เขมรกระเจิงถอยทัพ ไทยยึดคืนปราสาทตาเมือนธม

เนื้อหาข่าว

สถานการณ์ ชายแดนยังระอุ ลอบกัดไม่เว้นวันไทยเจ็บอีก 2 เจ้าเล่ห์ปล่อยงูเห่ากว่า 100 ตัวกัดทหารไทย ชรบ.โดนฉกเจ็บ 1 ราย ผวามนต์ดำเสกลิงลมสู้รบ ไทยส่งรบพิเศษเสริมกำลังรบแตกหัก หลังถูกละเมิดสัญญาหยุดยิง นายกฯถกเครียดเขมรร้องศาลโลก  ไฟเขียวให้ผู้อพยพกลับบ้าน

การสู้รบระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษและบุรีรัมย์ ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามในการเจรจาหยุดยิงจากนายทหาร ผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่ยังไม่เป็นผลเนื่องจากแนวหน้าฝั่งกัมพูชา ได้พยายามยั่วยุฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยตามแนวชายแดนต้องระทมทุกข์อย่างหนัก ตามข่าวที่นำเสนอแล้วนั้น

รบพิเศษเขมรแทรกซึมไทย

ความคืบเหน้าเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.สุรินทร์ว่า ตลอดคืนวันที่ 30 เม.ย. ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่าย โดยช่วงเวลา 19.00 น. ได้มีกองกำลังสอดแนมติดอาวุธ ของทหารหน่วยรบพิเศษ 911 กัมพูชา 10 นาย ลักลอบเข้ามาหาข่าวในพื้นที่ใกล้ฐานทัพกองร้อยทหารพรานที่ 2606 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

เมื่อทหารไทยตรวจพบและหลบเข้าบังเกอร์เตรียมรับมือ ปรากฏว่าทหารกัมพูชาได้ขว้างระเบิดมือ เอ็ม-67 ใส่ฐานทัพไทยทันทีแต่พลาดเป้า และใช้ปืนประจำกายอาก้ากระหน่ำยิงแบบหูดับตับไหม้ ทหารไทยจึงยิงตอบโต้ด้วยอาวุธปืนประจำกายเอ็ม 16 เสียงปืนรัวดังสนั่นลั่นปราสาท โดยทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันเป็นเวลานาน 20 นาที ก่อนที่ทหารจากกองพันป้องกันพรมแดนทางบกที่ 402 กัมพูชา ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ ผบ.พัน.ปพบ.ที่ 402 จะส่งกำลังเสริมนับ 100 นายมาสนับสนุน ด้าน พ.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ผบ.หน่วย ฉก.ทพ.26 กกล.สุรนารี จึงสั่งเสริมกำลังสนับสนุนการรบเช่นกัน ต่อมาผู้บังคับบัญชาทั้ง 2 ฝ่ายต่างเร่งติดต่อเจรจาหยุดยิง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย กระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลง ต่างฝ่ายต่างล่าถอยกลับฐานทัพประเทศตน

อหังการยิงขู่-ปาบึ้มท้ารบ

ต่อมาเวลา  21.00 น. เหตุการณ์ที่ทำท่าจะคลี่คลายกลับปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อทหารจากกองพลน้อยทหารราบที่ 42 และกองพันป้องกันพรมแดนทางบกที่ 402 ของกัมพูชากว่า 100 นาย ที่เคลื่อนกำลังพลมาเสริมทัพ ได้ใช้ปืนอาก้ารัวยิงขึ้นฟ้าท้าทายทหารไทยนับร้อยนัด แต่การยั่วยุไม่ได้ผล เพราะทหารไทยหน่วย ฉก.ทพ.26 กกล.สุรนารี ยึดถือคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ยิงตอบโต้ ทหารกัมพูชาจึงย่ามใจขว้างระเบิดมือ เอ็ม-67 เข้าใส่ฐานทหารไทยนับ 10 ลูก พร้อมยิงจรวดต่อสู้รถถัง อาร์พีจี-2 ขนาดลำกล้อง 82 มม.เข้าใส่ แต่พลาดเป้าทั้งหมด

