หลัง สฤษดิ์ ตาย เรื่องอื้อฉาว ออกมาเป็นพรวน

by Phoenix Griffins
จอมพลสฤษดิ์มองว่ารัฐบาลควรมีอำนาจเหนือ
ฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาผู้แทน ระบบพรรคการเมือง
ไม่เหมาะสมกับสังคมไทย
พรรคการเมืองและการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง
มิใช่สิ่งที่มีความจำเป็นต่อระบบการเมืองไทย
(ทุกวันนี้ ลูกพี่ ก็ยังคิดแบบนี้อยูเรย) 

พวกผู้แทนเป็นพวกไร้สมรรถภาพ ไม่มีวินัย
และพวกนักหนังสือพิมพ์ก็มักจะยึดผลประโยชน์ของตน
โดยใช้วิธีการและเล่ห์กลที่สกปรกและขายตัว

ไม่พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
มีแต่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย ไร้เสถียรภาพทางการเมือง

สรุปคือ ระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมือง
ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะจะทำให้เกิดการแตกแยก
ความสามัคคีและนำไปสู่ความวุ่นวายไร้ระเบียบ
และทางออกของปัญหานี้ก็คือต้องให้อำนาจกับรัฐบาลมากขึ้น
ให้รัฐบาลกำหนดว่า อะไรคือเจตนารมณ์ของชาวไทยทั้งประเทศ
โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง

จอมพลสฤษดิ์เชื่อว่า การปกครองเป็นเรื่องของกษัตริย์
ของเจ้านายผู้มีบุญวาสนา ขอเพียงแต่ให้ผู้นำมีความเที่ยงธรรม
และสุจริตใจตั้งอยู่ในศีลธรรม คือ ทศพิธราชธรรม
ผู้นำคือนายกรัฐมนตรี ต้องมีอำนาจเด็ดขาดที่ตั้งอยู่บนความเป็นธรรม

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจอมพลสฤษดิ์ อสัญกรรม มีการเปิดเผยว่า
สฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท กับที่ดินอีก 20,000 ไร่
โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือจากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
เมื่อ สฤษดิ์ ตาย

หลัง สฤษดิ์ ตาย เรื่องอื้อฉาว ออกมาเป็นพรวน
ไม่ว่าจะ เงินกว่า 2000 ล้าน (ในปี 2502)
(ขนาด ดอกดิน กัญญามาลย์ เมื่อปี 2515 หนังทำเงินสักเรื่อง
ยังต้องออกมาโฆษณาว่า “ล้านแล้วจ้า”)
ไหนจะวิมานสีชมพู 

หรืออย่างบิ๊กจ๊อด 3000 กว่าล้าน

นี่แค่ลูกน้องเท่านั้นนะ
ถ้าลูกพี่ตายเมื่อไหร่ จะมีอะไรเด็ด ๆ ให้ประชาชนชื่นชมบ้างนะ

หนึ่งเดือนหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว
ทายาททั้งหลายต่างก็เริ่มวิวาทแก่งแย่งทรัพย์มรดกมหาศาล
ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507
บุตรทั้ง 7 คนของจอมพลสฤษดิ์ได้ฟ้องท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์
ที่พยายามจะตัดสิทธิในส่วนแบ่งอันถูกต้องของทายาท

เนื่องจากเป็นเรื่องอื้อฉาวมาก ประชาชนจึงต่างให้ความสนใจ
เป็นอย่างยิ่งในคดีนี้และสื่อมวลชนก็ยกให้เป็นคดีที่อื้อฉาว
ที่สุดในเมืองไทยปัจจุบัน การที่ประชาชนให้ความสนใจใน
การพิจารณาคดีนี้ จึงเป็นการบังคับให้รัฐบาลจอมพลถนอม
ต้องเข้าแทรกแซงและสอบสวนเบื้องหลังความมั่งคั่งของ
จอมพลสฤษดิ์

ได้มีการเปิดพินัยกรรมของจอมพลสฤษดิ์ที่บ้านของ
จอมพลถนอม ต่อหน้าทนายความและนายทหารคนสำคัญๆ
ที่เป็นผู้ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์ ตัวพินัยกรรมเองลง
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลังจากจอมพลสฤษดิ์ได้ขึ้น
เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย

