Category Archives: หนังสือพิมพ์มติชน

ไทยคว้าทองพาราลิมปิกเกมส์ 2012 “รุ่งโรจน์” พลิกถล่มมือ 1 สเปนฟันทองปิงปองชายเดี่ยว

ความเคลื่อนไหวการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 14 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เอ็กเซล ลอนดอน ทัพนักกีฬาไทยได้เฮกันลั่น หลัง “เจ้ารุ่ง” รุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักตบลูกเด้งวัย 26 ปี คว้าเหรียญทองชายเดี่ยว คลาส 6 (แขน-ขาลีบ การเคลื่อนตัวได้ช้า บางคนไม่มีนิ้วมือ มีแต่ข้อมือเวลาจับต้องใช้เชือกมัด) มาครองเป็นเหรียญแรกในพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้

 

เมื่อช่วงเย็น 1 ก.ย. ตามเวลาในประเทศไทย “เจ้ารุ่ง” เอาชนะอเล็กซานเดอร์ เอซาอูรอฟ จากรัสเซีย ในรอบ 8 คนสุดท้าย 3-0 เกม 11-6, 11-7 13-11 ผ่านเข้ารอบตัดเชือก และเอาชนะ ปีเตอร์ โรเซนไมเยอร์ จากเดนมาร์ก 3-2 เกม 11-9, 5-11, 7-11, 11-9, 11-6 ผ่านเข้าชิงฯกับ อัลวาโร่ วาเลร่า มือวางอันดับ 1 จากสเปน ซึ่งนักตบไทยใช้เวลาเพียง 18 นาทีเอาชนะไป 3-0 เกม 11-8, 11-8, 12-10 คว้าเหรียญทองไปครองอย่างยิ่งใหญ่

 

เหรียญทองของรุ่งโรจน์ ถือเป็นเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์เหรียญที่ 10 ของไทยตั้งแต่เข้าร่วมแข่งขัน และเป็นเหรียญทองจากกีฬาที่ 4 ต่อจากวีลแชร์เรซซิ่ง, วีลแชร์ฟันดาบ และ ว่ายน้ำ  ส่งผลให้ รุ่งโรจน์ จะได้รับเงินรางวัลอัดฉีดจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถึง 4 ล้านบาท (เงินสด 2 ล้านบาท-เงินสวัสดิการแบ่งจ่าย 2 ล้านบาท)

 

หลังการแข่งขัน “เจ้ารุ่ง” กล่าวว่า ตนแขน-ขาลีบมาตั้งแต่เกิด แต่พ่อ(พ.ต.ท ชยานันท์ ไทยนิยม) สอนเสมอว่าเราเหมือนคนปกติ และพาไปเล่นปิงปองตั้งแต่อายุ 12 ทำให้แขน-ขา มีกล้ามเนื้อขึ้น มีเรี่ยวแรงขึ้นมา “ดีใจมากที่สามารถคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ เพราะเป็นเหรียญทองที่รอมา 10 ปี หลังจากเข้ารอบชิงชนะเลิศได้โกนหัวตามที่บนไว้ทันที ส่วนเงินรางวัลอัดฉีดที่ได้รับจะแบ่งส่วนหนึ่งให้กับมารดาไปซื้อบ้านใหม่ และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นทุนสำหรับใช้ในการฝึกซ้อม”รุ่งโรจน์ กล่าว

 

 

 

 

 

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง รวมวาทะ “เหล่าทัพ” ต้าน “นิติราษฎร์” นปช.โชยกลิ่น “ปฏิวัติ”

หากมองจากมุมของกลุ่ม “นิติราษฎร์” รวมถึงผู้ร่วมรณรงค์ให้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในนาม “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)” ต้องถือว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
เพราะใช่ว่า “นิติราษฎร์” จะไม่รู้ว่าแม้สามารถรวบรวมรายชื่อครบ 10,000 รายชื่อ แต่เมื่อมีการเสนอร่างแก้ไขเข้าสู่การพิจารณาของสภา อย่างไร “คนในสภา” ก็ไม่เอาด้วย
แน่นอนว่าการณรงค์ครั้งนี้ย่อมไม่มีผลใด ๆ ในทาง “กฏหมาย” แต่ในทางอื่น ต้องยอมรับว่าสามารถทำให้ประเด็นนี้จุดติดใน “เวทีสาธารณะ”
ยิ่งเมื่อบรรดาคนในกองทัพต่าง “ขยับท็อปบู๊ต” ออกมาเตะสกัด
ยิ่งทำให้คนสนใจประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มากขึ้นอีก
แต่อีกนัยหนึ่ง ปรากฏการณ์ที่ “บิ๊ก” ในกองทัพทั้งหลายออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งที่บรรดาแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.) ออกมาปูดข่าวเรื่องการ “ปฏิวัติ”
“มติชนออนไลน์” รวมรวมวาทะของ “ผู้นำเหล่าทัพ” มานำเสนอให้เห็นกันชัด ๆ อีกครั้ง   โดยเรียงตามลำดับเวลาที่แต่ละคนออกมาพูด
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง!

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์
ผู้บัญชาการทหารอากาศ
29 ม.ค.2555
(สัมภาษณ์พิเศษ เว็บไซต์คมชัดลึก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อยากให้สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย ประเทศไทยเกิดความไม่เรียบร้อยต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว ทั้งเรื่องการเมือง ปัญหาอุทกภัย รวมถึงการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ที่เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เราก็จะต้องเข้าใจในบทบาทว่าเราเป็นทหารก็จะต้องทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเร่งการฟื้นฟูของกองทัพอากาศให้กลับมาสมบูรณ์ อะไรที่จะทำให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นก็จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก

         “น่าแปลกใจว่าทำไมคณะนิติราษฎร์ถึงได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขมาตรา 112 ถ้าถามด้วยความรู้สึกธรรมดามันเดือดร้อนอย่างไรเกี่ยวกับมาตรา 112 ซึ่งคนธรรมดาเขาไม่เดือดร้อนกันหรอก ผมอยากถามว่ามีใครเดือดร้อนบ้าง เพราะจริง ๆ แล้วไม่มีใครเดือดร้อนเลย แต่การที่มีมาตรา 112 ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันสถาบันสูงสุดของประเทศไม่ให้คนมาทำเล่นได้ เรื่องเหล่านี้คนไทย หรือเป็นคนที่มีความจงรักภักดี ก็เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ปกป้องสถาบันไม่ให้มาล่วงละเมิด

          “ช่วงเดือนเมษายน และพฤษภาคม มีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงของบ้านเมือง เหมือนกับเริ่มมีการส่อเค้าอะไรมาเรื่อย ๆ ทุกปีเลยในช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป ก็จะเกิดเรื่องขึ้นมา ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมา เราเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก โดยเฉพาะในช่วงพิธีรำลึกต่าง ๆ ผมหวังอย่างยิ่งว่าคงจะไม่มีเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก และในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ กลุ่มบ้านเลขที่ 111 จะออกมา ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยน ครม.อีกหรือเปล่า เพราะตอนนี้ก็มีกระแสกันมาตลอดตามสื่อต่าง ๆ “

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผู้บัญชาการทหารบก
6 ก.พ.2555

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็จะมีความขัดแย้งระหว่างคน 2 กลุ่มเสมอ คิดว่าในช่วงนี้ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตามควรหยุดการเคลื่อนไหวได้แล้ว รัฐบาลและหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว ก็บอกชัดเจนไปแล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ทราบว่าคณะนิติราษฎร์ หรือคณะนิติเรด จะไปทำอะไร ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

          “มาตรา 112 เป็นประมวลกฎหมายอาญาที่ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ถ้าไม่ละเมิด ก็ไม่ถูกดำเนินคดี และใครก็แอบอ้างไม่ได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย ไม่ควรจะต้องไปแก้ไขอะไรกันในเวลานี้ อย่าไปวุ่นวายมากนัก หยุดได้แล้วทั้ง 2 ฝ่าย อย่าเอาพระองค์ท่านมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง วันนี้ความขัดแย้งมีมากพอแล้ว ไม่เกิดประโยชน์ และรัฐบาลก็บอกแล้วไม่เกี่ยวข้องไม่เสนอ ไม่แก้แน่ ก็ไม่เข้าใจว่านิติราษฎร์ยังทำต่อก็ไม่รู้เพื่ออะไร

          “ผมอยากจะเตือนนิติราษฎร์ ถ้าท่านแก้กฎหมายฉบับนี้ ท่านก็ต้องไปแก้กฎหมายฉบับอื่นด้วย เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท การที่คนใดคนหนึ่งไปละเมิด หมิ่นประมาทอีกคนหนึ่ง ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ท่านถามกลับไปที่ตัวของท่านเองว่า ถ้าไม่มีกฎหมายหมิ่นประมาท คนมาว่าผู้ปกครอง ญาติพี่น้องของท่าน ได้หรือไม่ เขาละเมิด หยาบคายได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าได้ก็โอเค.ผมก็รับได้ แต่ผมคิดว่าท่านรับไม่ได้ ถ้ามีคนมาละเมิด คุณพ่อคุณแม่ท่าน”

พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์
ผู้บัญชาการทหารเรือ
7 ก.พ.2555

“เรื่องนี้มีการพูดกันมาก อยากให้พิจารณากันให้มากประเทศอยู่มาถึงจุดนี้ เราต้องมีอดีต  วีรบุรุษ บูรพกษัตริย์เจ้า  มีสถาบันพระมหากษัตริย์  ในอดีตท่านประกอบคุณูปการต่าง ๆ ด้านความมั่นคงของประเทศชาติ เราต้องรักษาเทิดทูนไว้ คิดว่าควรจะหยุดเคลื่อนได้แล้ว เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ และความปรองดอง แต่ละเหล่าทัพก็เฝ้าดูความเคลื่อนไหวว่าจะกระทบความมั่นคงของประเทศชาติหรือ เปล่า ส่วนตัวเห็นสอดคล้องกับประชาชนส่วนใหญ่ที่มองว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไร

 ต้องถามว่าเราต้องการความปรองดองและความสงบสุขของประเทศชาติหรือไม่ และไม่ใช่แค่พูดกัน แต่ต้องทำด้วย มีหลายเรื่องที่ต้องทำก่อน เช่น ภัยพิบัติ การป้องกันในหลายเรื่อง ประเทศชาติของเราจะได้เดินหน้าต่อไปได้  ซึ่งต้องอาศัยความมั่นคง ความสมัครสมานสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งคิดว่า  กลุ่มที่เคลื่อนไหวควรจะหยุดได้ตั้งนานแล้ว”

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
รองนายกรัฐมนตรี
7 ก.พ. 2555

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อยากจะให้มีข้อยุติเสียที แต่ก็มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ตอนที่ยังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบทหารตนก็บอกว่าเห็นด้วยกับความคิดของนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา แต่วันนี้เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดผมก็เห็นด้วย
“การจำกัดไม่จำกัด (สิทธิ) บางเรื่องไม่ควรเอามาพูด หรือมาทำ มาเคลื่อนไหว มันไม่สมควร ก็ควรจะยุติดีกว่าเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกกันภายในประเทศ และอะไรก็ตามที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สิ่งใดที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยที่มีความจงรักภักดี อย่าทำดีกว่า
“ถ้าไม่เคลื่อนไหวก็หมดความขัดแย้งอยู่แล้ว ทหารมีสิ่งหนึ่งที่ยึดถือเหนือเกล้าฯ สูงสุด คือความจงรักภักดี โดยเฉพาะผมถวายชีวิตเลย

“ต้องดูทางรัฐบาลส่วนใหญ่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ในส่วนของความคิดผมก็มีความคิดเดียวกับทหาร ถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสุดชีวิต”

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

“สมศักดิ์ เจียมฯ” ถาม “ประยุทธ์-ยุทธศักดิ์-เฉลิม” มีสิทธิ์อะไรมาปรามความเห็นประชาชน

 

ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตลอดจน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปรามให้ผู้รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุติการเคลื่อนไหว


นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า


“ถ้านี่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาทการเมืองแบบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี จะต้องไล่ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งทันที


ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รองนายกฯ และ ผบ.ทบ.) คุณไม่มีสิทธิ์ มา ′ปราม′ ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง


นี่เป็นการ ′เสียมารยาท′ ′เสียบรรทัดฐาน′ เป็นการแสดงความไม่มีความรู้พื้นฐานของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยเลย


การแสดงความเห็นจะแก้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใด เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นพลเมือง ที่ละเมิดไม่ได้ครับ


/////


“พูดจริงๆ บางทีอ่านข่าวประเภทยุทธศักดิ์ หรือเฉลิม เรื่อง 112 แล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเสียงที่เลือกเปล่าๆ (ขอคืนได้ไหมฟะ?)


“คือ คุณไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง 112 ก็พูดว่า ′ไม่เห็นด้วย เราไม่ยกมือให้′ อะไรแบบนั้น ก็พอ


คุณมีสิทธิอะไรมาปราม ทำอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น


ถามจริงๆ

 

//////////


“คุณยิ่งลักษณ์ครับ


“รัฐมนตรีของคุณ กำลังละเมิดหลักการปกครองประชาธิปไตย ละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิมนุษยชน


“พวกคุณไม่ใช่เจ้าของประเทศคนเดียว ไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของราษฎร


มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวปราม-ขู่การใช้สิทธิ์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงกฎหมายของราษฎรครับ?


มันชักจะมากไปแล้วนะครับ

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

อารมณ์ต่าง…หนุน-ต้าน “นิติราษฎร์” ในวันฟ้าฝนไม่เป็นใจ @ มธ. ท่าพระจันทร์

บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์   มีการนัดหมาย ของกลุ่มหนุนและกลุ่มต้านคณะนิติราษฎร์  ในเวลา 14.00 น.    ปรากฏว่า  ฝนเทกระหน่ำลงมาตั้งแต่เวลา 13.00 น. แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งสองกลุ่มหยุดกิจกรรมแสดงเจตนารมย์ของฝ่ายตนแต่อย่างใด

ทั้งนี้    กลุ่มต้านคณะนิติราษฎร์   ต่างสวมเสื้อสกรีน “วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์”  ได้ย้ายสถานรวมตัวกันจากหน้าคณะวารสารฯ ไปยังลานปรีดี หน้าตึกโดม ในช่วงเวลาที่ฝนซาลง และได้ทำกิจกรรมร้องเพลง ชูป้ายข้อความ ชูพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และยื่นหนังสือให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย

นายยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์และละครเวที ในฐานะศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนในการอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ โดยระบุว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ตกเป็นเป้าหมายของการบ่อนทำลายอย่างต่อเนื่อง และเป็นขบวนการจากกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นที่การแก้ไข ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเปิดทางให้มีการดูหมิ่น กล่าวหา ว่าร้ายสถาบันพระกษัตริย์ได้โดยไม่มีฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราช อาณาจักร
กลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ เป็นการรวมตัวกันของคณาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่าทุกรุ่นของคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีความเห็นพ้องกันว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไข ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เป็นการใช้วิชาการบังหน้าจุดมุ่งหมายบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่ ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ได้ใช้วาทกรรมที่คลุมเครือ ตรรกะที่บิดเบือน เทคนิคการนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว รวมทั้งการอ้างอิงหลักกฎหมายแต่ในด้านที่สนองเจตนาของตน มาสร้างความสับสนให้สังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ผิดว่า มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง จนกระทั่งได้ยกระดับการเคลื่อนไหวเป็นการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ในที่สุด

การ รณรงค์ดังกล่าว เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นฐานการเคลื่อนไหว โดยการอนุญาตของอธิการบดี ภายใต้ข้ออ้างเสรีภาพทางวิชาการ แต่เรา กลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์”ฃ เห็นว่า การรณรงค์ดังกล่าวได้ก้าวล้ำขอบเขตของข้ออ้างทางวิชาการไปเป็นการรณรงค์ทาง การเมือง โดยมีมาตรา 112 เป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ของการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งไม่เป็นการสมควรที่สถาบันการศึกษาของเราจะถูกแอบอ้างโดยพฤตินัยไปสร้าง ความชอบธรรมให้การเคลื่อนไหวดังกล่าว

เราจึงเห็นพ้องกัน ว่า เพียงการแสดงความไม่เห็นด้วยในเชิงปัจเจก ผ่านช่องทางสื่อสารทางสังคมต่างๆ ไม่เป็นการเพียงพอที่จะหยุดยั้งความเหิมเกริมและเจตนาแอบแฝงของกลุ่มบุคคล ดังกล่าว หากแต่จำเป็นที่เราต้องร่วมกันก้าวออกมาประกาศเจตนารมณ์คัดค้านการแก้ไข มาตรา 112 และต่อต้านทุกการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์หรือกลุ่มคณะใดๆ ก็ตาม ที่มุ่งจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างถึงที่สุด โดยข้อเรียกร้องของกลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ คือ

1. เรียกร้องต่อประชาคมธรรมศาสตร์ ให้ร่วมกันคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ รวมทั้งการใช้ชื่อมหาวิทยาลัยไปสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวที่ล่วง ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์

2. เรียกร้องให้อธิการบดี มีคำสั่งคณะสอบสวนคณาจารย์คณะนิติราษฎร์ ในการกระทำที่อาจมีความผิดทั้งทางวินัยและกฎหมายให้เป็นที่กระจ่างแก่มหาชน พร้อมลงโทษตามมูลความผิด

3. เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็น รูปธรรม และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีพฤติกรรมล่วงละเมิดสถาบันในทุกรูปแบบ อย่างจริงจังและเฉียบขาด

4. เรียกร้องต่อเพื่อนสื่อมวลชน ให้ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอันเกี่ยวกับการแก้ไข มาตรา 112 เพื่อไม่ขยายผลการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

5. เรียกร้องต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ให้ร่วมกันแสดงตนคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ต่อต้านแนวคิดและการกระทำใดๆ ที่ส่อแสดงถึงการล่วงละเมิด ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

กลุ่มวารสารฯต้านนิติราษฎร์

 

ขณะที่กลุ่มหนุนนิติราษฎร์ในนามเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้จัดกิจกรรม “กราบเก้าอี้” ที่ป้ายด้านนอกมหาวิทยาลัยบริเวณทางเข้าหอประชุมใหญ่ โดยมีการชูป้ายให้กำลังใจคณะนิติราษฎร์ เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา และทำการกราบเก้าอี้เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่มีการใช้เก้าอี้ฟาดทำร้ายคนที่มีความเห็นแตกต่าง โดยกราบเก้าอี้เพื่อบอกว่า  อย่ากลัวเรา (คนที่คิดเห็นแตกต่าง)

โดยเครือข่ายดังกล่าวได้อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์และสังคมไทย เรื่อง “อย่าลืมว่าที่นี่มีนักศึกษาตายเพราะคนคลั่ง มหาวิทยาลัยควรเป็นเวทีแสวงหาทางออกของปัญหา ม.112 อย่างสันติ เปิดใจและมีเหตุผล” มีเนื้อหาว่า
“…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…” ปรีดี พนมยงค์
ภายหลังจากคณะนิติราษฎร์นำเสนอข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากนั้นได้มี คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112 ได้ดำเนินการล่ารายชื่อเพื่อเข้าสู่กลไกรัฐสภา และเป็นที่ปรากฏว่ามีทั้งกระแสเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยทั้งในส่วนเห็นว่าควรยกเลิกไปเลย และไม่เห็นด้วยกับการแก้เลย  แต่กระแสคัดค้านที่ต้องการให้คงสภาพ ม.112 เดิมและห้ามแตะต้องนั้น กลับนำไปสู่กระแสคลั่งสถาบันฯ ขาดการ “เปิดใจ” รับฟังเหตุผล ป้ายสี ใช้ความรุนแรง ข่มขู่ อย่างเช่นในอดีต
ด้วยความห่วงใยต่อปัญหาที่เกิด เรามีข้อเสนอและข้อเรียกร้องดังนี้
1.มหาวิทยาลัยควรเป็นเสาหลักของสิทธิใน เสรีภาพการแสดงออกและการใช้เหตุใช้ผลอย่างสันติ สิทธิในเสรีภาพในการแสวงหาความรู้  การใช้เหตุใช้ผลและข้อมูลในเชิงประจักษ์ อย่างสันติ เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรจะยึดมั่นและส่งเสริม ไม่ใช่นำเอาข้ออ้างการเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ มาลดทอนสิทธิในเสรีภาพและหลักการดังกล่าว นอกจากทำลายความเป็น มหา+วิทยาลัย ที่ควรเป็นแหล่งศึกษาของสาธารณะแล้ว ยังทำให้หลักการดังกล่าวขัดกับการเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อีก
2.นำบทเรียน ความรุนแรงที่เกิดจาก “ความใจแคบ” ในอดีตมาทบทวน ว่า “เสรีภาพ” ไม่ได้ก่อให้เกิด “ความรุนแรง” มีแต่การจ้องจำกัดเสรีภาพที่ชอบใช้ “ความรุนแรง” มากำจัด “เสรีภาพ” โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีบทเรียนจากความคับแคบในอุดมการณ์เผด็จการฟาสซิสต์ ที่ถูกเอามาใช้จัดการกับนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้เองเมื่อ 6 ตุลา 19 ด้วยข้อหาที่เกี่ยวกับ ม.112 หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเลยไปถึงการล้มล้างสถาบันที่ถูกปลุกขึ้นมาขณะ นั้น หรือแม้กระทั่ง ปรีดี พนมยงค์ เองก็ถูกข้อหาในลักษณะนี้เล่นงาน ดังนั้นธรรมศาสตร์เองควรนำเอาบทเรียนเหตุการณ์นี้มาเป็นแนวทางให้การส่ง เสริมให้คนในมหาลัยและสังคมได้ “เปิดใจ” ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และลดการยึดมั่นในอุดมการณ์ที่เพิ่งสร้างเพื่อป้องกันความรุนแรงที่เคยมีบท เรียน แต่ไม่ใช่เอามาเป็นข้ออ้างในการปิดกันเสรีภาพเสียเอง
3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ควรที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเวทีประชาพิจารณ์ปัญหามาตรา 112 เพราะมหาวิทยาลัยไม่เพียงต้องเป็นบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ เท่านั้น และต้องเป็นผู้จุดไฟให้แสงสว่างทางปัญญาเพื่อสร้างบรรทัดฐานการแก้ปัญหา แก้ความขัดแย้งด้วยเหตุด้วยผล ด้วยสันติวิธี มากกว่าด้วยความรุนแรงและความศรัทธาแบบมืดบอด
4.กลุ่มคัดค้านข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ควรเปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ศึกษาทำความเข้าใจข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ หยุดสร้างกระแสคลั่งสถาบันฯ หยุดการใช้ความรุนแรง เรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนความรุนแรงที่เกิดจากอาการคลั่งในอดีต ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
5.สื่อมวลชน ก็เช่นกัน ชนวนเหตุความรุนแรง 6 ตุลา 19 สื่อก็เป็นตัวกระตุ้นอาการคลั่งของคน จนเป็นเหตุให้มีนักศึกษาและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ไม่ต่างจากกรณีความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และกรณี เมษา – พ.ค.53 ที่สื่อมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
6.รัฐบาลควรนำเอาข้อเสนอแก้ ม.112 ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และคณะนิติราษฎร์  จัดให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างขวางขวางเพื่อนำไปสู่กระบวนการในการทำประชามติในการปรับปรุงแก้ไข ยกเลิกหรือดำรงสภาพเดิมต่อไป โดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพให้อภิปรายหรือตั้งกรรมการศึกษาเเละทำประชาพิจารณ์ ตามสำดับรวมถึงคุมครองความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเข้าชื่อ แก้กฎหมายและแสดงความคิดเห็นตามสิทธิในเสรีภาพของพลเมือง
7.สังคมควรยึดมันใน “ความเป็นเหตุเป็นผล” และการแสดงหาทางออกอย่างสันติ หยุดการใช้ความรุนแรง หยุดปิดปากและความศรัทธาแบบไม่มีเหตุผล ยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางความคิด มี “ขันติธรรม” หรือความใจกว้างอดทนอัดกลั้นต่อความคิดเห็นและการแสดงออกที่แตกต่าง ให้ความสำคัญในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งคุณค่าที่สำคัญที่สังคมควรยึดถืออันจะนำไปสู่การสร้างระบอบประชาธิปไตย ที่มั่นคง

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา ในฐานะราษฎรผู้กระหายน้ำ
เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย(คกป.)
Activists for Democracy Network(ADN.)
กลุ่มประกายไฟ (Iskra Group)

กิจกรรมกราบเก้าอี้

กิจกรรมกราบเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ ทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนและต่อต้านคณะนิติราษฎร์ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผ่านไปด้วยดีแต่มีจุดหวิดปะทะเล็กน้อย เมื่อคนเสื้อแดงคนหนึ่งชูป้ายหนุนนิติราษฎร์ ที่หน้าตึกโดม  ขณะที่กลุ่มต้านนิติราษฎร์ทำกิจกรรมอยู่ โดยมีการโห่ไล่และตำรวจควบคุมเสื้อแดงคนดังกล่าวออกจากบริเวณตึกโดมออกไป

 

———-

“สมศักดิ์ เจียมฯ” ชี้ “นิติราษฎร์” โดนโจมตีหนัก เพราะท่าทีไม่จริงใจของ “พท.-นปช.”

