Category Archives: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

เสื้อแดงกับเพื่อไทย

กลายเป็นแม่น้ำสองสาย..ที่ไหลไปในทิศทางเดียวกัน แต่แยกกันเป็นสองเส้นทาง..มุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตยของไทย

แม่น้ำสายแรก คือ พรรคเพื่อไทย ในวันที่ได้ชัยชนะจากการเลือกตั้ง..เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง..

แม่น้ำสายที่สองคือ “คนเสื้อแดง”..มหาประชาชนที่หล่อหลอมรวมกันทำการต่อสู้กับอำนาจแปลกปลอมที่มาชุบย้อมประชาธิปไตยของประเทศ..

การต่อสู้ที่ประชาชนมือเปล่าๆ ก้าวเท้าดาหน้าเข้าหาอาวุธสงครามใต้คำสั่งของพรรคประชาธิปัตย์..ศพหนึ่งล้ม ลงไปต่อหน้า..คนเป็นก็อาสาเข้าเป็นศพต่อไป

มือเปล่าเอาชนะอาวุธสงครามได้..ก็เพราะจิตใจประชาธิปไตย..ที่หลั่งไหลไร้วันจบสิ้น..แถมยังมีแต่เพิ่มเติมเสริมจำนวน

กว่าประชาธิปไตยจะได้มา..ไม่ใช่ของง่าย..ซ้ำซากจำเจกันมาแล้ว หลายครั้งหลายหน..แต่มันก็ยังหมุนวนไปมาไม่รู้จาก

พรรคเพื่อไทย..อำนาจที่ท่านได้ไปเป็นอำนาจของประชาชน..ท่านจึงต้องใช้มันเพื่อประโยชน์ของมหาชน..พรรคเพื่อไทยถึงจะเติบใหญ่ต่อไปได้

พรรคเพื่อไทย..ชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม..หากเป็นประเทศอื่นมันก็เป็นชัยชนะยาวนานจนกว่าจะครบวาระ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว..มันยังเป็นแค่ประกายฟ้าแลบ

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า..ถ้านับเป็นวันของปี..มันก็แค่เศษ หนึ่งส่วนสามร้อยหกสิบห้า..อาวุธที่ท่านมี..ก็มีเพียงคะแนนในคูหาเลือก ตั้ง..

สำหรับคนเสื้อแดง..ชัยชนะของพรรคเพื่อไทย..ไม่ใช่ชัยชนะของคนเสื้อแดง..ชัย ชนะของคนเสื้อแดง..คือการสร้างประชาธิปไตยที่ถาวรขึ้นมาให้ได้ในประเทศนี้

มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่คิดว่ามันง่าย ภารกิจนี้ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐบาล..เพราะมันเป็นงานสร้างชาติปูรากฐานเพื่อนำไปสู่การเมือง แห่งอนาคต

เป็นอนาคตที่ให้การต่อสู้โดยที่ยังไม่รู้ว่าศัตรูคนต่อไปจะเป็นใคร

คนเสื้อแดงจึงจะต้อง..หล่อหลอมรวมกันเข้าให้เป็นน้ำหนึ่งเนื้อเดียวกัน..ตั้งแต่แกนนำแถวแรกไปจนถึงผู้มาที่หลังรั้งท้าย

ปฏิเสธมันทั้งสิ้นที่เป็นเผด็จการ..ถึงแม้ว่ามันจะเป็นลูกในไส้ที่เราให้กำเนิดมันมา

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สัญญาณอะไร

การถอนตัวจากการเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลแท้จริงจะเป็นอย่างไรก็ตามที…น่าจะเป็นสัญญาณที่ชวนให้ ต้องขบคิดอย่างจริงจัง

ก่อนหน้านั้น มีคนที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเลือกหลายคนด้วยกัน นอกจาก พ.อ.อภิวันท์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากคนเสื้อแดง และ ส.ส.ส่วนใหญ่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว…ก็มี นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่นซึ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานฯ คนใหม่

พ.อ.อภิวันท์ ได้แสดงความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ โดยบอกภายหลังทราบผลการเลือกตั้งเลยว่า…จะไม่ขอรับตำแหน่งรองประธาน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พ.อ.อภิวันท์ ได้ทำหน้าที่เป็นรองประธาน และเป็นที่ยอมรับกันทั้งฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้านว่า…

เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ยึดหลักความเป็นกลางและหลักกฎหมาย พยายามประสานงานให้การประชุมสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ

เป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกันว่า พ.อ.อภิวันท์ เป็นประธานการประชุมที่แม่นยำต่อข้อบังคับเป็นอย่างยิ่ง

ในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงนั้น พ.อ.อภิวันท์ มีความแนบแน่นอย่างที่สุด!

แต่อยู่ๆ พ.อ.อภิวันท์ก็แถลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า…ขอถอนตัวจากการเป็นผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานสภา ด้วยเหตุผลว่า…

แม้ระยะ 4 ปีที่ผ่านมาจะได้ทำหน้าที่รองประธานสภามาด้วยดี แต่เมื่อมี ส.ส.พรรคอื่นบางคน รวมถึงประชาชนบางส่วนมีความรู้สึกไม่สบายใจ

“หากผมมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร”

ดังนั้น เพื่อสร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายได้สบายใจ จึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้เข้าชิงประธานสภา

โดยพร้อมและยินดีที่จะทำงานในฝ่ายบริหารหรืองานใดๆ ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเห็นสมควร

แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า…การประกาศถอนตัวของ พ.อ.อภิวันท์ เกิดขึ้นภายหลังได้ไปหารือกับคนใกล้ชิดทีมงาน “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่า…บ้านเมืองขณะนี้กำลังเดินไปสู่แนวปรองดอง เรื่องใดเป็นปัญาอุปสรรคก็ต้องช่วยกัน

ในบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งเป็น “มวลชน” ของพรรคเพื่อไทยนั้น มีอยู่ 2 คนที่ผู้กุมอำนาจรัฐปัจจุบันหวาดระแวงและต่อต้านอย่างเต็มที่คือ พ.อ.อภิวันท์ กับ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ที่ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง พยายาม “ยื้อ” การรับรองการเป็น ส.ส.จนถึงวันสุดท้าย

และยังมีรายงานข่าวด้วยว่า…เพื่อ “ความรักสามัคคีและการปรองดอง”แกนนำเสื้อแดงจะไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีใด ๆ ในคณะรัฐบาล

ไม่น่าจะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า…ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ พ.อ.อภิวันท์ และ แกนนำคนเสื้อแดงอื่นๆ น่าจะเป็นสัญญาณให้คนทั่วไปได้ตระหนักว่า…ขณะนี้ได้เกิดอะไรขึ้น

และทุกคนสามารถประเมินได้ว่า…มันจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะนักประวัติศาสตร์สามารถบอกทันทีว่า เมื่อมีการทอดทิ้งและลืมมวลชน มันจะเป็นการเริ่มต้นของอะไร

จุดจบ หรือ รอยเกวียนจะซ้ำรอย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สายล่อฟ้า!!! หรือ หนังหน้าไฟ???