ข้อสำคัญในพินัยกรรมกล่าวว่าทรัพย์สินทั้งหมดของ
จอมพลสฤษดิ์ให้ตกแก่ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์แต่เพียง
ผู้เดียว โดยมีข้อแม้ว่าท่านผู้หญิงต้องให้ลูกเลี้ยง
คือพันตรีเศรษฐา ธนะรัชต์และร้อยโทสมชาย ธนะรัชต์
คนละ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งบ้านหนึ่งหลังที่เหมาะสมกับ
ฐานะของบุคคลทั้งสอง อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปตาม
เงื่อนไขนี้ก็ต่อเมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นเงินสดมีมากกว่า
10 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่นาของจอมพลสฤษดิ์จะต้องแบ่งให้แก่
บุตรชายคนโตทั้งสองคนจำนวนเท่าๆ กัน
โจทย์ร้องเรียนว่าจอมพลสฤษดิ์ได้เขียนพินัยกรรมขึ้นอีก
ฉบับหนึ่งซึ่งถูกท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ทำลายไปแล้ว
หลังจากที่เข้าบุกบ้านส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ใน
ค่ายกองพลที่ 1 บุตรชายทั้งสองกล่าวหาท่านผู้หญิงวิจิตราว่า
ได้พยายามจะรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของจอมพลสฤษดิ์
ไว้โดยอ้างว่ามีเงินจำนวนถึง 2,874,009,794 บาท รวมกัน
อสังหาริมทรัพย์อีกมากมายที่ไม่สามารถจะประมาณได้
ตรงกันข้ามท่านผู้หญิงวิจิตรากลับกล่าวว่าตนรู้เพียงว่ามีเงิน
เพียง 12 ล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่รอคอยผลการตัดสินจากศาล บุตรของจอมพลสฤษดิ์
ก็ได้ร้องเรียนจอมพลถนอมให้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 17
แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
ในการสอบสวนเรื่องราวนี้ทั้งหมด หลังจากที่พิจารณาอย่าง
คร่าวๆ แล้ว รัฐบาลรู้สึกว่าหากมิได้ลงมือกระทำการอย่าง
รวดเร็วแล้ว ก็จะทำให้ฐานะของรัฐบาลไม่ดีในสายตาของ
ประชาชน ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2507
จอมพลถนอมจึงออกประกาศว่าตนจะได้นำมาตรา 17 มาใช้
ในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์และตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ขอบข่ายการฉ้อราษฎร์บังหลวงของจอมพลสฤษดิ์

จากงานของคณะกรรมการคณะนี้ ปรากฏว่าจอมพลสฤษดิ์ได้
ใช้เงินแผ่นดินเพื่อเลี้ยงดูนางบำเรอและลงทุนในธุรกิจ
เงินผลประโยชน์ที่สำคัญๆ 3 แหล่งที่รัฐบาลสนใจคือ
เงินงบประมาณ 394 ล้านบาทที่เป็นเงินสืบราชการลับของ
สำนักนายกรัฐมนตรี เงิน 240 ล้านบาทจากกองสลากกินแบ่ง
รัฐบาล และประมาณ 100 ล้านบาทซึ่งควรที่จะให้แก่กองทัพบก
ซึ่งได้เปอร์เซนต์จากการขายสลากกินแบ่ง

ในระหว่างการสอบสวน อธิบดีกรมทะเบียนการค้าเปิดเผยว่า
จอมพลสฤษดิ์และท่านผู้หญิงวิจิตรามีผลประโยชน์จากบริษัทต่างๆ
ถึง 45 แห่ง การถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งก็คือใน
บริษัทกรุงเทพกระสอบป่าน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท
ต่อมาสมาชิกผู้หนึ่งในคณะกรรมการบริษัทได้ให้ปากคำว่า
หุ้นส่วน้เหล่านี้ได้โอนไปให้น้องชายจอมพลสฤษดิ์สองคน
ซึ่งทั้งนี้ก็หมายความว่า จอมพลสฤษดิ์ได้ผลประโยชน์มหาศาล
จากอุตสาหกรรมข้าว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ซื้อกระสอบป่านจาก
บริษัทนี้ นอกจากจำนวนหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารจำนวน
มากมายแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังมีที่ดินอีกจำนวนมหาศาล
ดังที่อธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่า จอมพลสฤษดิ์มีที่ดินมากกว่า 20,000 ไร่
ในต่างจังหวัด และที่ดินอีกนับแปลงไม่ถ้วนทั้งในและทั่วพระนคร
ส่วนเงินสดที่เก็บไว้ในธนาคารต่างๆ นั้น จอมพลสฤษดิ์มีอยู่
ประมาณ 410 ล้านบาท ซึ่งถูกยึดไว้เพื่อพิจารณาว่าเงินส่วนใด
เป็นของรัฐบาลหรือไม่

ในที่สุดศาลก็ได้พิจารณาคดีวิวาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของ
จอมพลสฤษดิ์ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2507
ศาลแนะนำให้ประนีประนอมกันโดยที่ให้ท่านผู้หญิงวิจิตราและ
พันโทเศรษฐาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และให้ตกลงกันเอง
ต่อเมื่อปรากฏผลขั้นสุดท้ายของการสอบสวนของรัฐบาลแล้ว

Leave a comment

Filed under Thaiuknews

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s