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนวิเคราะห์สถานการณ์ที่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ถูกโจมตีอย่างหนัก เผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาว่า
สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ นิติราษฎร์ โดนโจมตีหนัก ต้องโทษ ท่าทีแบบ cynical (ไม่จริงใจ) ของ เพื่อไทย และ นปช.
(1) ก่อน 19 กันยา ปีกลาย สื่อมวลชนกระแสหลัก แทบจะไม่รู้จักหรือแทบไม่เคยเสนอข่าว นิติราษฎร์ เลย
แต่จู่ๆ นิติราษฎร์ กลายเป็นข่าวหน้า 1 ขึ้นมา ก็เพราะ ทั้ง รบ. โดยคุณเฉลิม และ นปช. โดย อ.ธิดา ได้ออกมาพูดใหญ่โตว่า “เห็นด้วยกับแนวทางของ นิติราษฎร์” (เรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร)
ดังที่ผมเขียนวิจารณ์ไปตอนนั้นว่า การ “เห็นด้วย” ของ รบ. และโดยเฉพาะของ นปช.นั้น เป็นการ “เห็นด้วย” แบบปลอมๆ (cynical) คือ ยกเอาเฉพาะประเด็นเรื่องการล้มคดีต่างๆ ที่เกิดจาก รปห. แต่ข้อเสนอ 112 ที่ความจริง ก็อยู่ในแถลงการณ์วันที่ 19 กย. นั้น ไม่ยอมพูดถึง
ช่วงนั้น อ.ธิดา ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “นิติราษฎร์ เป็นแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ กับ นปช.”
(2) หลังจากนั้น นปช. ด้วยแรงกดดันจากมวลชนของตนเอง และผู้รักประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ให้ทำอะไรสักอย่าง เกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ โดยเฉพาะในกรณีอากง ก็ต้องค่อยๆออกมา แบบกระมิดกระเมี้ยน ในลักษณะว่า “เห็นด้วย” กับการแก้ไขกฎหมาย 112
วิธีที่ออกมา ก็เป็นในลักษณะ cynical คือ เริ่มจาก ไม่ยอมแม้แต่เอ่ยกรณีอากง, ต่อมา ก็ไม่ยอมแม้แต่เอ่ยชื่อกฎหมาย 112 อ.ธิดาจะใช้คำพูดประเภท “กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทุกฉบับ โดยเราไม่ต้องระบุชื่อ” … แต่ฟังดู ก็เพื่อให้มวลชน ฯลฯ เป็นที่รู้กันว่า หมายถึง 112 ต่อมา ก็ “ขยับ” อีกขั้น ยกข้อเสนอของ คณิต ณ นคร ขึ้นมาแสดงท่าทีเห็นด้วย
(3) ความจริง ถ้าจะว่าไป การที่เฉลิม อ.ธิดา ยกนิติราษฎร์ ให้ขึ้นมาเป็นข่าว ตอนกันยายนปีกลาย ก็เรียกว่า เป็นเรื่องดี คือ ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้
แต่เพราะลักษณะ cynical ที่ว่า คือ ยกมาเฉพาะบางเรื่อง (แต่เชียร์ใหญ่โตราวกับเห็นด้วยทุกเรื่อง) และพอพูดเรื่อง 112 ก็พูดแบบชนิด ไม่แน่ไม่นอน
ด้านหนึ่ง ทาง รบ. ก็ทำท่าว่า จะปราบคดีหมิ่นฯใหญ่โต (ซึ่งดังที่ผมเขียนไปตอนนั้นว่า เป็นการ “ผูกคอตัวเอง” แท้ๆ)
ในขณะที่ อีกด้านหนึ่ง นปช. ก็มีท่าที แบบที่ว่า คือ แรกๆ ไม่แตะเลย ต่อมา ก็ค่อยๆ มาเอ่ยถึง ต่อมา ก็ถึงกับออกมาในทางสนับสนุนเห็นด้วยกับ คณิต คือ ให้แก้ 112 ในบางระดับ
พอนิติราษฎร์ โดนโจมตีคราวนี้ นปช. ก็เปลี่ยนท่าทีอีก จากที่เคยออกมาในแนวสนับสนุน อย่างน้อย ก็ข้อเสนอ คอป. ตอนนี้ ก็ออกมาว่า นปช. ไม่มีนโยบายแก้ไข 112
(4) ลักษณะการ เล่นการเมือง แบบ cynical แบบนี้แหละ ที่มีส่วนทำให้ นิติราษฎร์ เดือดร้อน และกลายเป็นจุดโจมตีหนักไปด้วย
ตอนนี้ การโจมตีนิติราษฎร์ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง จึงเป็นเรื่อง proxy คือ ใช้การโจมตีนิติราษฎร์ เป็นการโจมตีทักษิณ ที่ นิติราษฎร์ ไม่เกี่ยวข้องด้วย

———-

บีบีซีทำสกู๊ปเรื่อง “112″ ชี้ รบ.ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสภาพที่เป็นอยู่
ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เขียนสกู๊ปชื่อ “ข้อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ฮาร์วีย์ ได้สัมภาษณ์พวงทอง ภวัครพันธุ์  อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งแสดงความเห็นว่ากฎหมายมาตรานี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพิ่มสูงขึ้น เมื่อสังคมไทยมีความแตกแยกกันรุนแรงยิ่งขึ้น
นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า คดีจากกฎหมายอาญามาตรา 112 มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่โค่นล้มอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ลงจากอำนาจ
“กฎหมายมาตรานี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกับการรัฐประหาร” พวงทองกล่าวและว่า “ประชาชน จึงไม่สามารถอภิปรายถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย เพราะภัยคุกคามของกฎหมายมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความวิตกกังวลกันมากขึ้นว่า ม.112 จะกลายเป็นอุปสรรคในการแสวงหาทางออกจากปัญหาทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น เสียเอง”
ขณะที่พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดี คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ตน เองสนับสนุนหลักการโดยทั่วไปของการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นกรณียกเว้นสำหรับการมีเสรีภาพดังกล่าว
“การทำให้กฎหมายอาญา ม.112 อ่อนแอลง อาจจะถือเป็นการลดสถานะของพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับความเคารพอย่างสูงสุด ฉะนั้นเราต้องไม่แก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว” นักวิชาการจากนิด้า ระบุและว่า “นี่ เป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่ง การรณรงค์แก้ไข ม.112 อาจก่อให้เกิดปัญหาหนักมากขึ้นในสังคม ประเทศไทยมีความแตกแยกอยู่แล้ว การแก้ไขกฎหมายนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น”
ฮาร์วีย์รายงานว่า มุมมองแบบพิชาย ได้รับการเห็นพ้องสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. รวมทั้งบรรดาพรรคการเมืองหลักของประเทศ ที่ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการดำรงอยู่ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฉบับปัจจุบัน
ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุด้วยว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีความพยายามที่จะบล็อกเว็บไซต์ต่างๆ ที่ถูกเข้าใจว่าเผยแพร่เนื้อหาก้าวล่วงสถาบัน ขณะที่เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งบรรดาผู้ไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงสามารถแสดงเหตุผลโต้เถียงของตนเองออก มาได้ ก็เริ่มถูกจับตาอย่างจริงจังโดยรัฐบาล จึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพทางการเมืองแบบเดิมที่ ดำรงอยู่ในยุคปัจจุบัน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

กาลอวสานแห่ง”เผด็จการ”และ”จอมวายร้ายโลก”โบกมือลา และ”ฝันร้ายแห่งปี”

ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา เหตุการณ์โลกปีนี้จัดได้ว่ารุนแรงเข้มข้นมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษก็ ว่าได้ ทั้งคลื่นแห่งภัยพิบัติ  วิกฤตการเมืองในบางภูมิภาคที่เขย่าสะเทือนอย่างแพร่ลาม ชนิดต้องบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ รวมทั้งเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในแฟ้มเหตุการณ์ร้อนประจำปีนี้ ก็คือ การถึงกาลอวสานสิ้นชีพของเหล่าก่อการร้าย และเผด็จการโลก ที่ร่วงเป็นใบไม้กันเป็นแถว ๆ (ไม่นับรวมการสูญสิ้นอำนาจของผู้นำผูกขาดอำนาจในบางประเทศ) และเหตุการณ์สังหารหมู่ชนิด”ช๊อกโลก”ที่เขย่าสะเทือนขวัญผู้คน และถือเป็น”ฝันร้ายแห่งปี”

 

ว่าไปแล้ว ปีนี้ถือเป็นที่ปี”ดวงดับ”สำหรับวายร้ายโลกหลายราย เพราะถูกเช็คบิลกันเป็นแถว รายแรก ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจอมก่อการ้ายหมายเลขหนึ่งของโลก โอซามา บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายอัล กะอิดะห์ ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกแฝดเวิลด์เทรด 11 ก.ย.ที่หลบหนีการไล่ล่าของอเมริกา ในปากีสถาน มีอันต้อง”ชะตาถึงฆาต”ถูกปลิดชีพ ชนิดกลายเป็นข่าวเขย่าโลก จากปฎิบัติการเด็ดศีรษะของหน่วยซีลสหรัฐ ที่บุกเข้าถล่มแหล่งกบดานของเขา ในเมืองแอ็บบ็อตทาบัด  ปากีสถาน ซึ่งอยู่นอกกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน

หลังทหารอเมริกันได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ 4 ลำเข้าปิดล้อม และได้ยิงสังหารบิน ลาดิน ที่หน่วยคอมมานโดอ้างว่า ได้พยายามต่อสู้ พร้อมกับชายอีก 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายของเขา และอีก 2 รายเป็นผู้ส่งสาส์นให้แก่เขา นอกจากนี้ ยังมีสตรีหนึ่งคนเสียชีวิตเพราะถูกนักรบอัลกออิดะห์ใช้เป็นโล่กำบัง และมีสตรีอีก 2 คนบาดเจ็บ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นให้แก่ทำเนียบขาวอย่างยิ่ง เพราะมีการถ่ายทอดเหตุการณ์สด”ล่าตัวบิน ลาดิน”ของหน่วยซีล ไปยังห้องทำงานในทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐ จำนวนหนึ่ง นั่งชมเหตุการณ์ ขณะที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศถึงกับปิดปากด้วยความช็อก กับภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญดังกล่าว โดยปฎิบัติการสังหารบินลาดิน ได้อุบัติ ขึ้นในช่วง 10 เดือนหลังมีการสืบทราบว่าบินลาดินกบดานอยู่ภายในบ้านที่เมืองแอ็บบ็อตทาบัด

ภายหลังเหตุการณ์ ทั่วโลกต่างยินดีกับการสิ้นชีพของ”บิน ลาดิน”ชาวอเมริกันหลายร้อยคนออกมาชุมนุมที่บริเวณด้านหน้าทำเนียบขาวพร้อม ตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี ด้านอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชของสหรัฐก็ออกมาแสดงความยินดีกับโอบาม่าหลังการไล่ล่านานเกือบทศวรรษของ สหรัฐ และชาติพันธมิตรได้บรรลุผลในที่สุด โดยกล่าวว่า การเสียชีวิตของบินลาดินนับเป็นชัยชนะของชาวอเมริกันและผู้แสวงหาสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูญเสียในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน และว่าไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด ความยุติธรรมก็บังเกิดขึ้นในที่สุด แต่แสดงปฎิกิริยาไม่พอใจสหรัฐที่ลงมือสังหารบิน ลาดิน โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลต่อรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางกระแสประณามของชาวมุสลิมที่ไม่พอใจเหตุการณ์ปลิดชีพ”ฮีโร่ผู้ต่อ ต้านโลกตะวันตก

เหตุการณ์การสิ้นชีพของ”จอมวายร้ายโลก”บิน ลาดิน”ถูกกล่าวขานอย่างฮือฮาในหลายประเทศ และยังถูกสำนักข่าวเอพี จัดอันดับให้เป็น”ข่าวดังที่สุดแห่งปี 2554″ด้วย

รายต่อมา ถึงคิวของเผด็จการชื่อดังอีกราย อย่าง “มูอัมมาร์ กัดดาฟี” ผู้ปกครองอำนาจแห่งลิเบีย มายาวนานกว่า 42 ปี ที่เสียชีวิตอย่างน่าอนาถ  ระหว่างการปะทะระหว่างกองทัพผู้ภักดี และกองทัพของสภาถ่ายโอนอำนาจ (เอ็นทีซี) ในช่วงการบุกโจมตีเมืองเซิร์ต ในสภาพถูกยิงเข้าที่ศีรษะ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส จากบาดแผลด้วยกระสุนปืนหลังจากที่โดนจับกุมตัว ในระหว่างการโจมตีรถยนต์ที่มีนายกัดดาฟี ระหว่างการปะทะของกองทัพเอ็นทีซีและกองกำลังของนายกัดดาฟี  ก่อนที่กัดดาฟีจะถูกยิงสิ้นชีพในเวลาต่อมา สร้างความยินดีให้แก่ชาวลิเบียที่ประกาศว่า เป็นชัยชนะแห่งการโค่นล้ม”ระบอบกัดดาฟี”ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถูกขนานนามฉายาว่า”สุนัขบ้าแห่งโลกอาหรับ” กัดดาฟี บริหารประเทศใต้ระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฎิบัติการวางระเบิดสายการบินแพน แอม ของสหรัฐ เหนือน่านฟ้าล๊อคเคอร์บี้ ของสก๊อตแลนด์ เมื่อปี 2531 มีผู้เสียชีวิต 270 ราย ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมครึกโครมที่สุดของโลก

ต่อสู้กับโลกตะวันตกชนิดเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมากว่าหลายทศวรรษ ก่อนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับโลกตะวันตกในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องแพ้เวรกรรมตัวเองจากผลพวงของ”สึนามิถล่มโลกอาหรับ”หรือการเรียก ร้องประชาธิปไตยของโลกอาหรับ ที่แผ่ลุกลามอย่างกว้างขวางประดุจไฟลามทุ่งโลกอาหรับที่ถูกกดขี่

…….เผด็จการคนต่อมาที่”ชะตาดับ”ต้องโบกมือจากโลกใบนี้ คือ คิม จอง อิล ที่เพิ่งลาโลกด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2554

