เมื่อ‘สภาผู้แทนราษฎร’ถูกยุบ!

ประเทศไทยขณะนี้ ถ้าไม่นับ “พรรคขนาดกลาง” ทั้งเก่าทั้งใหม่ ก็มีเพียงสองพรรคการเมืองใหญ่ที่มีนโยบายคล้ายกันด้านประชานิยม โดยไม่รู้ใครลอกใคร และไม่ค่อยจะลงรอยกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน

ตามจังหวะทางการเมือง นายกฯอภิสิทธิ์ คงจะยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินต้นเดือนพฤษภาคม 2554 หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ทั้งสามฉบับได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน ศกนี้

ก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ทั้งสามฉบับให้เป็นที่เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้น นายกฯ จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย

ต่อจากนั้นจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ นับเวลาแล้วก็คงจะใกล้เคียงกับการยุบสภาภายในต้นเดือนพฤษภาคม

เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามมา ซึ่งจะต้องจัดให้มีขึ้นภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหก สิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร (รัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง)

ช่วงเวลาที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป จึงนับว่าเป็นจังหวะที่ประชาชนมีหน้าที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบ ประชาธิปไตย หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ อำนาจอธิปไตยกำลังกลับมาสู่มือประชาชน

นักการเมืองจึงเตรียมตัวกัน ตั้งแต่การหาพรรคการเมืองสังกัด การแสดงความประสงค์ว่าจะลงแบบบัญชีรายชื่อหรือแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้าเป็นแบบบัญชีรายชื่อจะได้อันดับใด อยู่ต้นก็มีโอกาสมากที่จะได้เป็น ส.ส. หรือกระทั่งรัฐมนตรี อยู่ท้ายก็มีโอกาสน้อย

ดังนั้น จึงเห็นข่าวการย้ายพรรคการเมือง การตั้งพรรคการเมืองในช่วงนี้พอสมควร

แต่ส่วนใหญ่เป็นพรรคที่มักน้อย คือ คาดว่าจะได้ ส.ส. เพียงไม่กี่คนหรือหลายสิบคนเท่านั้น แต่แค่นี้ก็คงพอเป็นพลังต่อรองในทางการเมืองได้หลังการเลือกตั้ง

ปัจจัยสำคัญหนึ่งสำหรับการสังกัดพรรคการเมืองหลังยุบสภาก็คือ การคาดการณ์ว่า…พรรคการเมืองใดจะได้เสียงข้างมาก ซึ่งอาจจะเกินกึ่งหนึ่งก็พอมี ตามราคาที่คุยโวกันออกมา พรรคนั้นก็จะมีแรงดูดพอสมควร นักการเมืองจึงอยากจะอยู่ด้วย

ประเทศไทยขณะนี้ ถ้าไม่นับ “พรรคขนาดกลาง” ทั้งเก่าทั้งใหม่ ก็มีเพียงสองพรรคการเมืองใหญ่ที่มีนโยบายคล้ายกันด้านประชานิยม โดยไม่รู้ใครลอกใคร และไม่ค่อยจะลงรอยกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน

พรรคหนึ่งชื่อ “ประชาธิปัตย์” นับว่าเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในขณะนี้ และเป็นพรรคที่มีของดี เพราะรอดพ้นคดีต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน จนคนเชียร์และคนไม่เชียร์ ก็งงไปตาม ๆ กัน

อีกพรรคหนึ่งชื่อ “เพื่อไทย” แปลงร่างกลายพันธ์ุมาจาก “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งถูกยุบไป…โดยหลังจากไทยรักไทยถูกยุบก็กลายเป็นพรรคพลังประชาชนแต่ก็ โดนยุบอีก

ปัจจุบันกลายเป็นพรรคเพื่อไทย ที่อนาคตอาจจะโดนหาเรื่องจนถูกยุบอีกก็เป็นได้?