เมื่อโดนรุกหนัก ทหารไทยที่ได้เปรียบเรื่องชัยภูมิ จึงได้ยิงตอบโต้ด้วยปืนประจำกายเอ็ม 16 อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เมื่อทหารกัมพูชาเริ่มเสียเปรียบเพลี่ยงพล้ำ ทหารไทยได้รุกหนักผลักดันกลับประเทศ กระทั่งช่วงเวลา 04.00 น. ของเช้าวันที่ 1 พ.ค. ทั้ง 2 ฝ่ายจึงหยุดปะทะ เป็นที่น่าสังเกตว่า การปะทะในครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้ใช้อาวุธหนัก อาทิ ปืน ค.
จรวดต่อสู้รถถังอาร์พีจี หรือปืนต่อสู้รถถังไร้แรงสะท้อนยิงโต้ตอบกัน โดยทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนกลเบา เอ็ม-60 ซึ่งใช้ลูกกระสุนเอ็ม-80 ปืนอาก้า และระเบิดขว้างมือ เอ็ม-67 ที่มีรัศมีทำลายล้างหวังผล 5 เมตร ขณะที่ทหารไทยใช้เพียงปืนประจำกาย เอ็ม 16 ยิงตอบโต้

ทหารไทยเจ็บอีก 2 ราย

ต่อมาเวลา 10.00 น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานผลการปะทะกันตลอดทั้งคืน ระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ที่ชายแดนด้านปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.ต.รัฐพล ครองยุทธ สังกัด ร.8 พัน 2 ส่วนอีก 1 นายยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ โดยคนเจ็บทั้งสองประจำการอยู่ฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ถูกสะเก็ดระเบิดขว้างมือ เอ็ม-76 ของทหารกัมพูชา เข้าที่ใบหน้าและตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ลำเลียงตัวส่งรักษาที่ รพ.ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จทบ.สุรินทร์

ล่าสุดเวลา 11.00 น. ได้เกิดการปะทะกันอีกครั้ง ที่ปราสาทตาควาย เมื่อทหารกัมพูชาประมาณ 20 นาย ได้รุกคืบตีวงล้อม พร้อมเปิดฉากยิงปืนอาก้าเข้าใส่ฐานปฏิบัติการทหารไทย จึงเกิดการยิงปะทะอยู่ราว 5 นาที ทหารกัมพูชาจึงได้ล่าถอยกลับฐานที่มั่นของตน
เสริมรบพิเศษขยี้เขมร

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยว่าภายหลังจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากทหารกัมพูชายังมีการปะทะกับทหารไทยจนถึงวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทางฝ่ายไทยให้โอกาสทหารกัมพูชาหยุดยิง เพื่อจะได้นำประชาชนกลับบ้าน แต่สุดท้ายทหารกัมพูชาก็ยังมีการปะทะกับทหารไทยจนถึงเช้าวันที่ 1 พ.ค. ดังนั้นทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จึงสั่งเตรียมกำลังเสริมจากกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 3 เพื่อมาเสริมกำลังทหารในกองทัพภาคที่ 2 ที่บาดเจ็บจากสถานการณ์สู้รบ โดยเสริมกำลังจากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ หรือหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษที่มีศักยภาพสูง รวมถึงมีอาวุธที่ทันสมัยมีความคล่องตัวในการทำงาน และกำลังจากกองทัพภาคที่ 3 คือ กองพลทหารราบที่ 4 เบื้องต้นเตรียมพร้อม 1 กองพัน ซึ่งหน่วยที่เตรียมพร้อมจากกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 3 พร้อมออกจากที่ตั้งทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ปักธงไตรรงค์ตาเมือนธม