ได้ชื่อว่า เป็นเผด็จการที่มีภัยคุกคามมากที่สุดต่อภูมิภาคเอเชีย จากแผนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐ ชาติตะวันตก และเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ เขายังอยู่เบื้องหลังปฎิบัติการร้ายลอบสังหารระดับสากล กล่าวกันว่า เผด็จการโสมแดงรายนี้เป็นผู้บงการให้ก่อเหตุสังหารเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ 17 นาย ที่อยู่ระหว่างการเยือนพม่า ในปี 1983 รวมถึงเหตุวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์ เมื่อปี 1987 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 115 คน โดยสายลับชาวเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมตัวได้ที่สารภาพว่าเป็นผู้ลอบวางระเบิด กล่าวว่า นายคิมเป็นผู้สังการให้ระเบิดเครื่องบินด้วยตัวเขาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิม จอง อิล ขึ้นสืบทอดตำแหน่งจากบิดาเมื่อปี 1994 และได้รับตำแหน่งประธานกรรมาธิการป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี  และหัวหน้าพรรคแรงงาน ขณะที่นายคิม อิลซุง บิดาของเขา ได้รับฉายาว่า “ประธานาธิบดีตลอดกาล” นอกจากนี้ เขายังคงสืบทอดเจตนารมย์ด้านนโยบายของบิดาที่ว่า “กองทัพต้องมาก่อน” โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลในด้านกองทัพ ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือกลายเป็นประเทศที่มีขนาดกองทัพใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้นำประเทศที่ถูกนานาชาติรุมโจมตีอย่างมาก ในฐานะประเทศไร้อิสรภาพและกดขี่ และมีประชากรผู้อดอยากมากที่สุดของโลก และถูกประนามว่า ใช้นโยบายโฆษณาชวนเชื่อต่อชาวเกาหลีเหนือ ให้ศรัทธาในตัวผู้นำคิมเปรียบประดุจ”บิดาของประเทศ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายยังตั้งข้อสังเกตและเคลือบแคลงต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ นายคิม จอง อิล ระบุว่า ก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือได้รายงานว่า ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันของนายคิม เกิดขึ้นในช่วงที่เขาดูมีสุขภาพดีขึ้น เห็นได้จากภาพถ่ายและวิดีโอ ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง ที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะถูกลอบสังหารหรือไม่ก็อุบัติเหตุ โดยชี้ว่าเหมือนเหตุการณ์ซ้ำรอยเมื่อปี 2537 ที่ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง บิดาของเขา ไม่ได้เสียชีวิตที่บ้านพักหรือที่ทำงาน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางคนลงความเห็นว่า ทั้งนายคิมและบิดา ถึงแก่อสัญกรรมในช่วงที่เกาหลีเหนือเผชิญแรงกดดันอย่างเข้มข้นจากโลกภายนอก เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

การตายของเขาส่งผลให้นายคิม จอง อึน บุตรชายคนเล็ก ที่ถูกวางตัวเป็นทายาททางการเมืองก่อนหน้านี้ กลายเป็นผู้นำคนใหม่แทนคิมผู้พ่อที่ลาโลกไป วิเคราะห์กันว่า ทายาทผู้ไร้ประสบการณ์ผู้นี้ จะต้องบริหารประเทศร่วมกับลุงและป้าของเขา ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ เรียกว่า จะได้รับการประคับประคองจาก”พี่เลี้ยง”รวมทั้งจากกองทัพ ซึ่งซื่อสัตย์ต่อคิม จอง อิล และได้”ไฟเขียวอนุมัติ”การขึ้นครองอำนาจของนายคิมผู้ลูกรายนี้

…………………………………………………

ใช่เพียงแต่เหตุการณ์นักก่อการร้ายและเผด็จการดังลาโลก ที่สร้างข่าวใหญ่ให้แก่โลกในปีนี้ แต่โลกยังต้องสัมผัสกับเหตุการณ์อันสุดสะเทือนขวัญ จากเหตุการณ์”สังหารหมู่ที่นอร์เวย์”ด้วยน้ำมือของยมทูตโหดนามแอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก หนุ่มคลั่งอุดมการณ์นรก แนวคิด”ขวาจัด” จากเหตุการณ์วางระเบิดสำนักนายกรัฐมนตรี และเหตุสังหารหมู่กราดยิงที่เกาะอูโทย่า ในการโจมตีสองเหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 77 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 151 ราย ( ในจำนวนนี้  มีผู้หญิงไทยที่ได้รับสัญชาตินอร์เวย์ อายุ 21 ปี ร่วมเสียชีวิตด้วย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นโศกนาฎกรรมที่สะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะเหตุสังหารหมู่นี้เกิดขึ้นในประเทศที่ได้ชื่อว่า”สงบสุขที่สุดของ โลก”และเป็นนักสนับสนุนสันติภาพระดับแถวหน้าของโลก แต่กลับต้องสัมผัสกับฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุด ขณะที่ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่หฤโหด ชาวนอร์เวย์กว่า 150,000 คน ได้ชุมนุมกันในกรุงออสโล เพื่อแสดงการไว้อาลัยแก่เหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นความพยายามแสดงพลังว่า ชาวนอร์เวย์ยังคงเชื่อมั่นในความเป็นพลเมืองที่มีจิตใจศิวิไลซ์ ที่เป็นภาพลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศ  ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเยนส์ สตอลเท็นเบิร์ก ถึงกับกล่าวว่า เป็นเหตุการณ์นรกบนดิน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมนอร์เวย์ นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

จากการสอบสวนของตำรวจนอร์เวย์ได้พบความบ้าคลั่งอย่างสุดขั้วของมือปืนโหด รายนี้ ที่ถูกเปิดเผยตามลำดับ โดยทนายความระบุว่า นายเบรวิกได้กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องโหดร้ายแต่เป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกัน ตำรวจพบว่า เบรวิก ได้ทิ้งแถลงการณ์ระบุรายละเอียดปฎิบัติการโหด บอกว่าสิ่งที่ตัวเองก่อเหตุ เป็นสงครามคริสเตียนเพื่อป้องกันยุโรปจากภัยคุกคามจากอิสลาม และหมกมุ่นกับแนวคิดระแวงภัยคุกคามจากวัฒนธรรมหลากหลาย และมุสลิมอพยพเข้าเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในแถลงการณ์ของนายเบรวิก ได้ถูกบันทึกเป็นไดอารี่แต่ละวัน ข้อความหนึ่งระบุว่า จะเกิดมหาอัคคีภัยเข่นฆ่าผู้คนเป็นล้านคน และเวลาแห่งการเจรจาได้จบสิ้นแล้ว ขณะที่เวลาแห่งการต่อต้านด้วยการใช้อาวุธได้มาถึงแล้ว  นอกจากนี้ ยังมีข้อความในทวิตเตอร์ของเขา มีเนื้อหาว่า มนุษย์คนเดียวที่มีอุดมการณ์ ย่อมเทียบเท่าคนนับแสนที่ทำเพื่อผลประโยชน์ตน และยังโพสต์ข้อความทางอินเตอร์เนท ดูถูกพรรคคอนเซอเวทีฟ ซึ่งเขากล่าวหาว่าละทิ้งการต่อสู้กับวัฒนธรรมหลากหลายที่หลั่งเข้ายังประเทศ

ถูกจับกุมและคุมขังในเรือนจำศิวิไลซ์ของประเทศจนถึงขณะนี้ ท่ามกลางกระแสคาดหมายว่าจะถูกตัดสิน”จำคุกตลอดชีวิต”ที่เป็นโทษสูงสุดของ นอร์เวย์ แต่น่าช๊อก(อีกรอบ)คือ มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่”ยมทูตโหดนอร์เวย์”จะรอดพ้นคุก หลังจากแพทย์นอร์เวย์ได้ออกรายงานระบุว่า นายเบรวิก มีอาการโรคจิตเภทแบบหวาดระแวง และเกิดอาการดังกล่าวระหว่างและหลังเหตุการณ์สังหารหมู่สองครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทว่ารายงานดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากนักนิติจิตเวชศาสตร์อีก ครั้ง

……………………………………………

ทั้งหมดนี้เป็นความเข้มข้นของเหตุการณ์โลกที่เกิดขึ้นในขวบปีที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2554 กำลังจะผ่านไปแล้ว และปีใหม่ 2555 กำลังจะมาถึง……

เราได้แต่หวังว่า โลกในปีหน้า จะมี”เหตุการณ์ร้าย ๆ”น้อยกว่าที่โลกได้”แลเห็น”ในปีนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชวนคิด “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” คือใคร? และเกี่ยวพันกับอนาคตประชาธิปไตยไทยอย่างไร?

(ที่มา ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชา ประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)


“ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” (Cultural Middle Class)
ผมจั่วหัวไว้เล่นๆ คือ จะบอกว่า ผมมีไอเดีย อยากเขียนถึงเรื่องนี้ มาหลายวัน แต่ไม่มีสมาธิพอ (“ติดเกาะ” อยู่กับบ้านที่ถูกน้ำล้อมมา 18 วันเต็มๆ แล้ว ไม่มีสมาธิจะเขียนบทความซีเรียสเท่าไร แต่พออ่านหนังสือได้เท่านั้น)
ไอเดียคร่าวๆ คือ ผมว่า มันเป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ ชนชั้นกลาง ที่อยู่ในแวดวง ที่ขอเรียกกว้างๆ ว่า “วัฒนธรรม” ตั้งแต่ระดับเชิง “ความรู้เฉพาะ” เช่น… อาชีพ หมอ, ทนาย นักวิชาการที่มีบทบาทสาธารณะส่วนมาก ไปจนถึง วงการสื่อ, บันเทิง, นักเขียน, นักร้อง นักแสดง ไปจนถึง “เอ็นจีโอ” ส่วนใหญ่
ล้วนแต่อยู่ใน “ค่าย” ที่ “แอนตี้ทักษิณ” “แอนตี้เสื้อแดง” “เชียร์…” (และทหาร) และการรัฐประหาร
ความจริง นี่ก็เป็นปรากฏการณ์ ที่พวกเรา “เห็นๆ กันอยู่”
ที่ผมสนใจมากๆ คือ ปรากฏการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? จะอธิบายอย่างไร?
พูดในฐานะคนสนใจประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยหลัง 2475 เป็นต้นมา
ผมคิดว่า ไม่เคยมียุคสมัยใด ที่มีปรากฏการณ์ลักษณะนี้
ผมตั้งชื่อพวกที่พูดถึงนี้ รวมกันแบบที่เขียนข้างบนว่า “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” เพื่อเน้นให้เห็นถึงด้านที่คนเหล่านี้ มีบทบาท และอิทธิพลสำคัญ ในแวดวง “วัฒนธรรม” (ดูอาชีพ หรือ แวดวงการงานของคนเหล่านี้ ที่ผมไล่เรียงไว้ข้างบน)
ตัวอย่างหนึ่ง ที่ผมเคยพูดไว้ตั้งแต่สมัยเว็บบอร์ด ฟ้าเดียวกัน
สำหรับคนที่เกิดยุคหลัง อาจจะไม่ทราบ
แต่สมัย 14 ตุลา 16 มาจนถึง ประมาณทศวรรษ 2520
“มหิดล” หรือ กลุ่มพวกสายเรียนหมอในมหาวิทยาลัยอื่น พวกอาชีพหมอ เป็น “ฐาน”ใหญ่ ของขบวนการนักศึกษาเลย
(ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ “คนรุ่น 14 ตุลา” ที่เห็นๆ กันตอนนี้ รวมทั้งบางคนมาทำงานกับเพื่อไทย ตอนนี้ เป็นหมอ หลายคน ตั้งแต่ หมอมิ้ง อ.ธิดา หมอเหวง ฯลฯ เพราะพวกนี้ โต ขึ้นมา จากยุคที่ “มหิดล” หรือ “สายหมอ” เป็นฐานใหญ่ของขบวนการรุ่นนั้น)
ตอนนี้ มัน “กลับตาลปัตร” เลย
อาชีพทนาย หรือ นักวิชาการด้านกฎหมาย ก็เช่นเดียวกัน
(ผมเคยบอกหลายคนแล้วว่า ฯพณฯ อธิการบดี ผม คุณ “ตู่” นี่ สมัยก่อน เป็น “ฝ่ายซ้าย” ตัวเป้งเลย ไม่นับพวก กิตติศักดิ์ ปรกติ ที่แม้จะไม่ “เป้ง” เท่าไร แต่ก็มาทางนี้เหมือนกัน)
ตอนนี้ “หมอตุลย์” หรืออาชีพสายหมอ หรือ สายทนาย กลายเป็นแบบนี้ ได้ยังไงหว่า?
มีประเด็นคำถามใหญ่ ที่ผมไม่ได้เขียนไปข้างบน แต่ไหนๆ ก็เขียนมาขนาดนี้ ขอโพสต์ตั้งไว้ให้คิดกันเล่นๆ
“อนาคตของประชาธิปไตยไทย จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ไหม ถ้า ′ชนชั้นกลางวัฒนธรรม′ ส่วนใหญ่ มีจุดยืน อย่างที่เห็นในปัจจุบัน”
ผมทราบว่า ส่วนใหญ่ที่อ่าน fb หรือเป็น friends ใน fb ผม ชอบแขวะ ด่า เกลียด “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” เหล่านี้ (คำด่ายอดฮิต “สลิ่ม” ก็คงหมายถึงคนพวกนี้ เป็นส่วนใหญ่)
ซึ่งก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลดีแล้ว
แต่ที่ผมว่า น่าคิดคือ คำถามที่ตั้งไว้นี้แหละ
โดยประวัติศาสตร์ ไม่ว่าของไทย หรือของต่างประเทศ เป็นเรื่องยากลำบากมาก ถ้าขาด “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” เข้าร่วม ….