พรรคเพื่อไทยเหมือนไม่ถูกชะตาใครบางคนบางพวก เพราะพรรคนี้เติบโตเร็วเกินไป มีสมาชิกมากกว่าสิบล้านคน จนเป็นที่อิจฉาตาร้อนของคนที่ไม่หวังดี

คนของพรรคนี้หรือคนที่เชียร์พรรคนี้จึงประสบกับโชคชะตาที่เรียกว่า “หนักหนาสาหัส” เอาการ

บางคนถูกไล่จนไม่มีแผ่นดินอยู่ฐานใช้บัตรเป็นพยาน…บางคนถูกขังในคุกการ เมืองห้าปี…บางคนถูกอายัดบัญชี…บางคนถูกกล่าวหาว่าผิดกบิลเมือง…บางคน ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย…บางคนตายโดยกระสุนความเร็วสูง(สไนเปอร์ )…และบางคนไร้ซึ่งอิสระภาพถูกขังโดยไม่มีข้อหา

นอกจากพรรคจะโดนถูกยุบไปถึงสองครั้ง ก็ยังไม่พ้นเคราะห์กรรม เพราะ ส.ส. บางคนได้ตอบแทนคุณประชาชนโดยย้ายไปอยู่พรรคอื่นแทน ทำให้เสียง ส.ส. หายไปพอสมควร ทั้งที่ ส.ส. เหล่านี้แต่เดิมถูกประชาชนเลือกเข้ามาในนามพรรคพลังประชาชน

ชะตาหรือจะสู้ฟ้าลิขิต ตามสำนวนจีนคงนำมาใช้กับพรรคเพื่อไทยได้บ้าง เพราะยังเป็นพรรคการเมืองที่มีประชาชนเป็นสมาชิกพรรคจำนวนมาก

แม้จะโดนกล่าวหาเมื่อตอนโดนยึดอำนาจ 19 กันยา 49 ว่า…ทุจริตเชิงนโยบาย แทรกแซงองค์กรอิสระ จาบจ้วงสถาบัน

คนไทยใจประชาธิปไตยก็ยังเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าวอยู่จำนวนที่มากพอควร และยังรู้สึกเห็นใจพรรคนี้ว่า…ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ถูกใส่ร้ายกลั่นแกล้งด้วยเล่ห์เพทุบายจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและจากฝ่าย เดียวกันที่ทรยศเนรคุณ

ใครเป็นใคร? หน้าตาชื่อเสียงเรียงนามเช่นไร? สันดานความประพฤติทรยศหรือไม่? สมาชิกพรรคหรือคนที่เชียร์พรรคเพื่อไทยคงรู้อยู่ว่า…พวกเหล่านี้มีใครบ้าง และเข้าใจต่อไปด้วยสติปัญญาว่า…คนที่ใส่ร้ายป้ายสีและทรยศหักหลงพรรคนี้ ไปอิงแอบอาศัยใครอยู่บ้าง

สำหรับอีกพรรคหนึ่งคือ “ประชาธิปํตย์” ก็คงเป็นพรรคใหญ่ที่ให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคนี้จะได้เปรียบอยู่บ้างเพราะได้เป็นรัฐบาลมาเกินสองปี มีผลงานตามที่โฆษณาออกมามากมาย

ทั้งเรื่องการแจกนม แจกเงินสองพัน เรียนฟรี กู้เงินหลายแสนล้านทำโครงการไทยเข้มแข็ง ไข่ชั่งกิโล ลอยเรือแก้น้ำท่วม สร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแบบนักการฑูตยังงง จนชาวบ้านประชาชนส่งเสียงเชียร์กันออกมาในหลายอารมณ์ความรู้สึก

เมืองไทยยามนี้ ชาวบ้านต้องทะเลาะและแย่งกันซื้อน้ำมันพืช ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำต้องทำงานหนักกว่าเดิม เพราะต้องหาเงินไปซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่ราคาสูงขึ้น แต่เศรษฐีที่รวยอยู่แล้วก็รวยขึ้นไปอีก ชาวบ้านก็ยังจนดักดานกันต่อไป

ถ้าหากมีการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์เคยคาดการณ์ว่า…จะได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะคนของพรรคเคยบอกออกมา บ้างก็ว่าจะได้ถึง 280 คน หรือมากกว่า

ก็อนุโมทนาสาธุด้วยก็แล้วกัน หากได้รับเสียง ส.ส. มาเกินกึ่งหนึ่งจาก ส.ส. 500 คน ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนว่า…จะเลือก ตัวแทน คือ ส.ส. ไปทำหน้าที่ในสภาและทำหน้าที่เป็นรัฐบาลอย่างไร

ถ้าใครชอบนโยบายแบบพรรคประชาธิปัตย์ดังที่บริหารประเทศมาเกินกว่าสองปีแล้ว ก็คงจะอยากให้พรรคนี้มาบริหารประเทศต่อไปอีกสี่ปี เพื่อที่จะให้พรรคนี้สามารถสานต่อนโยบายที่บอกไว้ว่า ประชาชนต้องมาก่อน ได้โดนใจพี่น้องต่อไป