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่สำหรับการเมืองแบบไทย ในยุคที่ยังคงมีขั้วอำนาจแฝงฝังรากลึกอยู่เช่นนี้ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
อย่างเฉพาะแค่กรณีของนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 ของพรรคเพื่อไทย เพียงคนเดียวเท่านั้น ยังทำให้เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆได้อย่างมากมายไม่น่าเชื่อ
สะท้อนชัดเจนถึงความเข้มแข็งของระบบการเมืองไทยในขณะนี้ ว่าจริงๆแล้วมีความเข้มแข็งหรือไม่??? และถ้าหากว่ายังพอมีบ้างนั้น มีในระดับใด???
เพียงเพราะจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังไม่มีการรับรองสมาชิกภาพในการเป็น ส.ส.ให้กับนายจตุพร ก็กลายเป็นประเด็นสารพัดความคิดเห็นเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมากมาย
ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริง เพราะเอาแค่กรรมการ กกต. 5 คน ก็ยังมองเห็นไม่ตรงกันกันเลย 2 เสียงบอกว่ารับรองไปเลย ส่วนยังไงค่อยไปว่ากันทีหลัง
อีก 1 เสียงบอกว่าต้องใบแดงเท่านั้น ตัดสิทธิแล้วเลื่อนลำดับคนถัดๆไปขึ้นมาแทน
ในขณะที่อีก รายหนึ่งบอกว่า ให้สอบสวนต่ออีกเพราะยังไม่ชัดเจน ทั้งๆที่กรอบเวลาตามกฎหมายมีมากน้อยเพียงใด ก็รู้ๆกันอยู่
ส่วนเสียงสุดท้ายบอกว่า แบบนี้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ!!!
แค่ 5 คน 5 เสียง ยังขนาดนี้แล้วคนไทยทั้งประเทศ 60 เกือบ 70 ล้านคน จะไม่วุ่นได้อย่างไร จะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเมืองได้อย่างไร
และแน่นอนว่าเป้าหมายใหญ่ก็คือ กกต. และอีกเป้าหมายที่เป็นความเชื่อ ก็คือขั้วอำนาจที่วุ่นวายอยู่เบื้องหลัง… มีไม่มียากจะหาข้อพิสูจน์ แต่คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แล้วความเชื่อนั้นห้ามกันได้ที่ไหน แพล็บเดียวเหมือนไฟลามทุ่งไปแล้ว
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ขนานแท้
แน่นอนว่ามองในแง่ของบรรดาแฟนคลับ ของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งของผู้ที่สนับสนุนเลือกพรรคเพื่อไทย ก็จะเกิดความรู้สึกและอารมณ์ว่า อะไรกันนักหนา ไม่จบไม่สิ้นเสียที
ทำให้แม้แต่คนที่ตอนแรกก็ไม่ได้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่หวังที่จะเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าให้ได้ หลังจากที่หยุดนิ่งมาตั้งแต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้ว
เมื่อเห็นอาการสะดุดแบบแปลกๆเช่นนี้ ก็ยังอดรู้สึกคล้อยตามไปด้วยไม่ได้ว่า มีความพยายามที่จะไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลง่ายๆจริงเสียแล้วกระมัง
เนื่องจากตอนที่ลงสมัครเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ กกต.ก็รับรองคุณสมบัติไปแล้ว ก็เท่ากับว่าคุณสมบัติครบ แต่มามีปัญหาตอนที่ไม่ได้ไปเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม ซึ่งการไม่ได้ไป ไม่ใช่เจตนาจะไม่ไป ได้ยื่นคำร้องขอไปแล้วว่าจะขอไปเลือกตั้ง
แต่ไปไม่ได้ เพราะถูกจับกุมคุมขังอยู่
นั่นต้องหมายความว่า ในทางกฎหมายแล้วมีเจตนาที่จะไปเลือกตั้ง แต่ติดขัดด้วยความจำเป็นจริงๆ จึงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นน่าจะเข้าข่ายว่ามีเหตุจำเป็น จึงไม่ควรที่จะเสียสิทธิ!!!
แต่เมื่อย้อนมามองในมุมของ กกต. เอง ก็บอกว่าจะทำงาน จะพิจารณษแบบไม่รอบคอบ หรือพิจารณาส่งๆไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง จึงต้องทำให้ดูว่าเต็มที่ไม่มีงานเข้าอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน
อย่างไรก็ตามเพราะเกมยื้ออย่างนี้แหละ ที่ทำให้กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เพราะจู่ๆนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ก็ออกมาพูดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ผ่านทางสถานีโทรทัศน์สปิงนิวส์ ถึงกรณีรับรองความเป็น ส.ส.ให้กับนายจตุพร ว่า ที่ว่ากกต.จะยื้อนั้น จะยื้อเพื่ออะไร ต้องถามกลับว่ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องยื้อ ในเมื่อกรอบการรับรองคือ 1 เดือน ซึ่งก็จะครบในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นมุมมองของแต่ละคน
ในการโหวตเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม คะแนนที่ออกมาก็ไม่เป็นเอกฉันท์ และมี กกต.บางคนขอให้มีการสอบเพิ่ม แล้วเมื่อมีการสอบเพิ่มแล้วจะไม่ให้ได้มีการลงมติเลยหรืออย่างไร เพราะเมื่อมีการสอบเพิ่มก็จะต้องมีการลงมติ ดังนั้น จะมาบังคับ กกต.ไม่ได้ว่าจะต้องรับรองเดี๋ยวนี้ เวลานี้
ดังนั้น กกต.ต้องขอเวลาในการพิจารณาและคำสั่งของนายจตุพรต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเชื่อว่าไม่ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร จะต้องมีการฟ้องร้อง กกต.แน่นอน ซึ่ง กกต.แต่ละคนจะต้องมีเหตุผลว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ตอบคำถามของประชาชนได้ ซึ่งทุกท่านก็พร้อมที่จะเปิดเผยเหตุผลส่วนตัว
จึงยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ยื้อ และขอให้มอง กกต.ในแง่ดีบ้าง ที่ผ่านมา กกต.ก็ทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเลือกตั้ง
แถมยังบอกด้วยว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจ เพราะ กกต.ทำงานบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น เพราะถ้าเห็นเป็นอย่างอื่น กกต.ก็จะต้องถูกฟ้อง
แต่ประโยคที่ตามมา และเล่นเอาร้อนฉ่าไปทั้งสังคม ก็คือ
“ต่อให้มีการขู่ฆ่า จะเอาพวกเราไปฆ่าไปแกงอย่างไรเราก็ไม่กลัว เกิดมาจนอายุ 60 กว่ากันแล้ว ก็ใกล้จะตายกันอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าถ้าฆ่า กกต.ตายหมดทั้ง 5 คน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นในวันหรือ 2 วันนี้ คนเสื้อแดงต้องคิดให้ดีว่า ต้องการเผด็จการกลับเข้ามาหรือไม่ หรือต้องการประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง บ้านเมืองกำลังไปได้ด้วยดี เรายินดีที่จะเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล แต่ถ้าทำอะไรขึ้นมา รับรองว่ารัฐบาลปู 1 ไม่เกิดแน่ วันนี้พวกเราก็ไม่ได้มีใครมาดูแล ดังนั้น การกระทำแบบนี้จะให้นายจตุพรได้ออกจากคุกหรือไม่ ต้องคิดให้ดี ทำไมรออีกหน่อยเพื่อให้มีนายกฯหญิงไม่ได้ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็น่าสงสารที่จะไม่ได้นายกฯหญิง”นางสดศรีกล่าว