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

หักมุม! ทักษิณไม่อยู่ในข่าย 30,000 รายรับอภัยโทษ ต้องติดคุกก่อน ยังเหลืออีก 4 คดีสำคัญ ถอยดีกว่า

แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ฉบับดังกล่าว ได้ตัดมาตรา 4 พ.ร.ฎ.อภัยโทษ 2553 ที่ออกโดยสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมาตรา 4 ระบุว่า ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องมีตัวตนอยู่ในความ ควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนด ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่ง ปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราช กฤษฎีกานี้ และปรับแก้มาตรา 6 ที่ระบุให้นักโทษได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ต้องเป็นบุคคลที่ต้องโทษจำคุกเหลือโทษไม่เกิน 1 ปี นักโทษพิการ ป่วยด้วยโรคเรื้่อน เป็นผู้หญิงถูกจำคุกครั้งแรก เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ต้องโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 3 ปี ต้องโทษครั้งแรกอายุไม่ครบยี่สิบปี นักโทษชั้นเยี่ยมเหลือโทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี หากเข้าหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งสามารถได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว สำหรับคำที่ตัดออกไปคือ คำว่าภายใต้บังคับมาตรา 8 ส่วนมาตรา 8 ในร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับใหม่ ยังคงเดิมตาม พ.ร.ฎ. ปี 2553 ที่ระบุว่า นักโทษเด็ดขาดตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาให้ได้รับพระราช ทานอภัยโทษลดโทษ เช่น โทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น ลักษณะความผิดให้คงเดิม

 

 

 

แหล่งข่าวระบุอีกว่า การปรับแก้ร่างพระราชกฤษฎีกาหากมองกันตามความเป็นจริงแล้วคงไม่ได้เอื้อ ประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด พ.ต.ท. ทักษิณมีคดีความถึงที่สุดแล้วเพียง 1 คดี คือคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ หลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ส่วนอีก 4 คดี อยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวนของศาลฎีกา ได้แก่ 1.คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 4,000 ล้านบาท 2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป 3.คดีทุจริตการออกหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวโดยมิชอบ และ 4.คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือซุกหุ้น ที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องหลังศาลฎีกาฯได้ตัดสินยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท หาก พ.ต.ท. ทักษิณเข้าหลักเกณฑ์อภัยโทษปล่อยตัวตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับดังกล่าวจริง ยังมีหมายจับอีก 3 คดีรออยู่ ดังนั้น คงไม่มีผลอะไร เพราะถ้ากลับเมืองไทยต้องถูกจับกุมและอายัดตัว จากนั้นต้องยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอประกันตัว คาดว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะยื่นขอประกันอีก 3 คดี เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่เลือกช่องทางนี้

 

 

“ผมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษินคงไม่กลับประเทศไทยตอนนี้อย่างแน่นอน เพราะยังไงก็ต้องถูกจับติดคุก ต่อให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ครั้งนี้ ก็มีผลเพียงคดีที่ดินรัชดาฯเท่านั้น อีก 3 คดีมีหมายจับติดตัว หากกลับมาประเทศไทย ต้องถูกจับกุม และยื่นเรื่องประกันตัวซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ทางออกที่ดีที่สุดคือออกกฎหมายนิรโทษกรรมเท่านั้น” แหล่งข่าวกล่าว

 

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าวว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่ออกในวาระมหามงคล 84 พรรษา อาจจะมีการปรับข้อความเพื่อให้ครอบคลุมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ คนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณได้เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความเห็นว่าแนวคิดหรือการปรับเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ กับทุกฝ่าย และยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าการเมืองยังมีความขัดแย้งสูง

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านายกรัฐมนตรีจะแถลงเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่อยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังหรือผู้ต้องคดีอาญาที่จะได้รับพระราช ทานอภัยโทษในวาระ 84 พรรษา ซึ่งในปีนี้มีจำนวนประมาณ 3 หมื่นคน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่บ้านพักในดูไบ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ทราบ ไม่คิดอย่างนั้น ไม่มีใครรู้ เพราะเป็นความลับในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล และทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถาบันสูงสุด

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

บาทก้าว อภัยโทษ กลยุทธ์ โยนหิน ถามทาง มิใช่ “บังเอิญ”

ไม่ว่าจะเป็นการ “หลุด” ออกข่าวว่ามีการผลักดันร่างพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษผ่าน ครม.เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน

 

มิได้เป็นเรื่องบังเอิญ

 

แม้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะระบุว่า “พวกที่เอาไปพูดเป็นพวกไม่รักษาความลับ เป็นพวกรัฐมนตรีไม่มีสปิริต เป็นคนไม่ประสีประสา ไม่รู้เรื่องอยากได้หน้านักข่าว”

 

 

เช่นเดียวกับ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังจังหวัดสิงห์บุรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมกับ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทั่งไม่สามารถเดินทางกลับทันประชุม ครม.

 

 

ก็มิได้เป็นเรื่องบังเอิญ

 

เพราะเรื่องทั้งหมดเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ขณะที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่สามารถเข้าร่วมได้

 

 

ทุกอย่างล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

 

 

เช่นเดียวกับ การนำเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษโดยกระทรวงยุติธรรม กระทั่งผ่านความเห็นชอบเพื่อนำส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีก็เป็นเรื่องลับ

 

 

เป็นเรื่องลับในระนาบที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีย้ำว่า “ถ้ารักพระเจ้าอยู่หัว ก็เงียบไว้”

 

 

ในที่สุดแล้วจะมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏเป็น 1 ในจำนวน 2.6 หมื่นคนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 ปี 5 ธันวาคม 2554 หรือไม่

 

ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอคอย

 

แม้ฝ่ายค้านโดยพรรคประชาธิปัตย์จะเสนอกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็เชื่อได้เลยว่าจะไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล

 

ไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 

ไม่ว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน

 

 

เหตุผลก็เป็นอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

 

“ใครที่นำเรื่องนี้มาวิจารณ์ถือว่าไม่รู้จัก กาลเทศะ เรื่องนี้เป็นเรื่องพระราชอำนาจ รัฐบาลยังเปิดเผยไม่ได้เพราะว่ายังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือมีบทสรุปเช่น ใด หากมาถามผมก็ยังเปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นการประชุมลับ”

 

 

แม้รัฐบาลจะยังไม่รู้ว่าบทสรุปในขั้นสุดท้ายของร่างพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนอย่างที่สุดก็คือ รัฐบาลสามารถรับรู้และสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาสะท้อนกลับ

 

 

เป็นปฏิกิริยาเหมือนกับที่เกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

 

 

นั่นก็คือ การออกมาคัดค้านและต่อต้านอย่างรุนแรงแข็งกร้าวของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

 

1 ถือเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ 1 เป็นการสร้างวิกฤตรอบใหม่

 

1 กระบวนการที่ทำมีพิรุธ ไม่โปร่งใส เป็นการแปลงหลักการสำคัญที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด โดยยกหลักการคนทำผิดต้องรับโทษ ต้องสำนึกผิดแล้วจึงให้อภัยโทษออกไป ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก จะเป็นตัวการบ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรมในประเทศ

 

 

เป็นปฏิกิริยาที่ออกมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน นายบวร ยสินธร เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน

 

 

และแถลงการณ์ของกลุ่มสยามสามัคคีที่อ่านโดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

 

 

ประสานเข้ากับแถลงยาวเหยียดจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำสำคัญพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

บรรยากาศแห่งสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เริ่มหวนกลับ

 

 

แต่เป็นการหวนกลับโดยที่มีร่องรอยแห่งความแตกร้าว แยกกันเดิน และยังไม่อาจประสานและร่วมกันเข้าตีได้อย่างทรงพลัง

 

 

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายของรัฐบาล ฝ่ายของพรรคเพื่อไทยดำเนินไปอย่างมีเอกภาพ และเดินหน้ารุกคืบจากการเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.ถึงการปรับย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีขนานใหญ่

 

 

ยิ่งกว่านั้น การร่วมมือระหว่างกองทัพกับรัฐบาลก็เป็นไปอย่างราบรื่น สดใส

 

 

เป็นไปไม่ได้ที่จังหวะก้าวสำคัญและใหญ่หลวงเช่นนี้จะดำเนินไปโดยมิได้มีการปูทางสร้างเงื่อนไข

 

 

อย่างน้อยการปล่อยเรื่องนี้เข้ามาก็เพื่อหยั่ง กำลังของฝ่ายที่ต่อต้านว่ายังเป็นเอกภาพแข็งแกร่งอยู่หรือไม่ หรือว่ามีแต่เสียงดังโฉ่งฉางหากแต่ไร้รากฐานการเข้าร่วมของมวลชนส่วนใหญ่ อย่างแท้จริงและอย่างเป็นจริง

 

การประลองกำลังอย่างเป็นจริงจึงน่าจะเริ่มภายหลังวันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นไป

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

นักเขียนฝรั่งอ้าง”ฮิตเลอร์” ไม่ได้ฆ่าตัวตายในเยอรมัน แต่ใช้ชีวิตในอาร์เจนตินาจนเสียชีวิต ระบุสหรัฐ”ปล่อยตัว”

 

 

 



วิลเลี่ยมอ้างว่านี่เป็นบ้านหลังที่ฮิตเลอร์อาศัยขณะใช้ชีวิตในอาร์เจนตินา


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ว่า นายเจอร์ราลด์ วิลเลี่ยม ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “การหลบหนีของอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์” ให้สัมภาษณ์กับ “Skynews” ว่า อดอลฟ์ ฮิตเล่อร์ ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมัน ไม่ได้เสียชีวิตในบังเกอร์หลบภัยในประเทศเยอรมนี แต่เสียชีวิตในอาร์เจนตินาซึ่งเป็นสถานที่ลี้ภัยของเขา โดยวิลเลี่ยมได้รวบรวมหลักฐานต่างๆ จากการชันสูตรศพและพยานผู้เคยพบเห็นฮิตเลอร์หลายราย และพบว่า มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่า ฮิตเลอร์ไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่กลายเป็นคนแก่ที่เสียชีวิตในอาร์เจนติน่า

 

เขากล่าวว่า จริงๆ  แล้ว ไม่มีหลักฐานด้านการชันสูตรศพที่ระบุว่า ฮิตเลอร์ และอีวา บรวนด์ คนรักของเขา เสียชีวิตในเยอรมนี และเรื่องราวเกี่ยวกับพยานผู้เคยพบเห็นเขาก็เป็นสิ่งที่ บังคับให้เราต้องเชื่อว่าผู้นำนาซีรายนี้ลี้ภัยไปอาร์เจนตินาและเสียชีวิตลง ที่นั่น

 

นายเจอร์ราลด์ วิลเลี่ยม กล่าวต่อว่า ฮิตเลอร์ได้อาศัยในอาร์เจนติน่าเป็นเวลา 17 ปี โดยเลี้ยงลูกสาว 2 คน ก่อนจะเสียชีวิตลงในปี 1962 และสาเหตุที่ผู้นำรายนี้รอดชีวิต เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายปล่อยตัวเขาจากการจับกุม เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้ข้อมูลเทคโนโลยีไฮเทคของกองทัพนาซี

 

วิลเลี่ยมกล่าวว่า เขาและไซมอน ดันสแตน ผู้ร่วมเขียนหนังสือดังกล่าว ได้กระทำการสำรวจภาคพื้นเกี่ยวกับชีวิตลี้ภัยของฮิตเลอร์ และได้ไปสัมภาษณ์พยานผู้เคยเห็นฮิตเลอร์หลายคน และว่า ปัจจุบัน อาร์เจนตินาเป็นประชาธิปไตยมากพอที่จะเปิดกว้างเรื่องนี้ แต่มีพยานผู้เห็นฮิตเล่อร์ 2 รายถูกขู่ฆ่าจากบุคคลนิรนามในขณะที่พวกเขาให้ข้อมูลแก่เราด้วย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ รายงานว่า ขณะนี้ทางโลกของระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะทางเฟซบุ๊กได้มีการเผยแพร่และแชร์รูปภาพที่อ้างว่าเป็นการถ่ายจาก ภาพดาวเทียม  วันที่ 17 ตุลาคม  โดยแสดงให้เห็นถึงภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ในสัญลักษณ์สีฟ้า   ที่เกิดขึ้นรอบบริเวณภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างภาคตะวันออก  รวมถึงภาคกลาง ซึ่งหลายจังหวัดประสบกับภาวะน้ำท่วมอย่างหนักอยู่ขณะนี้  โดยมีการส่งต่อกันมาเรื่อยๆ โดยระบุข้อความว่า
 “ภาพถ่ายจากดาวเทียมล่าสุด 17 ตค. จะเห็นกลุ่มน้ำกลุ่มใหญ่ๆ ๒ กลุ่มเข้าล้อมรอบกรุงเทพมหานคร เรียบร้อยแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งนี้  เมื่อมีการโพสต์รูปภาพดังกล่าวจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ก็มีการส่งต่อรูปภาพดังกล่าวเผยแพร่(แชร์) ผ่านเฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนที่ได้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าว เกี่ยวกับมวลน้ำที่กำลังเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากการตรวจสอบที่มาที่ไปของภาพดังกล่าวก็พบว่า รูปภาพดังกล่าวน่าจะมีที่มาใกล้เคียงกับการเผยแพร่ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://ictgis.totidc.net/mict/ ซึ่งเป็นระบบบูรณาการข้อมูล กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT)  ที่แสดงข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ ผ่านระบบบูรณาการข้อมูล  ที่เมื่อซุมเข้าไปเราจะเห็นพื้นที่ต่างๆ ที่ประสบกับภาวะน้ำท่วมในสัญลักษณ์สีฟ้า รวมถึงแสดงเส้นทางสัญจรของถนนต่างๆที่รถยนต์ไม่ว่าจะชนิดใดสามารถ หรือไม่สามารถใช้เส้นทางได้


Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

ธรรมชาติเอาคืน

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

วิปริตผิดปกติโลก

วิปโยคไปทั้งสินแผ่นดินกระฉ่อน

กระฉอกฉ่ำน้ำตาประชากร

เต็มสาครท่วมหนักสำลักน้ำ

ฤดูกาลผันผวนแปรปรวนป่น

ผองผู้คนเสกโลกร้อนระส่ำ

เสกสิ่งขวางทางไหลรุนแรงน้ำ

ธรรมชาติถูกกระทำกระแทกคืน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

วรเจตน์ ภาคีรัตน์” เดินหน้าหยุดระบบปฏิวัติ

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน  โดย การ์ตอง  มติชน

 

หลังเปิดความคิดคณะนิติราษฎร์ ที่ออกมาเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีกำหนดโทษคนทำรัฐประหาร จนส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันเข้มข้นและกว้างขวางสั่นสะเทือนไปทั้งวง การวิชาการ ระดับที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้

 

“วรเจตน์ ภาคีรัตน์” หัวขบวนนิติราษฎร์ ยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ประกาศว่าสัปดาห์หน้าจะเปิดประเด็นเพื่อเคลื่อนต่อ

 

“การทำให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืน การปรับความคิดเป็นเรื่องสำคัญ ปูฐานความคิดให้คนเห็นภาพ ที่สุดจะทำให้ประเทศไปในทิศทางประชาธิปไตยได้” คือบทสรุปทั้งเป้าหมาย และวิธีการของ อาจารย์วรเจตน์แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

ความยุ่งยากของการบริการจัดการประเทศนี้ ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมาคงต้องสรุปว่า เกิดจากความสับสนในรูปแบบการปกครอง

 

ไม่รู้ว่าจะบริหารจัดการชาติด้วยระบบไหนดี

 

ทางหนึ่ง เดินตามอารยประเทศ ด้วยการประกาศตัวเป็น “ประชาธิปไตย”

 

แต่อีกทางหนึ่งก็ช่วยกันปลุกระดมความคิด ความเชื่อ ว่านักการเมืองเป็นกลุ่มคนเลวร้าย แย่งชิงอำนาจกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

 

เป็นกลุ่มคนที่ต้องกีดกันไม่ให้เข้ามามีอำนาจ

 

เมื่อระบอบประชาธิปไตย เป็นระบบการปกครองที่กำหนดให้นักการเมืองเป็นผู้แทนประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อ

ประชาชนเลือกใครเข้ามา กลุ่มคน หรือที่เรียกว่าพรรคนั้นถือว่าได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เป็นผู้บริหารชาติ จนกว่าจะพ้นวาระ

 

 

โดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดไว้ชัดเจน

 

 

แต่เพราะมีบางกลุ่มบางพวกพยายามปลุกความคิดไม่ไว้วางใจนักการเมือง ประกอบกับนักการเมืองเองบางคนมีพฤติกรรมส่อไปในทางแสวงประโยชน์

 

 

ประชาชนส่วนหนึ่งจึงชื่นชมยินดีที่ “กองทัพ” ทำการรัฐประหาร ขับไล่รัฐบาลจากพรรคการเมืองให้พ้นอำนาจ และฉีกกฎหมายสูงสุดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า

 

 

ขณะเดียวกันก็มีประชาชนอีกฝ่าย ที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตย ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทหารคืนอำนาจให้ประชาชน ผสานเสียงกับแรงกดดันจากอารยประเทศ

 

 

ทำให้รัฐบาลทหารไม่เคยไปรอด ต้องแปลงร่างมาเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย บ่อยครั้งที่พยายามหารูปแบบ เชิดพรรคการเมืองบางพรรคขึ้นมาอยู่ข้างหน้า

 

 

แต่ที่สุดก็ไม่รอด ต้องยอมให้มีการเลือกตั้ง ให้รัฐบาลจากพรรคการเมืองกลับเข้ามา แล้วหาทางทำลายใหม่

สภาพที่การเมืองวนไปเวียนมากับสองระบบเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้ประเทศไม่พัฒนา แต่ยังทำให้เกิดการปะทะ มีการใช้กำลังรุนแรงกับประชาชน จนต้องสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตมาหลายครั้งหลายหน

 

 

จนไทยเป็นเหมือนประเทศที่ไม่เคยเข็ดหลาบกับการไม่ทำให้การบริหารประเทศไปทางใดทางหนึ่ง

 

 

จะมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้ ประชาชนต้องเลิกสับสนไปเรียกหา อำนาจนอกระบบ

 

 

การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องสร้างความคิดให้ประชาชนอย่างจริงจัง

 

 

เป็นความคิดที่จะร่วมกันหากลไกสกัดกั้นไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาอีก

 

 

เพื่อหยุดการสูญเสียซ้ำซาก

 

 

“อาจารย์วรเจตน์” และ “คณะนิติราษฎร์” กำลังเดินต่อเนื่อง

 

 

เพื่อประเทศไทยปลอดการปฏิวัติรัฐประหารอย่างถาวร

 

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

“น้ำท่วม”กลบ”การเมือง” พิสูจน์ฝีมือรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์” รอปะทุหลัง”น้ำแห้ง”ไม่เกินพ.ค.2555

ประเทศไทยยามนี้เผชิญหน้ากับภัยทางธรรมชาติน้ำท่วม!

 

ทั้งนี้เพราะเหตุแปรปรวนตามธรรมชาติ ทำให้ฤดูน้ำหลากมาถึงเร็วกว่ากำหนดถึง 2 เดือน ปริมาณน้ำมากกว่าปกติ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการสะสมต่อเนื่อง เขื่อนใหญ่ 4 เขื่อน ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้น จนต้องระบายน้ำออกมา

 

 

ผลการระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ ทำให้ปริมาณน้ำสูงขึ้นในพื้นที่ต่างๆ

 

 

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังพยากรณ์ไว้ว่า จะมีพายุพัดเข้าอีกหลายระลอก ล่าสุดคือพายุนาลแกที่ก่อตัวในทะเลจีนใต้ กระหน่ำใส่ประเทศเวียดนาม และกระดอนมาถึงประเทศไทย ซึ่งพายุแต่ละลูกจะนำพาฝนเข้ามาด้วย

เท่ากับว่ามีแนวโน้มที่ประเทศไทยต้องรับน้ำฝนเพิ่มเติมจากเดิมที่เต็มกลืนอยู่แล้ว

 

 

ปริมาณน้ำที่มากจนระบายไม่ทัน ทำให้พื้นที่จังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางจมอยู่ใต้บาดาล เรือกสวนไร่นาจมน้ำ ประชาชนไม่มีที่อยู่อาศัย และได้รับความเดือดร้อนจากการแช่ขังของน้ำที่สูงระดับ 2 เมตร โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวเองชั่วคราว เสียงเรียกร้องจากพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือดังขึ้นทุกสารทิศ

 

 

ขณะนี้รัฐบาลผสมพรรคเพื่อไทย ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

 

 

 

และน้ำท่วมก็ทำให้สื่อสารมวลชนทุกแขนงนำเสนอข่าวสารดังกล่าว กระทั่งกลบกระแสความขัดแย้งทางการเมืองด้านอื่นลง

 

 

เหลือเพียงข่าวสาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุม ตรวจเยี่ยม ข่าวสารรัฐมนตรีลงพื้นที่น้ำท่วม และข่าวสารความเดือดร้อนของประชาชน

 

 

ขณะที่กระแสการเมืองที่พรรคฝ่ายค้านพยายามชักนำให้เข้าแนว เช่น การตรวจจับพิรุธโครงการจำนำข้าว การแสดงความสงสัยในโครงการบ้านหลังแรกว่าเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ ไม่ การเคลื่อนไหวสอบถาม

กรณีนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฎีกาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป ที่มีคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลย

 

 

แม้แต่ความเคลื่อนไหวในข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่เสนอให้ยกเลิกผลที่เกิดจากการปฏิวัติรัฐประหารก็พลอยเงียบหายไป

 

 

อย่างไรก็ตาม ความเงียบหายไปของกระแสการเมือง เป็นความเงียบหายไปเพราะถูกกระแสข่าวน้ำท่วมกลบหาย ขณะที่กระแสความขัดแย้งทางการเมืองไทยนั้นยังคงดำรงอยู่

 

 

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดประเด็นช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

 

อ้างข้อมูลหน่วยข่าวความมั่นคงว่า มีกลุ่มการเมืองร่วมมือกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจจ้องล้มรัฐบาล โดยวางแผน 9 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้สื่อฝ่ายตรงข้ามโจมตีพรรคเพื่อไทยทุกประเด็น ทั้งเรื่องนโยบายและตัวบุคคล 2.กลุ่มผู้มีอำนาจ ผู้สูญเสียอำนาจที่เคยดูแลกระทรวงไหนมาก่อน สั่งให้ลูกน้องใส่เกียร์ว่าง ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้บริหารชุดปัจจุบัน 3.ยุยงข้าราชการที่ถูกย้ายให้ออกมาร้องทุกข์กล่าวโทษว่าถูกโยกย้ายไม่เป็น ธรรม เพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้รัฐบาล

 

 

 

4.ยุยงชาวบ้านให้ออกมากล่าวโทษผู้บริหารในรัฐบาลเพื่อไทย 5.ให้กลุ่มที่อาศัยคราบองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) บางกลุ่ม ออกมาทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาล 6.ใช้เครือข่ายสื่อที่ตัวเองมี รวมทั้งทางโซเชียลเน็ตเวิร์กให้โยงเป็นหลักการเดียวว่า “ยิ่งลักษณ์ช่วยทักษิณ” เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลที่จะช่วยเหลือคนคนเดียว 7.โจมตีสมาชิก พท.และคนในรัฐบาลว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน 8.ทำร้ายแกนนำคนเสื้อแดง สมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมถึงบุคคลสำคัญๆ ในรัฐบาล

 

 

 

และ9.เมื่อข้อ 1-8 ประสบผลสำเร็จ ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลบริหารงานแล้วส่งผลเสีย ก็ให้เร่งประเด็นยุบพรรคเพื่อไทย

 

 

“เขาจ้องล้มรัฐบาลให้ได้ก่อนเดือนพฤษภาคม 2555 หรือก่อนที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน จะพ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง”

 

 

 

ตามด้วยการเปิดประเด็นปฏิบัติการเสี้ยม ระหว่างจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

 

 

สุดท้ายโยงไปถึงกองกำลังติดอาวุธได้รับการฝึกจากประเทศอิสราเอล ที่จะต้องใช้ในการทำรัฐประหาร

 

 

การประสานเสียงระหว่างนายพร้อมพงศ์กับนายจตุพรนี้ สามารถวัดดีกรีการเมืองไทยได้ว่ายังคงเดือดปุ ปุ

 

 

ประการแรก การเมืองยังมีความขัดแย้งในระดับรุนแรง

 

 

ประการต่อมา ปัจจัยการโค่มล้มและอยู่รอดของการเมือง คือ ความพึงพอใจของประชาชน

 

 

ประการที่สาม เวลาที่เหมาะในการกัดเซาะรัฐบาล คือช่วงเวลาก่อนเดือนพฤษภาคม 2555 เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันยังใหม่หมาด สามารถพลาดพลั้งได้ในทุกจังหวะ

 

แต่หากปล่อยให้ล่วงเลยไปถึงพฤษภาคม 2555 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยครบกำหนด “เว้นวรรคการเมือง”

 

ถึงเวลานั้นโอกาสโค่นล้มรัฐบาลยิ่งยากมากขึ้น

 

ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ ย่อมมีความหมายทางการเมือง

 

 

ความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลต่อการเมืองหลังน้ำลด

 

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

“iSteve” บุปผาชนแห่ง “ซิลิคอน วัลเลย์”

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com


มีบ้างบางคนที่ถือกำเนิดมาเพื่อยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะลืมตามาดูโลกในสภาพต่ำต้อยติดดินเพียงใด สตีฟ จ็อบส์ เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

จาก สภาพของการเป็น “ลูก” ที่พ่อแม่ไม่ต้องการ ยกให้ผู้อื่นไปเลี้ยง จากคนที่ไม่มีแม้แต่เงินเพื่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาศัยเศษสตางค์จากการเก็บขวดน้ำอัดลมไปแลกคืนในอัตรากระป๋องละ 5 เซนต์ยังชีพ

จากคนที่เรียนรู้คอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง “สตีฟ จ็อบส์” กลายเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีที่ทั้งโลกยกย่องและยอมสยบ

เมื่อ เขาสิ้นชีวิตลง ผู้นำทั่วโลกออกปากไว้อาลัยและสดุดี คนแปลกหน้าเกือบครึ่งล้านส่งข้อความไว้อาลัยผ่านทางทวิตเตอร์ภายในไม่กี่ ชั่วโมง

นั่นไม่นับการไว้อาลัยจากชาวจีนอีกมากถึง 35 ล้านคนผ่านรูปแบบต่างๆ ของการสื่อสารทันสมัย รูปแบบที่ สตีฟ จ็อบส์ มีส่วนในการวางรากฐานไว้ในหลากหลายวาระและโอกาส

สตีฟ จ็อบส์ เป็นอัจฉริยะแน่นอน

แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า อะไรคือเบ้าหลอมความเป็นเอตทัคคะในโลกเทคโนโลยีของเขากันแน่!