ล่าสุด เวลา 16.00 น. ภายหลังการเจรจาระหว่าง พ.อ.อดุลย์  บุญธรรมเจริญ ผบ. ชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 และ พ.อ.เนี้ยะวงศ์ ผบ.ทหารชายแดนที่ 402 หน่วยคุมกำลังทหารในพื้นที่ที่บริเวณข้างปราสาทตาเมือนธมบ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก  สมรภูมิเดือดแห่งสงครามเทือกเขาดองแร็กตามภาษาท้องถิ่น ทางฝ่ายกัมพูชาได้ขอยอมสงบศึก และถอนกองกำลังทั้งหมดที่ตั้งฐานที่มั่นประจันหน้ากับฝ่ายไทยออกไป ทั้งที่ตั้งก่อนการสู้รบและระหว่างการสู้รบ โดยรื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ฐานที่ตั้งปืนกล ปืน ค. และสัมภาระทหารออกไปจนหมดสิ้น รวมทั้งทุบทำลายบังเกอร์หลบภัย อีกทั้งยอมให้ทหารไทยปักธงไตรรงค์ บนตัวปราสาทตาเมือนธมแสดงความเป็นเจ้าของได้ และจะไม่มีการส่งกองกำลังขึ้นมาบนตัวปราสาทอีก

ส่วนสมรภูมิรบยังเหม็นคละคลุ้งด้วยกลิ่นศพของทหารกัมพูชาที่ยังเก็บออกไปไม่ หมด และไม่พบทหารกัมพูชาประจำอยู่ในฐาน แต่กำลังทหารไทยยังไม่ไว้วางใจยังตรึงกำลังเข้มเพราะเกรงว่าทหารกัมพูชาจะ ตระบัดสัตย์อีก นอกจากนั้นในส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย บริเวณช่องกร่าง อ.กาบเชิง บริเวณด่านช่องจอม กำลังมีการเจรจาระหว่าง ผบ.หน่วยกำลังพลในพื้นที่ เพื่อยุติปัญหาการสู้รบตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

ลือเสกมนต์ดำ-ปล่อยงูเห่า

แหล่งข่าวทางทหาร กล่าวว่า ปัจจุบันทหารกัมพูชาได้มีวิธีการรบที่แปลกไปเรื่อย ๆ บางครั้งเหมือนมีการพรางตา เพราะยิงไม่โดนสักที ชอบเต้นกระโดดไปมา ท่าทางคล้ายลิง มิหนำซ้ำยังสามารถปีนขึ้นต้นไม้ได้อย่างรวดเร็วเกินมนุษย์ทั่วไป ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีทหารไทยหลายนาย ที่ประจำการอยู่บริเวณฐานปฏิบัติการตาควาย พบเห็นพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน ขณะนี้ได้ทำการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้วิเคราะห์แล้วลงความเห็นว่า น่าจะเป็นไสยศาสตร์หมอผีเขมร โดยปัจจุบันทหารไทยได้ทำพิธีแก้คุณไสยแล้ว แต่ที่น่าห่วงคือ วิธีสกปรกของทหารกัมพูชา ที่ปล่อยงูเห่าจำนวนหลายร้อยตัว เข้ามาในเขต ต.สายตะกู ต.ตาเมียง ต.บักได และ ต.แนง มุด อ.พนมดงรัก ซึ่งนายศุภชัย กองสูงเนิน ชรบ.ไทยสันติสุข ก็ได้ถูกงูเห่าฉกและพ่นพิษใส่ตาแล้ว นับว่าเป็นยุทธวิธีการรบแบบใหม่ของกัมพูชาที่ค่อนข้างน่ากลัว