เมื่อถูกถามว่า แสดงว่าอาจมีการปฏิวัติใช่หรือไม่
นางสดศรีตอบว่า ปฏิวัติหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ถ้า กกต.ถูกทำร้าย แล้วนายจตุพรจะได้ออกจากคุกหรือ
เราไม่กลัวตาย แต่รัฐบาลปู 1 จะไม่เกิด ถ้ามีอะไรรุนแรง ถ้ามีการยกกองทัพประชาชนมากดดัน ตนจึงต้องการให้คนเสื้อแดงคิดให้ดี เพราะตอนนี้ใกล้ที่จะถึงฝั่งแล้ว แต่ถ้าจะเอาชีวิต กกต. แล้วเป็นเหตุให้ไม่มีรัฐบาลปู 1 ก็แล้วแต่
เพราะเมื่อคืนวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมามีคนโทรศัพท์มาข่มขู่ตน โดยโทร.มาเบอร์ส่วนตัว จนขณะนี้ตนไม่อยากที่จะรับโทรศัพท์แล้ว เพราะไม่ต้องการที่จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดเหตุรุนแรง
ที่น่าสนใจก็คือ นางสดศรีระบุว่าเป็นห่วงคนเสื้อแดง เพราะอาจมีการฉวยโอกาส ดังนั้นเราจะต้องประคองไปให้ดี เพราะที่ผ่านมา คนเสื้อแดงพูดว่าจะเผาบ้านเผาเมือง ที่นั่นที่นี่ แล้วตอนหลังก็มีการเผาจริง ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร
ดังนั้นคนพูดอาจไม่ได้ทำ คนทำอาจไม่ได้พูด
ถ้าหากคนเสื้อแดงพูด แล้วเกิดมี กกต.ตายขึ้นมา ทั้งที่ไม่ใช่ฝีมือของคนเสื้อแดงก็ได้ เพราะมีคนจ้องที่จะฉวยโอกาสอยู่ ประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็น ใครเผาเมือง ก็ยังไม่มีคำตอบ ดังนั้น อย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย แต่ยืนยันว่าเราไม่กลับ และยอมรับชะตากรรม แต่อย่าให้ใครมาฉวยโอกาสแทน เพราะการพูดไปเรื่อยๆ
เล่นเอาร้อนฉ่าขึ้นมาในทันที ว่านางสดศรีกำลังเล่นบทอะไร เป็นกังวลจริงๆ หรือว่าโดนผลักให้ออกมาเป็นสายล่อฟ้า!!!
เพราะกระแสข่าวลือเรื่องการปฏิวัติจนถึงวันนี้ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ
อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง ก็ออกมาพูดทำนองว่านางสดศรีวิตกจริตจนเกินไปหรือไม่ เพราะแม้คนเสื้อแดงจะข้องใจที่ กกต.แขวนนายจตุพร ในฐานะแกนนำ นปช. เพียงคนเดียว โดยเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด แต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดทำเช่นนั้นแน่นอน
ที่ผ่านมาแกนนำก็ได้พูดกับสมาชิกคนเสื้อแดงให้ใจเย็นๆ ได้มีการปราม ข้อร้องทุกเวที ปรามว่าอย่าไป กกต. ถ้าจะมาก็ให้มาที่เรือนจำ มากดดันนายจตุพรว่า ทำไม่ไม่ออกมาเสียที ทั้งที่ประชาชนเลือกมา 15.7 ล้านเสียง
แต่ที่สงสัยคือประเด็นที่ว่า จะมีการใช้อำนาจนอกระบบนั้น จริงหรือ???
และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนายจตุพรเพียงคนเดียว ทำไมไปไกลถึงขนาดนั้นได้
แต่ขอยืนยันว่า แม้ว่า กกต.จะไม่รับรองนายจตุพร ก็จะดำเนินการตามแนวทางของกฎหมาย จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือกฎหมายอื่นที่มากกว่านั้น
พร้อมกับเตือนเรื่องที่อาจจะมีคนฉวยโอกาส เป็นพวกมือที่ 3 ว่า นางสดศรีควรที่จะหากล้องซีซีทีวีมาติดที่บ้าน เชื่อว่าที่ กกต.คงจะมีแล้ว และถ้าพบว่าใครผิดก็จับกุมมาดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที เพราะเชื่อว่าคนเสื้อแดงไม่ทำกริยาที่ฉุนเฉียว โมโห หรือเกรี้ยวกราด เพราะขณะนี้คนเสื้อแดงมีวุฒิภาวะที่สูงมาก ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวถึงกรณีข่าวจะมีคนขู่ลอบทำร้าย กกต. และอาจบานปลายจนถึงการยึดอำนาจ ว่า ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าประชาชนโดยเฉพาะคนเสื้อแดงไม่มีความคิดหรือการเคลื่อน ไหวข่มขู่คุกคามใดๆ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.และที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ก็เป็นรูปธรรมชัดแจ้งว่าไม่มีการกระทำดังกล่าว แต่อย่างใด
ดังนั้น หากมีการข่มขู่คุกคามก็จะไม่ใช่ประชาชน แต่จะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ถูกคุกคามน่าจะได้แจ้ง ต่อเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนการปฏิวัติยึดอำนาจ คิดว่าจนถึงวันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก ในเมื่อหลังการเลือกตั้ง บ้านเมืองเดินไปตามกลไกประชาธิปไตย รัฐบาลชุดใหม่กำลังขับเคลื่อนนโยบายไปถึงประชาชนก็ไม่น่าจะมีเหตุปัจจัยใดๆ ที่จะทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว
ขนาดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งยืนคนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ก็ยังอดออกปากไม่ได้ว่า อยากให้ กกต.ทุกคนระวังคำพูด เพราะคำพูดเช่นนี้จะไปกระเทือนกองทัพให้ต้องมานั่งตอบคำถามในเรื่องที่เขา ไม่ได้เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นในยุคนี้
นอกจากนี้ยังจะไปตอกย้ำความเชื่อของประชาชนว่าทำไมบ้านเมืองยังมีปัญหาเหล่านี้อยู่
สิ่งที่ กกต.ต้องทำให้เห็นคือ การทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง ใครใช้วิธีการไม่ถูกต้อง ในการข่มขู่ คุกคาม กดดันว่าจะใช้ความรุนแรง ควรจะตอบโต้ด้วยเรื่องกฎหมาย มากกว่าจะบอกว่าการเมืองจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ในขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ กล่าวว่า ตนเองขอปฏิเสธกรณีที่มีข่าวระบุว่า เป็นผู้บงการให้คนเสื้อแดงไปข่มขู่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้กระทั่งโทรศัพท์ไปข่มขู่ก็ไม่เคย
เชื่อว่าการที่ นางสดศรี ระบุว่า มีคนโทรไปข่มขู่ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงแน่
และการที่ออกมาพูดเช่นนี้ เป็นการรับผิดชอบน้อยไปหน่อย คนเป็นผู้ใหญ่ควรต้องนิ่ง
การพูดช่วงนี้เป็นลักษณะผิดปกติ ตีปี๊บเกินเหตุ
และหากในวันสุดท้ย กกต. ยังไม่มีการรับรอง นายจตุพร อีกจริงๆ ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวมวลชน แต่จะดำเนินการทางกฎหมาย ฟ้องร้องเอาผิด กกต. ทั้งคณะ
ฉะนั้น ดูกันตามเนื้อผ้าแล้ว งานนี้ทำไปทำมานอกจากจะถูกมองได้ว่าหรือจะเป็นสายล่อฟ้าแล้ว เมื่อมาเจอปฏิกริยาสะท้อนกลับเช่นนี้ ก็ยังมองได้ว่า งานนี้มีสภาพเป็นหนังหน้าไฟไปแล้วเต็มๆ
แต่ในประเด็นมือที่ 3 ที่จะสวมรอยคนเสื้อแดงกระทำการอะไรต่างๆนาๆเพื่อเป็นการใส่ร้ายนั้น ก็เป็นเรื่องที่พึงรับฟังไว้ด้วยเหมือนกัน
เพราะอำนาจไม่เข้าใครออกใคร…
ที่สำคัญสำหรับคนบางคนบางประเภทแล้ว
เพื่อรักษาฐานอำนาจเอาไว้ สามารถทำอะไรก็ได้อย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

