“อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์”วิพากษ์ สื่อไทยตกกระป๋องอันดับรูด เสรีภาพถดถอย ภายใต้บรรยากาศความกลัว

รศ.ดร.อุบล รัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ปาฐกถาหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพ หลังทักษิณ/หลังอภิสิทธิ์” ในงานชุมนุมปาฐกถา 70 ปีดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. มองสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน  ในมุมมององค์กรต่างประเทศ, สิทธิเสรีภาพจากการศึกษาของนักวิชาการไทย และวิกฤติการเมืองและความถดถอยของสิทธิเสรีภาพ
สำหรับในมุมมององค์กรต่างประเทศมีรายงานทั้งหมด 3 ฉบับได้แก่ ดัชนีเสรีภาพของสื่อองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน, เสรีภาพสื่ออินเทอร์เน็ตองค์กร freedom house และดัชนีชี้ดัชนีเฉพาะเจาจงสื่อเอเชียจากมูลนิธิฟรีดิช อีแบร์ท

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเป็นองค์กรที่จดทะเบียนที่ ฝรั่งเศสมีสำนักงานเครือข่ายกว่า พันคนทำงานใน 5 ทวีปทั่วโลก ทำงานร่วมกับองค์กรสมาชิกในหลายประเทศ ซึ่งมีการพัฒนาประชาธิปไตยโดยที่ยังอาจขาดสิทธิเสรีภาพอยู่ โดยได้จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อใน 167 ประเทศ ด้วยการส่งคำถามไปยังสมาชิก เครือข่ายผู้สื่อข่าว และมีผู้เชี่ยวชาญด้านนักวิจัย นักหนังสือพิมพ์มาตอบคำถามด้วย โดยการศึกษาเริ่มที่เดือยก.ย. ถึงส.ค.อีกปีหนึ่ง
ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยก่อนการรัฐประหารปีพ.ศ. 2549 ทำสถิติอยู่ลำดับที่ 107 อยู่ในครึ่งล่างของจำนวนประเทศที่รับการสำรวจทั้งหมด 167 ประเทศ ซึ่งเป็นลำดับสูงสุดของไทยที่เคยทำได้ จากนั้นมาก็ดิ่งลงเรื่อยเมื่อพ.ศ. 2549 อยู่ที่อันดับ 122 พ.ศ. 2550 หล่นมาที่อันดับ 135 พ.ศ. 2551 อยู่ที่อันดับ 124 พ.ศ. 2552 หล่นลงมาที่ 130 ขณะที่พ.ศ. 2553 ที่เกิดการปรราบปรามผู้ชุมนุมไทยอยู่ที่อันดับ 153 (จาก170 ประเทศ) เกือบรั้งท้าย
ข้อสรุปพบว่า พ.ศ. 2551 เกิดจากการปะทะกันของการเมืองกลุ่มต่างๆ, สื่อถูกแบ่งขั้วในการทำงานโดยเฉพาะกระแสหลัก  ประชาชนก็แบ่งขั้วเลือกข้าง พ.ศ. 2553 สภาพของกลุ่มองค์กรการพัฒนาสังคมต่างๆไม่ไปในทางเดียวกัน
สำหรับไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในการตรวจสอบ สถานการณ์การเมืองปีพ.ศ. 2554 มีผลกระทบด้านลบต่อการใช้อินเทอร์เน็ต ข้อสำคัญคือกลุ่มต่างๆใช้ข้อกล่าวหาการหมิ่นกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม พยายามหาทางเซ็นเซอร์สื่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
เว็บไซต์ของกลุ่มเสื้อแดงหลายเว็บถูกปิด เฟซบุ๊คของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็ถูกปิด ด้านเว็บไซต์ทางเลือกอื่นถูกปิดกั้นก็มีเช่น ประชาไท ซึ่งต้องเปลี่ยน URL หลายครั้ง รายงานการศึกษาของ “ilaw project” กลุ่มองค์กรเอกชนที่ติดตามกฎหมายปิดกั้นสิทธิพื้นฐาน ระบุว่ามี URLจำนวน 74,686 ถูกบล็อกโดยคำสั่งศาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550ไปถึง 2553 ต้นปี 2554 มีกว่า 80,000 – 400,000 เว็บไซต์ที่ถูกปิด รายชื่อเว็บที่ถูกปิดไม่ได้รับการเปิดเผย ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าจะได้ความกระจ่างอย่างไรต่อไป
การควบคุมเข้มงวด ขึ้นอีกในเดือนมิ.ย. มีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรคอมพิวเตอร์เพิ่มเพื่อปกป้อง สถาบัน แสดงให้เห็นว่ารัฐใช้กำลังเพื่อปกป้องอย่างเต็มกำลัง กฎหมายที่ถูกนำมาใช้มากในช่วงที่ผ่านมาคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผู้ที่ถูกมาตรานี้เล่นงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีกฎหมายฉบับที่ใช้คู่กันเพื่อทำการปิดกั้นคือ การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์  ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อปิดกั้นเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลพบว่ามีคดีหมิ่นสถาบัน 31 คดี เป็นคดีทางคอมฯ 11 คดี และยังมีงานพบว่าในช่วงหกปีมานี้จำนวนการพิพากษาโทษสูงลิ่วหลายคดี
รายงานสรุปว่าการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมาย มาตรา  112 ไม่ช่วยให้เกิดความสมานฉันท์ รายงานได้เสนอแนะว่าให้แก้ไขกฎหมายเร่งด่วน เพื่อให้ ประชาชน ใช้เน็ตได้อย่างเปิดกว้าง