สตีเฟน พอล จ็อบส์ เกิดในซานฟรานซิสโก เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 1955 ถูกโจแอนน์ แคโรล ชีเบิล มารดาชาวอเมริกัน และอับดุลฟาตาห์ จานดาลี บิดาชาวซีเรียที่กำลังศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัยอยู่ในเวลานั้น มอบให้เป็นลูกของพอล และคลาร่า จ็อบส์

พอล จ็อบส์ เป็นพ่อค้า นักการเงิน และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นำเด็กชายย้ายถิ่นบ่อยครั้ง จากซานฟรานฯ ไปยังเมาเท่นวิว และลอส อัลทอส เพื่อปักหลักค้าขายเครื่องจักรกลในทศวรรษ 1960 ยุคที่ “ฮิปปี้” บุปผาชนบานสะพรั่งในละแวกนั้นของสหรัฐอเมริกา

สตีฟสนใจเรื่อง อิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่ยังเด็ก เคยซื้อชุด “คิท” ชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กึ่งสำเร็จรูป หลายๆ อย่างมาประกอบเองเพื่อใช้งาน ครั้งหนึ่งตอนเรียนเกรด 8 เมื่อชุดประกอบของเขาเกิดไม่ทำงานอย่างที่คาด สตีฟถึงกับโทรศัพท์ไปหาวิลเลียม ฮิวเล็ตต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด ที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ “เอชพี” ในเวลานี้เพื่อขอความรู้

ลงเอยนอกจากจะได้คุยกับฮิวเล็ตต์นานถึง 20 นาที ได้ชิ้นส่วนที่ขาดหายไปแล้ว เขายังถูกทาบทามให้ทำงานพาร์ทไทม์ในช่วงวันหยุดหน้าร้อนจากความอยากรู้อยาก เห็น และไม่ยอมแพ้หนนั้น

สตีฟ จ็อบส์ พบกับสตีฟ วอซเนียค ผู้ร่วมก่อตั้ง “แอปเปิล” ที่โรงเรียนมัธยม โฮมสตีด ในย่านคัพเปอร์ติโน่ แคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน แต่เป็นเพราะบังเอิญเลือกเข้าเรียนวิชา “อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น” เหมือนๆ กัน

แต่เรื่องที่ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เกิดขึ้นตอนที่วอซเนียคไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ แล้ว ในขณะที่สตีฟยังอยู่ที่โฮมสตีด แม่ของวอซเนียคส่งบทความเรื่อง “ความลับของลิตเติล บลูบ็อกซ์” มาให้ลูกชายอ่าน

มันเป็นเรื่องการค้นพบพิเรนทร์ๆ ของผู้ที่ใช้ชื่อแฝงว่า “กัปตันครันช์” ที่ว่า “นกหวีด” ที่แจกมากับกล่องขนมกรุบกรอบ “แคป แอนด์ ครันช์” นั้น สามารถปรับแต่งความถี่ให้กลายเป็นความถี่เดียวกันกับย่านความถี่โทรศัพท์ ผลก็คือ มันช่วยให้สามารถโทร.ทางไกลได้ฟรีๆ เพียงแค่ใช้มันเป่าข้างๆ หูโทรศัพท์เท่านั้น


แอปเปิล วัน ผลผลิตชิ้นแรกสุดของแอปเปิลในปี 1976

วอซเนียคกับสตีฟ จ็อบส์ ใช้เวลานานร่วมสัปดาห์ เสาะหาจนพบว่า “กัปตันครันช์” ที่แท้คือ จอห์น แดรปเปอร์ อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพอากาศ พวกเขาจัดแจงนัดพบแดรปเปอร์ที่หอพักของวอซเนียคในมหาวิทยาลัย ได้ความรู้มาทำ “บลูบ็อกซ์” ออกขายเล่นๆ ให้คนแถวบ้านซื้อไปใช้เพื่อโทร.ทางไกลฟรีๆ-แบบผิดกฎหมาย

ขายดิบขายดีจนได้เงินมามากถึง 6,000 ดอลลาร์

สตีฟ จ็อบส์ จบไฮสกูลและถูกส่งไปเรียนต่อที่ “รีด คอลเลจ” ในปี 1972 ก่อนที่จะไปลาออกอย่างเป็นทางการ เมื่อเรียนไปเพียงเทอมเดียว

เหตุผล “เพราะการเรียนอย่างนั้นผลาญเงินออมเกือบทั้งหมดของพ่อแม่” เขาเปิดเผยไว้ในคำปราศรัยเนื่องในพิธีเชิดชูเกียรติที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี 2005

แต่แทนที่จะเลิกเรียน สตีฟยังคงเรียนในแบบฉบับของตัวเอง-แอบเข้าไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในวิชาที่ตนอยากรู้

“ลา ออกมาก็ไม่มีหอให้อยู่ ผมก็ต้องไปนอนบนพื้นในหอเพื่อนๆ เก็บขวดโค้กไปคืน เพื่อแลกกับเงิน 5 เซนต์ใช้ซื้อหาอาหาร ทุกคืนวันอาทิตย์ผมยินดีเดิน 7 ไมล์ ข้ามเมืองไปยังวัดหิริ กฤษณะ เพื่อกินอาหารดีๆ ให้เต็มอิ่มสักมื้อต่อหนึ่งสัปดาห์”

ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เรื่องยาก ลำบากสำหรับสตีฟ ตรงกันข้ามมันเป็นความรื่นรมย์ประการหนึ่ง เป็นการสนองตอบต่อความอยากรู้อยากเห็น เป็นการหล่อหลอมสัญชาตญาณการ “หยั่งรู้” ที่เขาบอกว่า “หาค่ามิได้” ในภายหลัง

เขาทำอย่างนั้นอยู่ 18 เดือนเต็มๆ ก่อนกลับมายังซิลิคอน วัลเลย์ อีกครั้งในปี 1974 เข้าทำงานกับอาตาริ บริษัทผู้ผลิตวิดีโอเกม ทำงานอยู่หลายเดือนก็ถูกจิตวิญญาณ “เสรีชนแสวงหา” เรียกร้อง จนต้องลาออกมา ชวนเพื่อน “แดเนียล คอตต์เค่” ไป “อินเดีย”

คอตต์เค่ ต่อมาคือพนักงานคนแรกๆ ที่ “แอปเปิล” ว่าจ้างให้ทำงานด้วย

สตี ฟกลับมาเจอกับวอซเนียคอีกครั้ง เมื่อเริ่มหนาวในปี 1975 ก็ด้วยเหตุที่ว่า ทั้งคู่ไปร่วมการอบรมคอมพิวเตอร์ที่สโมรสร “โฮมบรูว์ คอมพิวเตอร์ คลับ” พร้อมๆ กัน

“โฮมบรูว์” เป็นสโมสรของคนที่สนใจคอมพิวเตอร์เป็นงานอดิเรก เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเอา “คอมพิวเตอร์” ออกมาจากการใช้งานกันในแวดวงค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย

ลี เฟลเซนสไตน์ หนึ่งในสมาชิกโฮมบรูว์ ที่ตอนนี้เป็นนักออกแบบคอมพิวเตอร์ จำสตีฟได้แม่นยำ เพราะ “หมอนี่เหมือนอยู่ไปทุกที่ อยากรู้ไปเสียทุกอย่าง พยายามจะฟังทุกคำที่ทุกคนพูด”

ปี 1976 สตีฟกับวอซเนียครวมเงินกันได้ 1,300 ดอลลาร์ ทั้งคู่ก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยใช้ “โรงรถ” ที่บ้านสตีฟเป็นสำนักงาน

ผล งานแรกสุดของทั้งคู่คือ “แอปเปิล วัน” ที่วอซเนียคเป็นคนออกแบบผลิต และสตีฟรับหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในสำนักงานใหญ่ๆ โดยเฉพาะ

ปี 1977 สตีฟเป็นคนออกแบบและดูแลการผลิต “แอปเปิล ทู” ที่มีวอซเนียคเป็นวิศวกร มันกลายเป็นคอมพิวเตอร์ “ส่วนบุคคล” เครื่องแรกของโลก และขายได้อยู่นานถึง 16 ปี

ที่เหลือหลังจากนั้นก็คือตำนาน ตำนานที่เล่ากันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของสตีฟ จ็อบส์

สตีฟ จ็อบส์ ไม่เคยยึดถือว่าตนเองเป็นวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ และไม่เคยยืนยันว่าเขาเป็นผู้จัดการ เขาบอกเพียงแต่ว่า เขาเป็น “ผู้นำเทคโนโลยี” เท่านั้น

เป็นคนที่มีความสามารถในการเลือกคนที่ดี ที่สุดเท่าที่จะหาได้มาร่วมงาน กระตุ้นเร่งเร้า และบ่มเพาะพวกเขาให้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ อยากเห็นและอยากได้

แต่สุดท้ายงานออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกอย่างทั้งภายนอกและภายใน สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้ตัดสินว่า “ใช่” หรือไม่

นั่น เป็น “วิถี” ที่กลายมาเป็น “ขนบ” แห่งแอปเปิล ทุกคนที่ทำงานกับเขามักเริ่มต้นจากการหงุดหงิด คับข้องใจ แต่ลงเอยด้วยการตระหนัก ภักดีและชื่นชมยกย่องถึงที่สุด

เอดวิน แคทมุลล์ ที่ร่วมก่อตั้ง พิกซาร์ มากับสตีฟ บอกว่า ทำงานอย่างสตีฟ มีวิสัยทัศน์อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องดื้อรั้น ยืนกราน เต็มไปด้วยทิฐิ มุ่งมั่น แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเปี่ยมด้วยศรัทธา และความอึด พร้อมกันไปด้วย

ความยิ่งใหญ่ของสตีฟ จ็อบส์ ส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในเข้าใจจนกระจ่างทั้งทางด้านเทคโนโลยีและ วัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างที่เรียกกันว่า “ป๊อปคัลเจอร์” เขาสามารถกำซาบทั้งสองประการเข้าไว้ในตัว หล่อหลอมมันเข้าด้วยกัน แล้ว “ผลิต” มันออกมาใหม่ในรูปแบบดุจเดียวกันกับงานศิลปะที่ลงตัว ไม่มีขาด ไม่มีเกิน

ข้อเท็จจริงที่ว่า สตีฟ จ็อบส์ เกิดและเติบโตมาพร้อมๆ กับอาการบานสะพรั่งของวัฒนธรรม “ขบถ” อย่าง “ฮิปปี้” ที่จำหลักอยู่หนักแน่นในย่านเบย์แอเรีย ของซานฟรานซิสโก สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในทุกๆ ย่างก้าวของการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ปลูกฝังความคิดใหม่ๆ และการมองโลกในแง่มุมใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งกลายเป็น “แก่น” สำคัญของผลิตภัณฑ์ยุคหลังทุกชิ้นของแอปเปิล

เขา เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยในยุคนั้นอย่างแนบแน่น ขนาดเคย “ออกเดท” กับ “โจแอน บาเอซ” ศิลปินระดับ “เจ้าแม่” ของบรรดาบุปผาชนทั้งหลายตั้งแต่วัย 20 เศษๆ

สตีฟ จ็อบส์ เคยกระทั่งใช้ “แอลเอสดี” ที่เป็นเสมือน “เครื่องหมายการค้าของยุคบุปผาชน” ซึ่งเขาบอกในภายหลังว่า ถือเป็นหนึ่งในสองสามอย่างที่สำคัญที่สุดที่เขาได้กระทำมาในชีวิตนี้

แอล เอสดีเป็นยาเสพติดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการหลอนรุนแรงที่สุด และทำให้เกิด “หลายอย่าง” ขึ้นกับสตีฟ จ็อบส์ ชนิดที่ไม่มีใคร-แม้แต่ภรรยาของเขาจะสามารถเข้าใจได้-หากไม่เคยใช้มัน

ครั้ง หนึ่ง เคยมีผู้สื่อข่าวขอให้เขาบอกสิ่งที่มีอิทธิพลชนิดไม่รู้จักจบสิ้นต่อ มนุษยชาติเท่าที่เคยมีการรังสรรค์ขึ้นมาในทรรศนะของเขาเอง

สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า หนึ่งนั้นคือ ไมโครชิป อีกหนึ่งคือ หนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ “เดอะ โฮล เอิร์ธ แคตตาล็อก” ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเมื่อปี 1960

และถูกยึดถือกันว่า เป็นเสมือน “คัมภีร์แห่งบุปผาชน” นั่นเอง

ความ “ง่าย” การเป็น “ขบถ” และความมี “รสนิยม” ส่วนหนึ่งของปรัชญาที่เป็นวิถีของฮิปปี้ในยุค 60 จำหลักอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ทุกชิ้นของสตีฟ จ็อบส์