แฉขวัญทหารเขมรกระเจิง

แหล่งข่าวทางทหารรายงานอีกว่า จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อกินระยะเวลายาวนานถึง 10 วัน ทำให้ทหารกัมพูชาเริ่มมีขวัญและกำลังใจตกต่ำ เนื่องจากการขาดเสบียงอาหาร อีกทั้งยังไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดความอิจฉากันเองระหว่างหน่วย เนื่องจากทหารหน่วยรบพิเศษ 911 มักได้รับอภิสิทธิ์เรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ และการดูแลสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ค่อนข้างทันสมัยกว่ากองพลน้อยทหารราบที่ 42 และกองพันป้องกันพรมแดนทางบกที่ 402 โดยล่าสุด รัฐบาลกัมพูชาได้เสริมเขี้ยวเล็บให้หน่วย รพศ.911 ด้วยเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง รุ่นพีเอฟ-89 ขนาดลำกล้อง 80 มม. ระยะยิงหวังผล 200 เมตร อานุภาพสูงเทียบเท่าเครื่องยิงระเบิดต่อสู้รถถัง เอ็ม136 เอที-4 ผลิตในสหรัฐอเมริกา ที่ไว้รับมือรถถังไทยทุกรุ่น เพื่อทดแทนเครื่องยิงระเบิดต่อสู้รถถัง อาร์พีจี-7 นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาวุธทันสมัยของกัมพูชา ที่ใช้ต่อกรกับกองทัพไทย

ตรอมใจเซ่นสงคราม 2 ศพ

เช้าวันเดียวกัน นายแผน วรรณเมธี ตัวแทนพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เดินทางไปมอบสิ่งของพระราชทาน จากสภากาชาดไทย ที่บ้านกันตรวจจะมวล และบ้านตานีวิทยา ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งมีผู้อพยพมารอรับสิ่งของพระราชทานนับ 1,000 คน ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้อพยพ ที่ศูนย์อพยพเทศบาลตำบลนิคมปราสาท ต.นิคมปราสาท อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ในเวลา 02.00 น. พ.ต.ท.ชาญณรงค์ พรหมมา สวส.สภ.ทุ่งมน ได้รับแจ้งเหตุผู้อพยพเสียชีวิต 2 ศพ จึงเดินทางไปสอบสวนยังสถานที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.ปราสาท พบศพ น.ส.เรอยา แสงตะวัน อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 19 บ้านขาวโต๊ะ ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และนางทอง ขันติวงษ์ อายุ 76 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่บ้านเดียวกัน สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่ในที่พักพิง จากการตรวจสอบชันสูตรพลิกศพไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการถูกฆาตกรรม แพทย์สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความเครียด เพราะจากบ้านมานาน ประกอบทั้งสภาวะอากาศที่แปรปรวน ทั้งร้อนอบอ้าวสลับกับฝนตก ความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างแออัด จึงเกิดโรคแทรกซ้อนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ต่อมาญาติผู้ตายได้รับศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดนิคมพัฒนาราม ต.นิคมปราสาท และฌาปนกิจในเช้าวันเดียวกัน

นางแอม แสงตะวัน อายุ 76 ปี มารดา น.ส.เรอยา ผู้ตาย กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสลดว่า สาเหตุที่ต้องรีบเร่งเผาศพ ก็เนื่องจากญาติพี่น้องมีเพียงแค่ 4 คน ซึ่งอพยพหนีภัยสงครามมาอยู่ที่ศูนย์อพยพแห่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. ทุกคนล้วนเกิดความเครียดที่จำต้องห่างบ้าน แต่ผู้ตายค่อนข้างที่จะคิดมาก นั่งเหม่อลอยวิตกกังวลทั้งวัน ตนและญาติพี่น้องได้พยายามปลอบโยนว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้น แต่เหตุปะทะได้ล่วงเลยมานานนับ 10 วัน จนผู้ตายเกิดความเครียดกระทั่งป่วย มีไข้ขึ้นสูง กระทั่งตรอมใจช็อกเสียชีวิตในที่สุด