กกต. ช่างกล้า ! แขวน “จตุพร”- ปล่อย “ณัฐวุฒิ-เจ๊วา”

ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เพิ่มเติมอีก 94 คน ทำให้มีจำนวน ส.ส.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 496 คน โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง และ นางพรทิวา นาคาศัย รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม มติของ กกต.ปรากฏว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำไม่ได้รับการพิจารณาให้รับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.นอกจากนี้ กกต.ยังได้มีคำสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่เขต 1 จังหวัดยะลาด้วย

นอกจากนั้น กกต.ยังมีมติสั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) 2 เขต คือ ที่เขต 3 จ.สุโขทัย ซึ่ง นายจักรวาล ชัยวิรัตนุกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 และ หนองคาย เขต 2 ซึ่งมี นายสมคิด บาลไธสง จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1

จนถึงขณะนี้ กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.เกิน 95% แล้ว สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาคนใหม่ต่อไป

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ทบ. ผลาญงบประเทศ ซื้อ ฮ.ใหม่ ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา !

กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ระบุว่า จะเปลี่ยน ฮ.ฮิวอี้ (ฮท.1) และต้องการซื้ออีก 30 กว่าลำ เพื่อทดแทน ฮท.1 ที่ตก แต่ก็ยังไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝากไปยังรัฐบาลใหม่ในการดูแล

พร้อมทั้ง ชี้หน้านักข่าวและพูดว่า “กองทัพบกใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ตนถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องจึงต้องขออภัย ถ้าหากว่าดุเดือดไปนิดหนึ่ง แต่ปกติแล้วจะเป็นคนใจดีไม่มีอะไร”

ล่าสุด พล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมย์ อดีตผู้บังคับการเรือ ร่วมพูดคุยถึงกรณีเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำของกองทัพบกตก

โดย พล.ร.ท.ประทีปกล่าวว่า หลักการในการเดินเรือกับการเดินอากาศเหมือนกัน เพียงแต่ว่าหลักการในการเดินอากาศ อัตราการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะสั้นกว่า จบชีวิตเร็วกว่า ที่เหมือนกันก็คือจะมององค์วัตถุ องค์บุคคล องค์ยุทธวิธี และองค์สิ่งแวดล้อม

องค์บุคคล ต้องยอมรับว่านักบินเฮลิคอปเตอร์ ศูนย์การบินพลเรือนเป็นเครือข่ายใหญ่ในการฝึก ซึ่งตนก็ได้ติดตามการแถลงของ ผบ.ศูนย์การบินทหารบก ฟังแล้วค่อนข้างเชื่อมั่นว่าองค์ประกอบของการสร้างคนของศูนย์ฝึกการบินทหาร บก น่าเชื่อถือ ทีนี้ต้องมาดูการฝึก อย่างน้อยตนวิจารณ์เพื่อให้กองทัพกลับไปดูว่าเมื่อศูนย์ฝึกของกองทัพบกถือ ว่าสุดยอดของประเทศแล้ว ก็ต้องไปดูการฝึกที่ผลิตนักบิน เป็นนักบิน ฮ.ที่มีคุณภาพจริงหรือไม่อย่างไร

ต่อไปองค์บุคคล ต้องดูประสบการณ์ แม้แต่ละคนมีชั่วโมงการบินสูงมาก 1,000-3,000 ชั่วโมง แต่ก็ต้องดูว่าชั่วโมงบินที่เกิดขึ้น เกิดจากพื้นที่ใด ว่าเกิดจากพื้นที่ราบหรือพื้นที่ยากที่เป็นภูเขาสูงชัน ชั่วโมงบินกับประสบการณ์ถ้ามาเทียบกันแล้ว ชั่วโมงบินมากอาจไม่เกิดประโยชน์ เพราะไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ปฏิบัติการ

ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุเป็นข้อจำกัดที่สูงมาก และเป็นภูมิประเทศที่สาหัสสากรรจ์ ทำไมถึงมีลมตกเขา มีลมกระชากขึ้นข้างบน แสดงว่าพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ซึ่งอันตรายสูง เมื่อภูมิประเทศเป็นอย่างนี้ พื้นที่ในการบินก็จำกัด

พล.ร.ท.ประทีปกล่าวอีกว่า เราจึงเห็นว่าทำไมฮ.ของกระทรวงเกษตร และกระทรวงทรัพย์ฯ ไม่มีปัญหา เพราะเป็น ฮ.ตัวเล็ก ใช้พื้นที่ในการลงจอดน้อย และเขาเข้าไปช่วงหลังที่สภาพอากาศดีแล้ว ดังนั้นที่บอกว่านักบินกองทัพบกฝีมือสู้ฝ่ายพลเรือนไม่ได้ ขอยืนยันว่าไม่ใช่

ต่อไปคือเรื่ององค์วัตถุ การทำแผนครั้งนี้กองทัพบกมี ฮ.3 รุ่น อายุการใช้งานต่างกัน 9 ปี 10 ปี 20 ปี แต่ 3 รุ่น ตกเหมือนกันหมด ฉะนั้นต้องไปดูระบบการบำรุงรักษา ว่าได้เป็นไปตามที่วางไว้อย่างเคร่งครัดหรือไม่

มาที่องค์ยุทธวิธี เชื่อว่าผู้บัญชาการได้กำหนดยุทธวิธี แผนปฏิบัติอย่างรอบคอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมาเกี่ยวข้องด้วยคือสภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งภายใน และภายนอก ภายในคือภารกิจที่ได้รับมอบ ว่ามีความกกดดันสูงหรือไม่ ภายนอกคือ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศ

“เหตุการณ์ครั้งนี้ เมื่อติดตามจากข่าว ปัจจัยที่มีผลกระทบเชื่อว่าน่าจะมาจากภารกิจสภาพสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยภูมิประเทศและภูมิอากาศ เชื่อมั่นว่าประสิทธิภาพบุคคลสอบผ่าน แต่คนของผู้ตัดสินใจผมไม่ทราบ” พล.ร.ท.ประทีปกล่าว

ทางด้าน พล.อ.อ.เทอดศักดิ์กล่าวว่า เรื่องเรดาร์เป็นเรื่องที่ถกกันมาก และท้วงติงกันว่าเครื่องบินที่ตกไม่ได้ติดเรดาร์ตรวจอากาศ อันนี้ตนค่อนข้างเห็นใจกองทัพ แต่ท่านไม่ออกมาชี้แจงให้มันชัดเจน มันก็เป็นผลให้ถูกโจมตีได้ เพราะการซื้อเครื่องจะเอาอะไรก็ได้ถ้ามีเงินเยอะ จะติดทุกอย่างก็ได้

