“เกษียร เตชะพีระ” ผ่าสมอง “ธรรมรัฐ” กลายพันธุ์ จากไอเอ็มเอฟ สู่ใต้ร่มธรรมราชา

ผศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ได้ปาฐกถา “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล : จากไอเอ็มเอฟ สู่ใต้ร่มธรรมราชา” วิจารณ์การเข้ามาของวิถีการดำเนินของธรรมรัฐ, ธรรมาภิบาลในสังคมของเราจากมุมมอง หรือแนวพินิจการเมืองทางวัฒนธรรม โดยมุ่งไปที่ “กระบวนการแปล” ธรรมรัฐ, ธรรมาภิบาล และดำเนินไปขับเคลื่อนในความเป็นจริง ในงานชุมนุมปาฐกถาครบ 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 
ผศ.ดร.เกษียร กล่าวว่า จังหวะวิกฤตของการเมืองไทยมาถึงในปี 1997 โดยเกิดภาวะค่าเงินตกต่ำ ธุรกิจล้มละลาย บริษัทกว่าหนึ่งในสี่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถูกเพิกถอนจากตลาด เนื่องจากล้มละลาย  เกือบสองในสามของนายทุนล้มละลาย คนงานตกงานราวหนึ่งล้านคน อีกสามล้านคนตกต่ำกว่าเส้นยากจน
“ลัทธิช็อค” แห่งเสรีนิยมตามแนวคิดที่ถูกตีความมาจาก “มิลตัน ฟรีดแมน” ได้เข้ามาฉวยใช้วิกฤตไปผลักดันนโยบายที่เอื้อประโยชน์กับเอกชน แต่ประชาชนไม่นิยม ซึ่งปกติแล้วนโยบายนี้มันออกยาก จึงใช้วิกฤติไปผลักดันออกมา เพื่อรัฐบาลจะได้นำไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะนโยบายการโอนย้ายทรัพยากรจากภาครัฐไปให้เอกชน และชนชั้นล่างไปชั้นสูง
โดยหลักการที่เรียกว่า”ช็อค”นั้นมี 3 ขั้น หนึ่งคือ ประชาชนจะช็อคจากวิกฤติที่เกิดขึ้น สองคือ ช็อคด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ที่รัฐบัญญัติออกมา สามคือ พอตั้งสติได้ประชาชนที่เริ่มออกมาต่อต้านจะถูก”ช็อค”ด้วยไฟฟ้าจากภาครัฐ
ในจังหวะแห่ง “การช็อค” มีทางเลือกที่ถูกยัดเยียดมาจากภายนอก ทางเลือกต่างจากแนวนโยบายเดิมที่เป็นทุนนิยมแบบพวกพ้อง กลายมาเป็นเงื่อนไขเงินกู้ของไอเอ็มเอฟ ซึ่งอิงฉันทามติวอชิงตัน โดยกำหนดให้ต้องเปิดเศรษฐกิจกว้างขึ้น โดยนายวีรพงษ์ รามางกูร จับมือ ดร.สแตนลี่ย์ ฟิชเชอร์ จากไอเอ็มเอฟเข้ามาให้ยากับประเทศไทย
สำหรับกระบวนการตั้งรับการช็อคแบบไทยๆ ยกตัวอย่างจากคำพูดของ หม่อมเจ้าวรรณไว ทยากร วรวรรณ  ที่กล่าวว่า ด้วยการบัญญัติศัพท์สู้โดยกล่าวว่าภาษาไทยนี่แหละ “เป็นหลักประกันแห่งความมั่งคงของประชาชาติ” ซึ่งมักรับรูปแบบบางอย่างมาแล้วโยนที่เราไม่ใช้ทิ้ง ซึ่งไม่รู้ว่าเราใช้เกณฑ์แบบไหนในการรักษาโครงสร้างแบบเดิม
ตรรกเบื้องหลังแนวทางนี้คือ “การคุมคำ”(ตัวสะกดและอ่านออกเสียง) ไปเป็น”การคุมความมหาย” จนไป”คุมความคิด” จึงสามารถ”คุมคน”  ภาษาจึงเป็นเรื่องสำคัญในการคุมคน สอดรับกับแนวคิดเรื่อง “กายาวัฒนธรรม” ของ “ประเสนจิตร ดูอารา”(Prasenjit Duara )ที่ให้ความคิดไว้ว่า “การแปลซึ่งตั้งอยู่ตรงชายขอบของภาษาแห่งชาตินั้นทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าชาย แดนทางภาษา และบูรณภาพของ “กายาวัฒนธรรม” แห่งรัฐชาติ ที่ใดที่ภาษาถูกทำให้เป็นมาตรฐานและการบัญญัติศัพท์ต้องผ่านการรับรองของ ราชการส่วนกลางอย่างในประเทศไทยสมัยใหม่ กล่าวคือ กีดกัน ประกาศมันเป็นคำศัพท์ที่ไม่พึงปรารถนา หรือจัดการแปลคำเสียใหม่ หรือเป็นการทำหมัน แปลงสัญชาติ”
กรณีตัวอย่าง คือประชาธิปไตย แบบไทยๆ อย่างเช่นศัพท์คำว่า “ประชาธิปไตย”
