียเลยรู้แล้วรู้รอด เรียนกฎหมายไปก็ไม่มีประโยชน์สักเท่าใด เพราะอเมริกานักกฎหมายเก่งๆนั้นมีมากพอควรอยู่แล้ว
ส่วนที่เรียนกฎหมายจนจบมาแล้ว แต่ต้องอยู่กับบ้านเพราะไม่มีงานทำ คงมีในบางประเทศ อย่างบ้านเรา ที่จบกฎหมายกันมาแล้วไปสอบเนติบัณฑิตย์กับเขาไม่ได้ จะเป็นทนายความชั้น 2 ก็ไม่ค่อยจะมีใครมาจ้าง
เมื่อไม่มีงานทำ บัณฑิตทางกฎหมายจำนวนมาก จึงต้องไปขายก๋วยเตี๋ยว ขายกาแฟ ขายประกันฯลฯ เต็มไปหมด น่าสงสารมาก
ก็ดีเหมือนกัน ที่มีนักกฎหมาย นักวิ่งความแยะๆ คนทั้งบ้านทั้งเมืองจึงต้องสนุกสนานกับการเป็นคน “หัวหมอ” เรื่องอะไรต่อมิอะไรก็ต้องตีความกันเรื่อยไป จนคนเขียนอยากจะให้ฉายาประเทศขงตัวเองว่า
“เมืองตีความ!”

โคลก็เรียนดนตรีในฮาร์วาร์ดนั่นแหละ เรียนไปก็แต่งเพลงไป ในที่สุดก็ประสพความสำเร็จยิ่งใหญ่ เงินทองจากการแต่งเพลง ละครเพลง ไหลมาเทมาจนทำให้เขาร่ำรวยและก็มีเงินใช้อย่างมากมาย ไม่ต้องพึ่งพาเอามรดกบรรพบุรุษมากินเที่ยวอีกต่อไปแล้ว คราวนี้เป็นเพลย์บอยด้วยเงินของตัวเองเต็มที่ ไม่หนักกบาลหัวใครด้วย
เมื่อมีเงินมากๆ ก็ต้องท่องโลกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ตกหลุมรักกับนางเอกคือคุณลินดา และได้แต่งงานกัน แต่พฤติกรรมอีกด้านหนึ่งของคุณโคล คือความเป็นชายที่รักหญิงก็ได้ รักชายด้วยกันก็ได้นั้น ทำให้มีข่าวลือเกี่ยวกับตัวเขามากมาย แต่ภริยาก็ทำเป็นมองข้ามเรื่องส่วนตัวที่เร้นลับของสามีไปได้ มันก็แปลกดีนะ

หลังจากแต่งเพลง Begin the beguine จนโด่งดังไปทั่วโลก ชีวิตคุณโคล พอร์เตอร์ ก็ถึงคราวเคราะห์ร้ายอย่างยิ่ง เพราะวันหนึ่งขณะที่เขาควบม้าอย่างเร็ว ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตกม้า และตอนตกสายบังเหียนติดมือ ตัวคุณโคลเอนมาทางด้านซ้ายโดยมีม้าล้มตามสายบังเหียนมาด้วย และร่างกายท่อนล่างของเขาถูกม้าทับ ขาท่อนล่างหักทั้งสองข้าง ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
โคลต้องนอนรอความช่วยเหลืออยู่นานนับชั่วโมง แต่ระหว่างการรอที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัสนั้น เขาได้คิดเนื้อเพลง เพื่อเพิ่มเติมเพลง ชื่อ At long last หรือแปลว่า ‘ในที่สุด’ หรือ ‘ท้ายที่สุด’ ที่แต่งค้างไว้ได้จนจบ และชีวิตที่เหลือต่อมาของเขา ก็จมอยู่ในความทุกข์ เพราะลินดาภริยาตาย ส่วนขาของเขาต้องถูกตัดออก กลายเป็นคนพิการจนวาระสุดท้ายของชีวิต ทิ้งแต่ผลงานเพลงที่ยังดังก้องโลกเอาไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ชื่นชม กัน
ขออธิบายสักหน่อยว่า

คำว่า At long last ดังขึ้นมาเพราะพระเจ้าเอ็ดเวอร์ด ที่ 8 เพิ่งทรงประกาศสละราชสมบัติ เมื่อปลายปี ค.ศ.1936 หลังครองราชย์อยู่เพียง 1 ปี เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า จะทรงครองราชย์ต่อไป โดยปราศจากผู้หญิงคนรัก คือแม่หม้ายซิมป์สันไม่ได้ ตอนที่ทรงประกาศสละราชสมบัติ และช็อกพสกนิกรทั้งประเทศ พระองค์ทรงใช้ถ้อยคำประโยคขึ้นต้นว่า

“At long last I am able to say a few words of my own. I have never wanted to withhold anything, but until now it has not been constitutionally possible for me to speak.