แต่ถ้าใครชอบนโยบายพรรคเพื่อไทย ดังที่เคยชอบมาแล้วในนามพรรคไทยรักไทยหรือพรรคพลังประชาชน ก็คงจะต้องเลือกพรรคเพื่อไทยให้ได้เสียงข้างมากอันดับหนึ่งอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่

ก็คงต้องมองกลับไปที่พรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะได้ ส.ส. ถึง 280 เสียง ถ้าได้ตามนี้ พรรคเพื่อไทยก็คงได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เพราะ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญใหม่มี 500 คน ต่อให้พรรคเพื่อไทยได้ทั้งหมดที่เหลือ อย่างมากก็มี ส.ส. เพียง 220 คนเท่านั้น

ซึ่งเป็นไปไม่ได้…เพราะเมืองไทยไม่ใช่มีเพียงสองพรรคการเมือง ยังมีพรรคอื่นอีกกลายพรรค เช่น ชาติไทยพัฒนา ภูมิใจไทย ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน หรือพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อเลือกตั้งในครั้งนี้

มีคู่แข่งทางการเมืองอีกหลายพรรคที่เป็นตัวเลือกให้ประชาชนตัดสินใจ ดังนั้น การได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจึงนับว่า เป็นไปได้น้อยมาก ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะมีกระสุนดินดำมากเท่าใด ก็คงต้องใช้กระแสความรู้สึกประชาชนมาช่วยด้วย

แต่หากพิจารณาความสับสนวุ่นวายทางการเมืองในรอบเกือบแปดสิบปีนับจากมีรัฐ ธรรมนูญ ก็ต้องขบคิดกันว่า เพราะประเทศไทยมีหลายพรรคการเมืองเกินไปหรือไม่

เพราะตามระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่เจริญ มักจะมีพรรคใหญ่เพียงสองพรรค

โดยพรรคใหญ่จะเสนอนโยบายให้ประชาชนพิจารณา แล้วหาเสียงแข่งกัน ใครได้เสียงมากก็บริหารประเทศไปตามอายุของสภา ใครแพ้ก็เป็นฝ่ายค้านคอยตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลทำดีก็เชียร์ ทำไม่ดีก็ทักท้วงหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่สำหรับเมืองไทย การมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่สองพรรค กับขนาดกลางอีกหลายพรรค

ซึ่งดูเสมือนว่า…จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อเป็นรัฐบาลคอยบริหารงบประมาณ เท่านั้น ดังนั้น พรรคขนาดกลางจึงมีพฤติกรรมแบบรอเสียบ คือ ตั้งหน้าตั้งตาขอร่วมเป็นรัฐบาลเท่านั้น

การทำหน้าที่ในสภา ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของ ส.ส. หาได้มีผลงานที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่าไรนัก จะเห็นแต่เพียงการแย่งตำแหน่งในสภา ตำแหน่งกรรมาธิการ การแสวงหาความรู้จากผองเพื่อนในสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งการศึกษา (ท่องเที่ยว) ดูงาน

จากที่ประสบพบมา พี่น้องคงรับรู้ได้ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น การยุบสภาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่ประชาชนจะออกมากำหนดชะตาตัวเอง กำหนดทิศทางประเทศว่า จะเดินไปทางใดภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อยากได้พรรคการเมืองแบบรอเสียบ หรืออยากได้แบบพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่ง ก็สุดแล้วแต่จะเลือกเอา

แต่เมื่อเลือกไปแล้ว…ผลที่ตามมาจะเป็นไปตามเสียงที่ประชาชนเลือก ซึ่งรัฐบาลหน้าจะเป็นพรรคเดียวหรือหลายพรรค อนาคตอันใกล้จะมีคำตอบ

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ในระบอบประชาธิปไตยหลังเลือกตั้ง พี่น้องคงต้องหวังด้วยว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหาร หรือ ส.ส. ที่จะมาเป็นตัวแทนของเรา จะยืนเคียงข้างกับระบอบใด

ระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน กับระบอบประชาธิปไตยที่ถูกเรียกเพียงชื่อแต่เบื้องหลังนั้น หาใช่ของประชาน เพื่อประชาชน โดยประชาชน แต่อย่างใด

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s