เขาเน้นและ พูดถึง “รสนิยม” บ่อยครั้งมากพอๆ กับการให้ความสำคัญของคำถามที่ว่า “ถ้าเราทำเพื่อให้ตัวเองใช้ เราต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้” ที่กลายเป็นหลักในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลมาจนถึงทุกวันนี้

รีจิ ส แมคเคนนา นักการตลาดที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งแห่งซิลิคอน วัลเลย์ คนที่สตีฟเข้าไปปรึกษาเมื่อต้องการสร้างแบรนด์ “แอปเปิล” ให้แข็งแกร่ง บอกว่า การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คือ อัจฉริยภาพสูงสุดของสตีฟ จ็อบส์

สตีฟตัดทอนส่วนที่ซับซ้อนอย่างยิ่งของผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วย โครงสร้างวุ่นวายทางวิศวกรรมให้หลงเหลือเพียงส่วนที่ง่าย แต่งาม อย่างยิ่งไว้เท่านั้น

แอปเปิลไม่เคยทำวิจัยด้านการตลาด หรือผลวิจัยด้านการตลาดไม่เคยมีอิทธิพลใดๆ ต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล เหตุผลง่ายๆ ของเขาก็คือ ผู้บริโภคไม่มีหน้าที่ต้องมาคิดว่าตัวเองต้องการอะไร

ผู้ผลิตต่างหากที่ต้องคิดและทำออกมาให้ดีที่สุด ชนิดที่เมื่อทุกคนได้เห็นแล้วต้องชอบและปลาบปลื้มเมื่อได้เป็นเจ้าของมัน

วิญญาณ ขบถมีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวสตีฟ เขาออกนอกแนวทางดั้งเดิมในความคิดเรื่องธุรกิจเพลงโดยสิ้นเชิงด้วย ไอพอด และ ไอจูน เขาสร้างสรรค์วิธีการติดต่อสื่อสารและรูปแบบการใช้งานโทรศัพท์มือถือเสีย ใหม่และต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงด้วยไอโฟน

เขาไม่เพียงทำให้ “แท็บเล็ต” มีนิยามใหม่ด้วยไอแพด แต่ยังทำให้มันโดดเด่นจนบดบังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกเครื่องที่เคย ผลิตกันมา แม้แต่กระทั่งแม็คและแอปเปิลเอง

ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ ว่า ถ้าหากสตีฟ จ็อบส์ ยังคงอยู่ต่อไป เขาจะพลิกโฉมอะไร และอย่างไรไปอีกบ้าง-เพียงรู้ว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเท่านั้นเอง

หลัง มรณกรรมที่สตีฟ วอซเนียคอุปมาเอาไว้ว่า ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เหมือนเมื่อครั้งที่จอห์น เลนนอน ตำนานสี่เต่าทองถูกยิงเสียชีวิต แมท กัลลิแกน ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ เอาไว้ว่า

อาร์ไอพี-พักให้สงบเถิด สตีฟ จ็อบส์

“คุณเอื้อมมือมาแตะโลกอันแสนอัปลักษณ์ของเทคโนโลยี แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นโลกที่งดงามยิ่ง…

“ขอบคุณ”

 

หน้า 30,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน

อารมณ์ขันของ “มหาตมา คานธี”

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


มหาบุรุษของอินเดียที่คุ้นหูของคนไทย ดูเหมือนจะมีอยู่คนเดียว (ยกเว้นพระพุทธเจ้านะครับ) คือ คานธี

ส่วน อีกคนที่มีชื่อเสียงไม่แพ้คานธีคือ ดอกเตอร์อัมเบดการ์ คนไทยกลับไม่ค่อยรู้จัก ทั้งๆ ที่อัมเบดการ์คนอินเดียรู้จักดีและให้เกียรติสร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่รัฐสภา ในขณะที่คานธีไม่ได้รับเกียรติเช่นนั้น

คานธีชื่อเต็มของท่านคือ มหาตมา คานธี ไม่ใช่มหาตมะ คานธี ดังที่เขียนกันทั่วไป มหาตมา แปลว่า อาตมันอันยิ่งใหญ่ หรือ Great Mind

คาน ธีมีอารมณ์ขันด้วยหรือ? ใครๆ ก็คงสงสัยเช่นนี้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงคานธี คนก็นึกถึงภาพของผู้เคร่งครัดและเคร่งขรึม อยู่อย่างง่ายๆ มีไม้เท้าและผ้าเตี่ยวเป็นสัญลักษณ์ ถือมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด

คนธรรมดามิใช่ธรรมดาเช่นนี้แหละครับ ได้ใช้วิธีอหิงสาต่อสู้กับจักรวรรดิอังกฤษจนได้รับชัยชนะพาชาติของท่านไปสู่อิสรภาพมาแล้ว

คนเช่นนี้ไม่น่าจะมีอารมณ์ขัน

นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งได้ถามคำถามข้างต้นกับท่าน ท่านตอบว่า

หากไม่มีอารมณ์ขัน ผมคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว

ครับ “ขันไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก” คนที่เป็นใหญ่คับโลกอย่างท่านคานธี ย่อมต้องมีอารมณ์ขันเหลือเฟือแน่นอน ผมขออนุญาตนำอารมณ์ขันของท่านคานธีมาให้อ่านกัน ผมคัดมาจากไหน จะบอกในตอนท้าย

ได้ค่าเรื่องแล้วก็นำไปแบ่งให้ท่านเจ้าของเรื่องอีกต่างหาก (ว่าเข้านั่น)

อารมณ์ ขันเรื่องแรก (ที่เลือกมาให้อ่าน) มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมหาตมา คานธี ได้ออกนอกอาศรมไปเดินเล่นออกกำลังกายในเวลาเย็นตามที่เคยปฏิบัติ

มีนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเข้าไปไหว้แล้วถามว่า สัตบุรุษทรงศีลอย่างท่านตายไปแล้วคงได้ขึ้นสวรรค์แน่ ใช่ไหมครับ

ท่าน คานธีตอบว่า ตายแล้วผมจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ ไม่ว่าผมจะไปไหน คงมีพวกคุณไปยืนคอยต้อนรับผมโดยไม่ต้องสงสัย

นัก หนังสือพิมพ์กับคนใหญ่คนโตเป็นของคู่กัน ท่านเดินไปไหนก็จะถูกผู้สื่อข่าวรุมล้อมยื่นไมโครโฟนจ่อปาก ซักถามโน่นนี่ บางท่านถูกซักถูกต้อนมากๆ ก็แสดงอารมณ์ หาว่าถามน้ำเน่าบ้างล่ะ ถามนอกเรื่องบ้างล่ะ ซ้ำซาก ถามแต่ปัญหาปัญญาอ่อนบ้างล่ะ ถามคำถามแบบเสี้ยมเขาควายให้ชนกันบ้างล่ะ ฯลฯ แล้วแต่จะว่าไป

ครั้น ผู้สื่อข่าวไม่สนใจไปสัมภาษณ์ ก็รู้สึกเหงาหรือแสดงอาการกระฟัดกระเฟียด พูดกระเทียบเปรียบเปรยว่า เดี๋ยวนี้เราไม่เนื้อหอมเหมือนคนอื่นเขา เป็นยังงั้นก็มี (เสียล่วย)

บางคนเขาถามอะไรก็ตอบอยู่คำเดียว “ไม่รู้ ไม่ทราบ”

จำ ได้ว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้ว “ท่าน” คนหนึ่งถูกหนังสือพิมพ์ถาม ไม่ว่าเรื่องอะไร ท่านตอบว่า “ไม่ทราบ” ตลอด จนผู้สื่อข่าวคนหนึ่งซักต่อไปว่า “มีเรื่องอะไรบ้างที่ท่านทราบ” (เพราะเท่าที่ผ่านมา ท่านไม่ทราบอะไรเลย) เท่านั้นแหละคุณเอ๋ย “ท่าน” ผู้ยิ่งใหญ่ก็ออกท่าทางยักษ์ในวรรณคดีขึ้นมาทันที

คำตอบของท่านคานธี ต่อผู้สื่อข่าวนั้น ใครอ่านแล้วจะเห็นขันหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมมองในอีกแง่หนึ่งว่า ท่านตอบเป็นปรัชญาเสียดสีนิดๆ ว่าไม่ต้องถามดอกว่าผมจะไปไหน คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะคุณตามติดผมตลอดเวลา

กระบวนอารมณ์ขันแบบแสบๆ คันๆ ไม่มีใครเกินท่านปรมาจารย์แห่งซอยสวนพลู สมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกนักหนังสือพิมพ์ตั้งฉายาให้แปลกๆ แต่ละฉายาล้วนเป็นการละลาบละล้วงเกิน ไม่ให้เกียรติท่านในฐานะเป็นผู้นำประเทศ เช่น “เฒ่าสารพัดพิษ” และอะไรอีกหลายฉายา

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งก็คือ ท่านมิได้โกรธเลย ใครจะตั้งฉายาอะไรก็เชิญตามสบาย วันหนึ่งผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามท่านว่า ที่นักหนังสือพิมพ์ตั้งฉายาให้ท่านอย่างนั้น ท่านไม่โกรธบ้างหรือ ท่านตอบว่า

“คุณเอ๋ย หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง มันจะสึกหรออะไรนักหนา”

อารมณ์ ขันแสบๆ คันๆ อีกเรื่องหนึ่งของท่านคานธีก็คือ ครั้งหนึ่งท่านคานธีเดินทางโดยเรือเดินทางไปเข้าร่วม “ประชุมโต๊ะกลม” ที่ประเทศอังกฤษ ตามคำเชิญของรัฐบาลอังกฤษสมัยนั้น

ในเรือมีชาว อังกฤษคนหนึ่งซึ่งคัดค้านการต่อสู้เพื่อเอกราชของคานธีตลอดมา เขียนกลอนล้อเลียนและเหยียดหยามคานธี พิมพ์ใส่กระดาษหลายหน้า แล้วนำไปให้คานธีด้วยตนเอง

ท่านคานธีอ่านข้อความในกระดาษด้วยสีหน้า ปกติ ฉีกกระดาษทิ้งลงตะกร้า แต่ก่อนจะทิ้ง ท่านคานธีไม่ลืมที่จะแกะเข็มหมุดกลัดกระดาษเก็บไว้ในกล่องบนโต๊ะ

ชาวอังกฤษคนนั้นถามว่า มิสเตอร์คานธี ข้อความในกระดาษนั้นมันมี “สารประโยชน์” สำหรับคุณนะ ทำไมคุณฉีกทิ้งเสียเล่า

ท่านคานธีตอบว่า “ผมเก็บสาระ” ที่ติดอยู่กับกระดาษนั้นไว้แล้ว พูดพลางคานธีก็หยิบเข็มหมุดจากกล่องชูให้นายฝรั่งอังกฤษคนนั้นดู

แต่นั้นมา เจ้าหมอนั้นไม่ย่างกรายมาใกล้ท่านคานธีอีกเลย

ก็ หน้าแตกไปตามระเบียบนั้นแหละจ้า แตกตรงไหนหรือ ก็ตรงที่กระดาษเขียนข้อความยาวเหยียดเป็นปึกนั้นหา “สาระ” หรือแก่นอะไรมิได้เลย จะมีอยู่บ้างก็ “เข็มหมุดกลัดกระดาษ” นั่นแหละ

อีก เรื่องหนึ่ง (เรื่องสุดท้าย) คือ คานธีนั่งคุยอยู่กับข่าน อับดุล กัฟฟาร์ ข่าน ว่ากันว่าเป็นแขกปาทานรูปร่างสูงใหญ่ ถามท่านคานธีว่า เขาว่าเวลาท่านคานธีชอบใจหรือพออกพอใจอะไรมักตบหลังเขาแรงๆ ผมไม่เห็นท่านทำอย่างนั้นกับผมเลย

คานธีตอบว่า “ผมทำไม่ได้”

“ทำไมละครับ ท่านไม่ชอบผมหรือ”

“หามิได้” ท่านคานธีตอบ “ผมกลัวว่า ถ้าผมทำเช่นนั้น ท่านเกิดพิศวาสผมขึ้นมาตบหลังผมตอบบ้าง ก็พิการน่ะสิครับ”

ท่านมหาตมา คานธี ร่างเล็กออกอย่างนั้น ถูกท่านข่านตบหลังตอบอย่างเสน่หา คงต้องหยอดน้ำข้าวไปหลายวัน!

ที่ นำมาเล่าให้ฟังนี้ เป็นเพียง “หนังตัวอย่าง” จากหนังสือ อารมณ์ขันของมหาตมา คานธี ท่านอาจารย์กรุณา กุศลาสัย ปราชญ์ทางด้านการภารตวิทยาแปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาฮินดู สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล คีมทอง จัดพิมพ์ ค่อนข้างเก่าพอสมควร ไม่ทราบว่ายังพอหาได้อยู่บ้างรึเปล่า

อย่าลืมว่า ขันไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก ใครอยากเป็นใหญ่เป็นโต ก็หัดขันไว้ ขันบ่อยๆ เอาให้ชนะไก่ไปเลย เป็นอย่างนั้นซะล่วย

 

1 Comment

Filed under หนังสือพิมพ์มติชน