และตรัสถึงหญิงที่พระองค์รัก และทรงขาดเธอไม่ได้ว่า

But you must believe me when I tell you that I have found it impossible to carry the heavy burden of responsibility and to discharge my duties as King as I would wish to do without the help and support of the woman I love.

ถ้อยคำตรงนี้ทำให้พระองค์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ละทิ้งประเทศชาติเพื่อผู้หญิงคนเดียว แต่ ฝ่ายที่โรแมนติกก็บอกว่า ทรงมีรักแท้และทรงยอมสละได้แม้แต่ฐานันดรศักดิ์และราชสมบัติ เพื่อไปครองชีวิตกับหญิงคนรักของพระองค์
นักประพันธ์เพลงอย่างคุณโคล พอร์เตอร์ หยิบคำว่า At long last ซึ่งเป็นถ้อยคำก้องโลกนี้ มาเป็นชื่อเพลง
เลยดัง…เปรี้ยงปร้างไปเลย!

ต้องขอ ย้อนกลับไปที่เพลง Begin the beguine อีกครั้ง ผมว่าเพลงนี้ ยิ่งใหญ่มาก เพราะมันเป็นเพลงฝรั่งเมริกัน เพลงแรกๆ ที่มาเข้าหูชาวซากูระ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงหยกๆ
ท่านผู้อ่านอย่าได้คิดว่า ชาวญี่ปุ่นจะหลงใหลได้ปลื้มกับสงครามไปหมด เพราะชาวบ้านธรรมดาๆจำนวนมากที่เขาไม่เห็นด้วย จำใจต้องกระทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจที่บ้าสงคราม คนพวกนี้ดีใจเงียบๆ เมื่อสงครามซึ่งนำมาแต่ความทุกข์โศกของชนในชาติ จบลงเสียได้
ดังนั้น เพลง Begin the beguine นี้ จึงเหมือนความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ยาก ของประชาชนชาวแดนซากูระ และหมดยุคกองทัพลูกพระอาทิตย์อันเกรียงไกร เป็นการ Begin หรือเริ่มต้นใหม่ หรือมีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ผมเชื่อมั่นว่า
ด้วยความมุ่งมั่น และความร่วมมือร่วมใจ ของชนในชาติ ญี่ปุ่น เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงซึ่งญี่ปุ่นต้องสร้างชาติขึ้นมาใหม่ แต่คนญี่ปุ่นก็ได้แสดงให้โลกเห็น ชัดเจนแล้วว่า
แม้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม แสนยานุภาพทางการทหารต้องหมดสิ้นไป แต่เพียงไม่กี่ปีของการทำงานหนัก  และความร่วมมือร่วมใจของคนสายเลือดซามูไร ภายในเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษ พลานุภาพทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้อุบัติขึ้นมาทดแทนความเกรียงไกรการทหาร อย่างน่าอัศจรรย์
ทำให้ญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้าขึ้นมา เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แทนการเป็นมหาอำนาจทางกำลังรบ และทำได้รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง และกลายเป็น
ผู้บริจาครายใหญ่ของโลก!

มา ถึงพ.ศ. 2554 นี้ ญี่ปุ่นทั้งชาติ ต้องเผชิญภัยใหญ่หลวงและเป็นคราวทุกข์แสนสาหัสอีกครั้ง ทั้งยังเป็นบททดสอบสำคัญ เฉกเช่นเหตุการณ์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นก็ผ่านมาได้ ท่ามกลางความประหลาดใจของคนทั้งโลก
จึงอยากให้พี่น้องชาวไทย และชาวโลกทั้งปวง รวมพลังร้องเพลง Begin the beguine ให้กับเพื่อนญี่ปุ่น และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดประทานพรอันประเสริฐ ให้กับประเทศญี่ปุ่น มิตรที่ดีของคนไทยมายาวนาน

content/picdata/289/data/photo2.jpg

ขอ ให้ลูกพระอาทิตย์ทั้งหลาย ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงสามารถสร้างชาติญี่ปุ่น ให้กลับรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง จนเปล่งประกายสาดแสงสว่าง และความอบอุ่นในมิตรภาพ ให้กับเพื่อนชาวไทยและชาวโลกดังเดิม

ขอให้ประเทศญี่ปุ่นพ้นภัย และเจริญก้าวหน้าต่อไป!!!  

…………………………..

Michael Bublé – Begin The Beguine

Lena Horne – At Long Last Love [Composed by Cole Porter]

Advertisements

Leave a comment

Filed under ทีวีข่าว,บันเทิง, ฟังเพลง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s