แต่ถ้ามีเงินน้อยอย่างประเทศไทย ต้องคำนึงถึงภารกิจ ว่าจะเอาไปใช้อะไรจำเป็นแค่ไหน เพราะอุปกรณ์แต่ละชนิดมันแพง ยกตัวอย่างเช่นแบล็กฮอว์ก หรือเบลล์ 212 และฮิวอี้ เป็นเครื่องบินขนส่งทางยุทธวิธี คือเฮลิคอปเตอร์ที่ซื้อมามันเป็นอเนกประสงค์แล้วแต่ว่าเราจะใช้ทำอะไร แต่ส่วนใหญ่เราใช้ในการขนส่งลำเลียงทางอากาศ

ทีนี้แบล็กฮอว์กเป็นเครื่องบินที่สหรัฐฯ ออกแบบมา เป็นเครื่องบินที่มีความคงทนแข็งแรง และได้รับการยอมรับที่สุด ทีนี้จุดประสงค์ของเราคือใช้ในการขนส่งลำเลียงทางอากาศ การที่จะติดเรดาร์ตรวจอากาศเข้าไป ต้องเข้าใจว่าปกติเรดาร์ตรวจอากาศใช้ในเครื่องบินใหญ่ๆ เพื่อความปลอดภัยในการบินระยะไกล เพื่อมองออกไปข้างหน้าว่ามีฝนตก มีเมฆมากหรือไม่

แต่ถ้าเป็น ฮ.ซึ่งใช้ลงในพื้นที่จำกัด อย่างที่ตกที่เพชรบุรี มันเป็นที่จำกัดและแคบๆ เรดาร์ตรวจอากาศไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร เพราะเรดาร์ตรวจอากาศจะบอกเฉพาะฝนตกมากตกน้อย เมฆหนาทึบเท่าไหร่ แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนและเป็นเมฆอย่างที่เกิดเหตุ ถึงมีเรดาร์ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่

เพราะนักบินต้องเข้าไปพื้นที่ที่จำกัด สภาพอากาศทั่วไปก็แย่อยู่แล้ว อากาศก็บาง ฉะนั้นความมุ่งมั่นของนักบินตรงนั้นก็จะมุ่งไปที่การนำเครื่องบินขึ้นหรือลง เพื่อความปลอดภัย ถามว่าถ้าติดเรดาร์ตรวจอากาศมันก็จำกัดแค่ตรงนั้น เพราะมันเป็นพื้นที่จำกัดเป็นแอ่งมีภูเขา หากใช้เรดาร์เพื่อกวาดให้เห็นพื้นที่ไกลๆก็ไม่มีประโยชน์

ฉะนั้น ที่วิจารณ์กันว่าไม่ติดเรดาร์เพราะมีการทุจริต เป็นการพูดที่เกินเลย ซึ่งตนก็เชื่อว่าอเมริกาเอง แบล็กฮอว์กก็ไม่ได้ติด ยกเว้นบางภารกิจเท่านั้น อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกองทัพ ส่วนที่ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่ อันนั้นกองทัพต้องชี้แจง

“กรณีที่ ผบ.ทบ.ออกมาบอกว่าต้องซื้อ ฮ.ใหม่ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับตรงนี้ แต่เรื่องอยากได้อาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับ บัญชา เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัจจัยของมันไม่ใช่ว่าเราซื้อของใหม่มาแล้ว ถ้าดูแลไม่ดี บริหารไม่ดีมันก็อาจมาเข้ารอยเดิม ปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้คือ เมื่อเรามีอยู่แล้ว ถ้าเป็นของเก่า ก็ต้องให้ความสนใจในการซ่อมบำรุงให้มากขึ้น ให้มันละเอียดมากขึ้น ผมยังยืนยันว่าเครื่องบินเหล่านี้ถ้าได้ซ่อมตามกำหนดระยะเวลา มันยังใช้ได้ แต่ยังไงก็ตามถ้ามีเงินเปลี่ยนของใหม่มันต้องดีกว่าแน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยถ้ามีเงินก็ยินดี” พล.อ.อ.เทอดศักดิ์กล่าว

พล.อ.อ.เทอดศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า เวลาเกิดอุบัติเหตุก็เป็นที่เสียใจของครอบครัวและกองทัพอยู่แล้ว การที่จะออกมาวิจารณ์ ต้องนึกถึงข้อนี้ด้วย ในฐานะที่ตนมีประสบการณ์เรื่องนี้มา ขอเรียนว่าสภาพอากาศเป็นตัวปัจจัยหลัก

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

เตือนสติใคร

อดสงสัยไม่ได้ว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขียนเฟซบุคหัวข้อ “เดินหน้าประเทศไทยกับภารกิจรัฐบาลใหม่”เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ศกนี้ออกมาทำไม

รวมทั้งอดสงสัยไม่ได้ว่…ขณะที่เขียนเรื่องนี้ คุณอภิสิทธิ์ยังมีสติสตังครบถ้วนบริบูรณ์ดีอยู่หรือเปล่า

เพราะคนที่มีสุขภาพจิตดีเขาจะไม่ทำกัน

ก่อนอื่นเรามาลองพิจารณาข้อเขียนของคุณอภิสิทธิ์กันก่อน ซึ่งคุณอภิสิทธิ์เขียนว่า…คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ก่อนวันที่ 11 สิงหาคมหลังการแถลงนโยบาย

ซึ่งสิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการให้เดินหน้ามากที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องกับการปรองดอง

ประชาชนคาดหวังสูงมากจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ว่า ค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มเป็น 300 บาททันทีทั่วประเทศ เงินเดือนคนจบปริญญาตรีจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาททั้งในภาครัฐและเอกชน