สุดกลั้นลั่นขอตายบ้านเกิด

นายสวัสดิ์  กองพา อายุ 37 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองเกาะ อยู่บ้านเลขที่ 358 หมู่ 18 บ้านหนองเกาะ ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เล่าว่า วันนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองเกาะกว่า 40 ครัวเรือน กว่า 150 คน พากันอพยพกลับมาจากศูนย์อพยพบ้านจาน ต.จาน อ.สังขะ กันหมดแล้ว เพราะทนที่จะต้องจากบ้านไปนาน ๆ ไม่ได้ แม้ว่าทางราชการจะยังไม่ให้เข้าหมู่บ้านแต่พวกตนเห็นว่าเหตุการณ์ยังไม่จบ ง่าย ๆ อยู่ในศูนย์ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่รู้จะเอาอะไรกินในวันข้างหน้าอยู่ในศูนย์อพยพมีคนมาก ห้องน้ำ ที่นอน ใช้ไม่พอกันอีกอย่างถึงฤดูเพาะปลูกข้าวทำนาแล้ว ยังมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้มีน้ำตามท้องนาบางพื้นที่เหมาะในการหว่านข้าว หากไม่ได้ทำนาช่วงนี้คงอดตายแน่

นางสมาน ใสยงาม  อายุ  39 ปี อยู่บ้านเลขที่  116  หมู่ 18 เล่าว่า พวกตนพากันอพยพหนีตายไปอยู่ที่ศูนย์บ้านจาน เป็นระยะเวลากว่า 9 วันแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น และช่วงนี้ถึงฤดูทำนาจึงกลับมาทำนา พวกตนไม่กลัวลูกปืนแล้วถึงจะตายก็ขอตายอยู่ที่บ้าน ตนเห็นว่ารัฐบาลและทหารน่าจะตัดสินใจทำอะไรให้เด็ดขาดเสียที อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ ชาวบ้านที่พากันเดินทางกลับจากศูนย์อพยพเตรียมเข้าพักในหมู่บ้าน ต่างช่วยกันระดมวัสดุ กำลังคน เร่งสร้างหลุมหลบภัยหรือบังเกอร์กันกระสุนปืนใหญ่กันแทบทุกหมู่บ้าน โดยมี อส.และ ชรบ.เฝ้าหมู่บ้านกันอย่างเข้มงวด

ของบ รร.สร้างหลุมหลบภัย

ส่วนที่ศูนย์อพยพ อ.บ้านกรวด และ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ทั้ง 9 ศูนย์ ที่มีผู้อพยพมากกว่า 9,000 คน มีชาวบ้านบางส่วนได้เริ่มทยอยอพยพกลับเข้าบ้านแล้ว หลังสถานการณ์ปะทะเริ่มคลี่คลาย ขณะนี้เหลือยอดผู้อพยพเพียง 4,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก สตรี และคนชรา โดยนายณัฐ ชาติวัฒนศิริ นอภ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ถึงแม้ประชาชนจะทยอยกลับเข้าหมู่บ้าน แต่ทางอำเภอก็จะยังไม่ปิดศูนย์อพยพจนกว่าสถานการณ์สู้รบจะยุติ

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายสมศักดิ์ ชอบทำดี ผอ.สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 2 ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบ รร.บ้านโคกกระชาย ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด ที่ได้รับความเสียหายจากแรงอัดและสะเก็ดจรวดบีเอ็ม-21 ซึ่งตกในหมู่บ้านกว่า 40 ลูก โดยพบว่ามีกระจกได้รับความเสียหาย 2 บาน ภายหลังนายสมศักดิ์ กล่าวว่า จะเร่งจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการซ่อมแซมโรงเรียนที่เสียหายให้อยู่ในสภาพ ปกติโดยเร็ว พร้อมทั้งจะได้สำรวจทำเรื่องของบประมาณไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างหลุมหลบภัยภายในโรงเรียนที่เสี่ยงภัยให้ครบทุกโรงเรียน เพราะหลุมหลบภัยที่มีอยู่มีสภาพชำรุดสามารถใช้การได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และหากสถานการณ์สู้รบยังยืดเยื้อไปจนถึงช่วงเปิดภาคเรียนในกลางเดือน พ.ค.นี้  จะจัดครูเข้าสอนตามศูนย์อพยพต่าง ๆ เป็นการชั่วคราว

ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ มี 4 มาตรการ ในการช่วยเหลือโรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ใน จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ คือ 1. จัดงบประมาณช่วยเหลือค่าใช้จ่ายโรงเรียนที่เป็นศูนย์อพยพ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ 2. ได้ประชุมผู้บริหารทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนจัดการเปิดเทอมตามกำหนด ในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายหรือสงบลง 3. ในกรณีที่สถานการณ์ไม่คลี่คลาย จะดำเนินการในเรื่องการฝึกอบรม การอพยพและหลบภัยให้กับนักเรียนทุกคน และ 4. ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคง สร้างหลุมหลบภัยภายในโรงเรียนที่เป็นศูนย์อพยพทั้ง 3 จังหวัด

ประเมินสถานการณ์อพยพ

ด้าน พ.อ.ประวิทย์ หูแก้ว โฆษกกองทัพภาค 2 เปิดเผยว่า กรณีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จากความไม่สงบตามแนวชายแดน อพยพมาพักพิงที่ศูนย์อพยพ บางส่วนที่เริ่มทยอยกันกลับบ้านของตนนั้น ทางกองทัพมีความเข้าใจว่า ชาวบ้านเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สินของตน หลังจากที่ต้องมาพักพิงที่ศูนย์อพยพเป็นเวลากว่า 9 วันแล้ว อีกทั้งชาวบ้านเข้าใจถึงสถานการณ์ว่า ขณะนี้บรรยากาศบริเวณชายแดนเริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพก็ได้จัดกำลังทหาร และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คอยดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวด โดยกองทัพจะยึดหลักเจรจาทำความเข้าใจระหว่าง 2 ฝ่าย และมีการประเมินสถานการณ์อยู่เป็นระยะ

ด้าน พ.อ.ปรีดา บุตรราช ผู้อำนวยการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2  กล่าวถึงความหวาดกลัวต่อข่าวลือว่า กัมพูชายิงจรวดบีเอ็ม 21 เข้ามาถึงศูนย์อพยพต่าง ๆ โดยยืนยันว่า ศูนย์อพยพทุกแห่งอยู่นอกระยะการยิงของจรวดดังกล่าว จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย ส่วนการอพยพประชาชนมาอยู่ที่ศูนย์อพยพ มีทั้งสิ้น 43 ศูนย์ จ.สุรินทร์ 35 ศูนย์ มีผู้อพยพ 42,804 คน จ.บุรีรัมย์ 7 แห่ง มีผู้อพยพ 5,866 คน รวมทั้งสิ้น 48,670 คน ส่วนความสูญเสียจากเหตุปะทะตั้งแต่วันที่ 22-30 เม.ย. มีทหารเสียชีวิต 7 นาย บาดเจ็บ 120 นาย ประชาชนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 7 คน

มทภ.2แฉเขมรขาดวินัย

ที่ห้อง เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์ ชั้น 3  สาขานครราชสีมา พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางร่วมเปิดงาน วิสาขบูชา พุทธบารมี ประจำปี 2554 พร้อมเปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ไม่มีการใช้ปืนใหญ่หรือจรวดยิงปะทะกัน คาดว่าจะอพยพชาวบ้านกลับบ้านพักได้ในไม่ช้า แต่ต้องรอประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนเหตุปะทะที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมีทหารบางส่วนที่ขาดวินัย ทั้งฝ่ายเขาและของเราบ้างบางส่วน เพราะว่าเราได้กำชับไปแล้วแต่ว่า ก็ต้องยอมรับว่ากลางคืนมันมองไม่เห็นกัน จึงอาจทำให้เข้าใจผิดเกิดเหตุปะทะกันขึ้นได้ ยืนยันว่าการปะทะกันที่ผ่านมาเราไม่เคยเสียเปรียบเลย

ด้าน พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกโรงพัก เบิกอาวุธสงครามและตรวจสอบความพร้อมการใช้งาน พร้อมให้สับเปลี่ยนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลาดตระเวน หรือออกตรวจตราตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก ที่เกิดเหตุปะทะกันนานกว่า 9 วัน จนกลายเป็นหมู่บ้านร้าง