สำหรับองค์กรฟรีดอม เฮาท์ เป็นองค์กรเรื่องสิทธิ เสรีภาพ จับตาตรวจดูว่าแต่ละประเทศทั่วโลกมีประเทศใดบ้างถูกริดรอนเสรีภาพ ซึ่งองค์กรจัดทำการศึกษาโดยเจาะกลุ่มเรื่องอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเริ่มเห็นว่าอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่สื่อสำคัญที่สุดในปัจจุบัน
โดยแต่ละประเทศจะได้คะแนนรวม  0-100 คะแนน 0 หมายถึงดีมาก 100 คะแนน หมายถึงแย่มาก และจัดกลุ่มผลคะแนนเป็นระดับ คือ คะแนน 0-30 หมายถึงมีเสรีภาพ ระดับ 31-60 มีบ้าง และ 60 ขึ้นไปถือว่าไม่มี
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในประเภท “ไม่มีเสรีภาพ” จากรายงานจากการสำรวจสองปีที่ผ่านมา ช่วงมกราคมปี 2552-53 เราอยู่ใกล้เคียงกับพม่า เบลารุส ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งสิทธิของกลุ่มเหล่านี้ถดถอย สำหรับการสำรวจในปีที่แล้ว มีแนวโน้มไปในทางติดลบ การเซ็นเซอร์ส่วนใหญ่เป็นการกระทำทางการเมือง ปิดกั้นการเข้าถึงของกลุ่มต่างๆ
ทั้งนี้ ไทยอยู่ในลำดับที่ 61 เป็นประเทศแรกในกลุ่มที่สาม ตามาด้วยบาห์เรน ต่ำกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่ำกว่าอียิปต์ ซิมบับเว่ และปากีสถาน
สำหรับการประมวลของประเภทสื่อในภาพรวม เรายังอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพบางส่วน
“ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถูกปิดกั้นเพระท้าทายชนชั้นนำและบทบาทของสถาบัน ในทางการเมืองไทย ทำให้รัฐและหน่วยงานพยายามควบคุมการไหลเวียนข้อมูล ข่าวสาร แม้ว่ารัฐปิดกั้น แต่ในระยะสองปีที่ผ่านมาการปิดกั้นเริ่มดำเนินไปอย่างหนักขึ้น เพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  ประชาชนผู้ใช้จำนวนมากถูกตั้งข้อหาเมื่อแสดงความเห็นที่เกี่ยวข้องกับ สถาบัน”