ราคาข้าวจะอยู่ที่ 15,000 บาท น้ำมันเบนซินจะลดลงลิตรละ 7 บาท ดีเซลลดลงลิตรละ 2 บาท นโยบายเหล่านี้ถือเป็นสัญญาประชาคม

คุณอภิสิทธิ์เขียนต่อไปว่า…หันมาดูเรื่องปรองดอง สิ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองอย่างง่ายๆคือ ลดการเผชิญหน้าและการแบ่งแยกประชาชน

ถึงเวลาที่จะสลายหมู่บ้านแดงได้แล้ว หมดเวลาที่จะใช้มวลชนไปกดดันองค์กรอิสระ สิ่งที่ไม่ควรทำและควรเลิกคิดได้แล้วคือการหาทางนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ

อ่านแล้วก็งงว่า…คุณอภิสิทธิ์เขียนมาได้ยังไง

ประการแรก คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีมา 2 ปี เป็นเวลา 2 ปีที่ประชาชนคนไทยต้องประสบภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงขั้นต้องแย่งกันซื้อน้ำมันพืช ราคาหมู ไข่แพงลิบ

น้ำมันเบนซินและดีเซลแพงหูฉี่ ทั้งที่สมัยก่อนราคาน้ำดิบบาเรลละ 140 เหรียญ แต่ราคาก็ไม่แพงเท่าเวลานี้ คนทำงานรับจ้างทำอย่างไรก็ไม่พอกิน ไม่ต้องคิดที่จะไปมีลูกมีผัว

คนไทยจึงปฏิเสธรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ที่พวกเขาเห็นว่าบริหารประเทศไม่เป็น แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แถมยังมีแต่ข่าวการคอรัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง

แล้วหัวหน้ารัฐบาลที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างย่อยยับ ดันมาเขียนบทความอบรมสั่งสอนคนที่ประชาชนเลือกเข้ามามาแก้ปัญหาว่า…ควรจะ บริหารประเทศอย่างไรดี

อมิตตะพุทธ

ประการที่สอง คุณอภิสิทธิ์บอกว่า…ต้องลดการเผชิญหน้า เลิกการแบ่งแยกประชาชน สลายหมู่บ้านเสื้อแดง เลิกกดดันองค์กรอิสระ เลิกคิดช่วยคุณทักษิณ จึงจะเกิดการปรองดอง

ต้องถามคุณอภิสิทธิ์ว่า…ที่บ้านเมืองมันแตกแยกจวนเจียนจะเกิดสงครามกลางเมืองอยู่รอมร่อ มันเกิดจากฝีมือและนโยบายของใคร

คุณอภิสิทธิ์กำลังด่าตัวเองอยู่หรือเปล่า

เป็นความจริงที่ว่า…คนไทยส่วนใหญ่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งในอดีต แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่ทำผิดโดยสั่งปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนจะสมควรได้รับการอภัย

ในเฟซบุ๊ควันนั้นคุณอภิสิทธิ์เขียนสรุปว่า “เรามีโอกาสแล้ว รัฐบาลใหม่อย่าทำลายโอกาสนี้ ประเทศไทย ประชาชนไทย ไม่ต้องการวิกฤตอีกรอบ”

ถูกแล้วครับ เรามีโอกาสแล้วที่จะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น นำประชาธิปไตยแท้จริงมาสู่ประเทศไทย ฟื้นคืนหลักนิติรัฐและนิติธรรม เอาคนทำผิดขึ้นสู่การพิจารณาคดี

มิฉะนั้นมันจะเกิดวิกฤตอีกรอบอย่างแน่นอน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

บทเรียน

วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่น่าจะกล่าวถึง 3 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกเกิดขึ้นตอนเที่ยงคืน เป็นการฉลองเอกราช “สาธารณรัฐซูดานใต้” ประเทศเกิดใหม่ล่าสุดลำดับที่ 193 ของโลกที่มีประชากร 8.5 ล้านคน

สาธารณรัฐซูดานใต้ เกิดขึ้นภายหลังสงครามกลางเมืองที่ยาวนานมากว่า 50 ปี เป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่เหี้ยมโหดทารุณ คร่าชีวิตผู้คนนับล้านในประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของอัฟริกา และใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก

เฉพาะอย่างยิ่ง”การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุแห่งดาร์ฟูร์”

เป็นบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า…เสรีภาพย่อมเกิดจากการต่อสู้ ไม่สามารถมุ่งจากหวังจากความเมตตาปรานีของคนอื่น

เรื่องที่ 2 เป็นการถึงแก่กรรมของ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ปูชนียบุคคลแห่งวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย เมื่อเวลา 05.30 น. ณ รพ.ราชวิถีด้วยโรคชรา ขณะที่มีอายุได้ 100 ปี 1 เดือน 8 วัน

ท่านเป็นผู้บุกเบิกโครงสร้างการแพทย์ชนบทเพื่อชาวชนบทอย่างแท้จริง เป็นแพทย์ที่ผ่าตัดแยกร่างแฝดสยามสำเร็จเป็นรายแรกของภูมิภาคเอเชีย ตลอดชีวิตท่านเป็นบุคคลที่คนไทยยอมรับว่า…สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ

ช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านสั่งเสียไว้ดังนี้

1.หากเป็นอะไรไปให้จัดงานศพอย่างเรียบง่าย ไม่สุรุ่ยสุร่าย โดยจัดเป็นงานศพสีชาว

2.ไม่อยากให้ไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร

3. หากลูกๆได้รับราชการหรือเป็นนักการเมือง ขอให้คิดเสมอว่า เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพขอให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือขอให้นึกว่าเราเป็นผู้รับใช้แผ่นดิน ขอให้รักษาประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าของตัวเอง

เป็นบทเรียนว่า…คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ตายไปแล้วคนยังยกย่องบูชา

เรื่องที่ 3 วันที่ 8 นั้น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ให้สัมภาณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ซึ่งจั่วหัวข่าวว่า “บัญชีแดง น้ำตาธาธิต”