นายกฯอพยพชาวบ้านกลับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ว่าขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและขอชื่นชมทหารที่ทำหน้าที่ปก ป้องอธิปไตย หลังมีการปะทะและใช้อาวุธหนักกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง  ได้มีการประสานงานในระดับพื้นที่เพื่อพูดคุยกัน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันอย่างน้อย 2 ครั้ง และได้ตกลงที่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม โดยแนวโน้ม 2-3 วันยังมีการปะทะกันอยู่ แต่เป็นการใช้อาวุธประจำกาย ไม่มีการใช้อาวุธหนัก และในการปะทะกันทุกครั้งได้มีการติดต่อประสานงานกันเพื่อไม่ให้สถานการณ์ ลุกลาม ซึ่งแนวโน้มในขณะนี้ไปทางบวก แต่เราไม่ประมาทกองทัพก็ทำงานเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตย

“ขอยืนยันว่าแนวที่เราได้วางกำลังอยู่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ถอยร่น เพราะเราไม่ยอมให้ฝ่ายกัมพูชารุกคืบใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ มีเหตุปะทะกันประปรายเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันข้างหน้า คาดว่าจะทำให้พี่น้องจะสามารถกลับไปอยู่ที่บ้านได้ตามปกติ แต่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามต่อไป”นายกฯ กล่าวเครียดเขมรร้องศาลโลก

นายกฯ กล่าวต่อว่า ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ทางกัมพูชาได้ยื่นศาลโลกให้มีการตีความคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารนั้น ขณะนี้การแจ้งคำร้องอย่างเป็นทางการยังมาไม่ถึงประเทศไทย แต่สถานทูตไทยได้รับแจ้งแล้ว เพราะฉะนั้นก็ได้สั่งการให้เตรียมการ โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อกำหนดทิศทางในการที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่างเหมาะสม และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 3 พ.ค. รวมทั้งจะตั้งคณะกรรมการเข้าไปต่อสู้เรื่องมรดกโลกในเดือน พ.ค.-มิ.ย. ด้วย ประชาชนมั่นใจได้ว่าแม้จะมีการยุบสภา แต่การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ มีความชัดเจนในเชิงนโยบายว่าจะปฏิบัติงานปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศและ รักษาอธิปไตย

ทั้งนี้ หลังจากที่นายกฯเป็นประธานเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้ามายัง ทำเนียบรัฐบาลเพื่อหารือเป็นการภายในกับ นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.การต่างประเทศ คาดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหา ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลโลกเพื่อตีความคำพิพากษากรณี ปราสาทพระวิหาร ปี 2505 โดย ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

โพลชี้คนไทยหวั่นเสียแดน

ด้านสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เสนอผลสำรวจเรื่องความรู้สึกของสาธารณชนคนไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าประชาชนคนไทยร้อยละ 98.1 เป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยไม่คำนึงถึงการแบ่งขั้วแบ่งสีทางการเมือง ร้อยละ 97.7 อยากให้กำลังใจทหารในการปฏิบัติหน้าที่ และร้อยละ 54.3 กังวลว่าไทยจะสูญเสียดินแดนที่เป็นกรณีพิพาท

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นายพาย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า ยังคงมีการยิงปะทะกันด้วยอาวุธปืนกลอัตโนมัติใกล้กับปราสาทตาเมือนธมกับ ปราสาทตาควาย ตลอดคืนวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่การปะทะกันตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 16 ศพ และต้องอพยพออกจากบ้านเรือนที่อาศัยเกือบ 100,000 คน ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายฮิม วันดา รองประธานคณะกรรมาธิการแห่งชาติว่าด้วยการบริหารจัดการวิบัติภัยของกัมพูชา แถลงว่า เมื่อสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย ราษฎรของกัมพูชาประมาณร้อยละ 10-15 ได้อพยพกลับไปยังบ้านเรือนที่อาศัยแล้ว แต่ทางการยังต้องเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปอีก 2-3 วัน.

Advertisements

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s