แรงชนรับแรงช็อคจาก “ไอเอ็มเอฟ” ที่เป็นคนบัญญัติศัพท์ไทยสำหรับคำว่า Good Governance ว่า “ธรรมรัฐ” มีความหมายตรงตัวว่ารัฐที่ทรงไว้ซึ่งธรรมะ หรือ ชี้นำโดยธรมมะ
ขณะที่ธีรยุทธ บุญมี นิยามธรรมรัฐใหม่ในเชิงแสวงหาฉันทามติว่าการปฏิรูปตัวเองของไตรภาคี ได้แก่รัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม เพื่อการบริหารรัฐกิจที่มีประสิธทิภาพและเป็นเอกชน
สรุปแล้ว ไทยใช้คำว่า ไอเอ็มเอฟ กลายเป็น Good Governance   จนกลายเป็นธรรมรัฐ ซึ่งแยกความหมายตามการให้ความหมายของนักวิชาการได้อีกเป็นห้าฝ่าย ในประเด็นอำนาจ  มีการให้ความหมายหลากหลาย อำนาจต้องรวมศูนย์ที่รัฐ รู้รักสามัคคี ส่วนเวอร์ชั่นเสรีใหม่ของ อานันท์ ปันยารชุน ใช้แบบต้องโยงกัน หมอประเวศ วะสี  บอกต้องกระจายให้ชุมชน ฝั่งตลาดก็บอกว่าต้องดำเนินตามตลาด
สิบปีให้หลัง ผลออกมาแล้วว่า กลุ่มราชาชาตินิยม เคลื่อนไหวต่อต้านเสรีนิยมใหม่ตามแบบใบสั่งของไอเอ็มเอฟอย่างเดียว ประสบผลเพียงบางส่วนเท่านั้น บางส่วนไม่สม่ำเสมอ ในรอบทศวรรษหลังวิกฤต ทุนต่างชาติไหลเข้ามาเพิ่มเป็นสามเท่าของช่วงก่อนวิกฤติ ทุกวันนี้บริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดมากขึ้น ผลในแง่เปิดเศรษฐกิจนั้นอาจมองได้ว่าเปิดขึ้นจริงๆ
รัฐวิสาหกิจสำคัญที่มีกำไรสูงบางแห่งถูกแปรรูปเป็นเอกชน อย่าง ปตท. กสท. และอสมท. แต่การแปรรูปเป็นเอกชนถูกต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิมในวิสหากิจ  หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลก็เปลี่ยนมาเป็นยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศที่บริหารจัดการโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ได้อย่างเข้าใจก็บริหาร ความเสี่ยง โอกาสได้ถูกต้อง แต่ที่ไม่ดีก็คือ การบริหารที่ไม่ถูกต้อง คุณทักษิณ ชินวัตร เห็นว่าเราไม่ต้องทำตามที่ดร.ฟิชเชอร์บอก แต่เราบริหารจัดการเอง
พลังจากนักเคลื่อนไหวเอ็นจีโอ(องค์กรอิสระ) กระแสการปฏิรูปดูเหมือนจะหยุดชะงัก ธรรมรัฐถูกแปลงให้เป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้าน กล่าวคือถูกแปลงใหม่ เป็นคำว่า”ธรรมาภิบาล” และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ธรรมรัฐถูกนำไปติดตั้งในราชการอย่างมั่นคง
สุดท้าย ธรรมรัฐ กลายมาเป็น “ธรรมาภิบาล” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมต่อต้านปชต.ของพลังการเมืองบางกลุ่ม
ช่วงท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯถูกทักษิณโจมตีว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติเพราะมาจากรัฐ ประหาร แต่ท่านโต้ว่าถ้าท่านทักษิณมีธรรมภิบาล ก็คงไม่เกิดรัฐประหาร (พูดเหมือนกับธรรมภิบาลกับประชาธิปไตยเป็นคนละเรื่อง)
ด้านกลุ่มพันธมิตรฯ เชื่อว่าการเมืองเลือกตั้งแบบเก่าไม่สามารถนำธรรมรัฐมาได้ ซึ่งนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ระบุว่าสนับสนุนธรรมรัฐในนโยบาย
ส่วน ส.ว.รสนา โตสิตระกูล ผู้เป็นนักสู้หลักพุทธ และการเกษตรก็เคยวิพากษ์ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไม่ได้ใช้ธรรมภิบาลในหลายกรณีด้วย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s