ดัชนีเฉพาะเจาะจงสื่อเอเชียจากมูลนิธิฟรีดิช อีแบร์ท ซึ่งเลือกไทยเป็นประเทศแรกในการศึกษา ประเมินความหลากหลายอิสระ สิทธิเสรีภาพ และการปฏิรูปสื่อเป็นสาธารณะ รวมถึงความเป็นมืออาชีพของสื่อ ไม่เอนเอียง โดยดูคะแนนดัชนีรวมจากตัวแทนนักวิชาชีพสื่อและองค์กรพัฒนาสิทธิมนุษยชนที่ไป ประชุมกันทั้งหมด 12 คน
คะแนนแบ่งเป็น  ห้าระดับคือ  1 คะแนน  ไม่ได้มาตรฐานตามตัวชี้วัด ไปจนถึง 5 คะแนนได้มาตรฐานตามตัวชี้วัดทุกด้าน สำหรับการแบ่งหมวดคำถามคือ หมวดสิทธิเสรีภาพของไทยมี 2.6 คะแนน หมวดภูมิทัศน์ ความหลากหลาย มั่นคง ได้แค่ 2.4 คะแนน หมวดที่สามเป็นการกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งไทยมีการจัดสรรคลื่น มีองค์กรดูแล และมีการปฎิรูปสื่อ ซึ่งคะแนนไปลงที่ “ไทยพีบีเอส” ทำให้ได้แต้ม 3.6 ซึ่งไม่ได้ให้คะแนนกับที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือช่องของรัฐอื่นๆ ส่วนหมวดที่สี่คือคะแนนเฉลี่ย ความเป็นมืออาชีพ 2.3 คะแนน รวมทั้งสี่หมวดได้ 2.72 คะแนน
ลักษณะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สรุปว่ารัฐธรรมนูญ หลังปี 50 ได้ให้สิทธิไว้แต่กฎหมายอื่นกลับเป็นตัวคัดง้าง เช่น พ.ร. ก. ประมวลกฎหมายอาญา พลเมืองที่ใช้ความคิดเห็นก็กลัวว่าสถาบันศาล อาจมอบความผิดให้และจับกุมในข้อหาร้ายแรง ทำให้มีผู้สยบยอมต่ออำนาจมากและแผ่กระจายในวงกว้าง นักวิชาการสื่อ ประชาชนต่างกลัวการล่าแม่มดในอินเทอร์เน็ต
หนังสือพิมพ์หันมาใช้การเซ็นเซอร์ตัวเองมากขึ้น ทั้งเกิดจากการกดดันทางการเมือง ธุรกิจ และการแทรกแซงโดยเจ้าของกิจการสื่อ นักนสพ. ขาดความมั่นใจไม่กล้าทำงานอย่างอิสระ หลังการรัฐประหารรัฐได้ออกกม.หลายฉบับ รวมทั้งจัดสรรคลื่นความถี่ นั่นคือการยึดสถานี “ไอทีวี” มาเป็นของรัฐ เพื่อเปลี่ยนมาเป็นสื่อสาธารณะอีกชั้นหนึ่ง
พ.ร.บว่าด้วยความผิดคอมพิวเตอร์เป็นกฎหมายที่ออกอย่างเร่งด่วนถูกนำ มาใช้เพื่อลิดรอนสิทธิ  การเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารยุ่งยาก ล่าช้า อย่างเช่นข้อมูลความมั่นคง ที่ระบุว่าห้ามเปิดเผย ห้ามสื่อรายงาน และยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิแหล่งข่าว
“องค์กรภาคประชาสังคมมีไม่มาก และไม่ได้ทำงานร่วมกัน หนำซ้ำยังสนับสนุนให้รัฐปราบปรามฝ่ายตรงข้ามของตนเองด้วย”

โดยรวมแล้วภูมิทัศน์องค์กรสื่อไทยมีที่มาของจาก ข่าวสารอย่างหลากหลาย  การแบ่งขั้วทางการเมืองก่อนและหลังการใช้ความรุนแรงทำให้การปฏิรูปสื่อชะงัก แถมยังถูกแทนที่ด้วยการเซ็นเซอร์ตัวเองและการทำงานอย่างอิสระก็ถูกแทรกแซง
ทั้งนี้ มีรายงานสถานการณ์การควบคุมปิดกั้นสื่อออนไลน์ มองดูเชิงสถิตินำเอาสิ่งที่ปรากฎมาจัดบทวิเคราะห์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้นขัดแย้งกับบทวิเคราะห์สิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า มีการให้รัฐมีอำนาจในการปิดกั้น ระหว่างสถานการณ์ไม่ปกติ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ห้ามจำหน่าย จ่าย แจก โฆษณา ห้ามแสดงมหรสพ และยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐตรวจค้นสิ่งอื่นใดได้ทั้งหมด
ด้านวิกฤติการณ์ถดถอย พบว่าหลังรัฐประหารการใช้กฎหมาย การใช้พ.ร.ก.ก็เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน จึงมีหน่วยงานอย่าง ศอ. รส. และศอฉ. เกิดขึ้น เมื่อกลับมาดูหน้าจอโทรทัศน์ก็เริ่มตกใจว่าเป็นสัญญาณบางอย่างว่าเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉิน การสั่งปิดกลายเป็นธรรมเนียมของรัฐ ซึ่งกลายเป็นดัชนีแสดงถึงความถดถอยไม่ว่าจะเป็นใครประเมิน สำหรับนักวิชาการไทยชี้ให้เห็นข้อด้อยของกฎหมายบางฉบับที่ให้รับใช้อำนาจมาก ใช้การปิดกั้นเป็นหลัก

ดังนั้น การแสดงควมคิดเห็นโดยอิสระจึงถูกติดตาม ข่มขู่ คุกคามมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการสถาบัน สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว แต่อย่างไรก็ตาม การละเมิดสิทธิอาจเป็นการท้าทายให้เกิดสิทธิ หรือหลักใหม่ๆขึ้นในสังคมไทย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s