โดยบรรยายว่า…เขาให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาเอ่อล้นว่า “คนที่เป็นอธิบดีซี 10 ก็เป็นช่วงของการได้รับเกียรติ สบายหน่ะ ยกเว้นอธิบดีดีเอสไอคงไม่ใช่ จะทำไงได้ต้องเป็นไปอย่างนี้”

เขาบอกว่าสองปีที่ผ่านมา ดีเอสไอได้รับมอบหมายจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคณะกรรมการคดีพิเศษ โดยการร้องขอจาก ศอฉ. ให้ทำคดีใหญ่สองคดี

คดีเหตุการณ์ความไม่สงบ และคดีล้มเจ้า

ซึ่งนายธาริตบอกว่า…เป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ ในความเห็นของ นายธาริต คดีดังกล่าวเกิดจากการชุมนุม เผาบ้านเผาเมือง ทหารไปทำหน้าที่ถูกฆ่า ตำรวจถูกยิง ประชาชนไปร่วมชุมนุมไม่รู้เรื่องก็ต้องถูกลูกหลง

ซึ่ง นปช. ถูกจับกุมคุมขังในข้อหาก่อการร้ายทั้งสิ้น 275 คดี ล่าสุดกำลังทำคดีที่มีการกล่าวหาว่า…ว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรให้การเท็จคดีซุกหุ้นของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร

นายธาริต กล่าวว่าคนอื่นถ้ามาทำหน้าที่อย่างนี้ก็ต้องทำเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ จะเกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต ไม่ใช่รับนโยบายฝ่ายการเมือง ไม่ใช่เหยียบเรือสองแคม

“ผมต้องรับสภาพครับ ฝ่ายการเมืองคือฝ่ายบริหารประเทศมีสิทธิ์ย้ายเราได้ตามความเหมาะสม เมื่อพ้นหน้าที่ก็ไปทำเรื่องอื่น ที่พูดไม่ได้ท้าทายนะครับ”

อ่านคำสัมภาษณ์แล้วจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิ์คิด และสามารถไม่ตั้งคำถามว่า…ทำไมอธิบดี อัยการ หรือฝ่ายรักษากฎหมายตำแหน่งอื่นๆ จึงไม่เดือดร้อนเหมือนอธิบดีดีเอสไอ

ไม่ต้องถามว่า…ทำไมธาริตจึงได้เป็นอธิบดีดีเอสไอ และสิ่งที่ธาริตบอกว่า เราต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นมันเป็นจริงหรือไม่

หรือว่าแท้จริงแล้วมันเป็นแค่มี การเลือกใช้กฎหมาย ตามใจชอบของข้าราชการที่ทำงานรับใช้นักการเมืองอย่างสุดหัวใจ เพื่อประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่คิดถึงความถูกต้องชอบธรรมตามหลักนิติรัฐนิติธรรม

เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนว่า…ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จะไม่ทุกข์ยากเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการมีข้าราชการเลวๆ นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว บ้านเมืองจะมีแต่ความทุกข์ยากวุ่นวายไม่มีสิ้นสุด

ขณะที่คนเคารพกราบไหว้หมอเสม…ก็ต้องมีคนสาปแช่งคนบางคนทั้งที่ยังไม่ตาย

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

“ทักษิณ” จัดงานวันเกิด 62 ปี ที่เกาะบาหลี เฉพาะครอบครัว

รายงานข่าวแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า กำลังคิดที่จะจัดงานวันเกิดครบรอบ 62 ปีของตนเองในวันที่ 26 ก.ค. ที่หมู่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ที่ไปร่วมงานนั้นจะมีเพียงลูกและเครือญาติที่ใกล้ชิดเท่านั้น โดยจะไม่รับแขกนอก สำหรับแกนนำพรรคเพื่อไทยได้เตรียมที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ แทน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ปูดภาพลับฝึกชายชุดดำในร.11 แฉกลางศาลแต่งทหารพรานบอมบ์ห้าง

ผู้อ้างตัวว่าเป็น”ทหารแตงโม” ได้ถ่ายภาพไว้ได้ในค่ายทหารราบที่ 11 เป็นภาพการฝึกยุทธวิธีรบในเมืองให้ชายที่แต่งเป็นชุดดำ ใน 3 ภาพบน โดยอ้างว่าเป็นการฝึกเล่นBB GUN ก่อนลงมือปฏิบัติการในช่วงการชุมนุม 10 เมษายน -19 พฤษภาคม 2553

“ที่ราบ 11 บางเขน จะมีสนามฝึก กลุ่ม บีบี กัน มีมาหลายปีแล้ว แต่ช่วงที่เกิดเหตุการณ์สลายแดงที่แยกคอกวัว ปรากฏว่าไอ้เทือกนำลูกน้องจากสุราษฎร์ มาฝึก บีบีกัน ประมาณ 20 คน ฝึกอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่ไม่มีใครเอะใจ พอมาเกิดเหตุการณ์ชายชุดดำที่ไอ้เทือกออกมายืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่า เป็นคนยิง จนท.และกลุ่มเสื้อแดง พร้อมมีหลักฐานรูปถ่าย ก็เลยทำให้พวกนายพลบางคน เริ่มคิดออกว่า แผนนี้ลึกซึ้งมาก” ทหารแตงโมที่ไม่เปิดเผยนามระบุที่มาของภาพ

“ดูแล้ว มันก็เป็นไปได้ เพราะการฝึก บีบีกัน มันเป็นลักษณะแบบล่าสังหาร ปืนก็เหมือนกับของจริงทุกอย่าง ดังนั้นถ้าลงมือปฎิบัติการจริง ก็เพียงแต่เอาปืนของจริงให้มันไปคนละกระบอก มันก็เอาไปใช้ได้เลย ซึ่งตอนนั้นมันจะเอาซักกี่กระบอกก็ได้ ขนาดเอามาโชว์เป็นสิบๆกระบอกที่หาว่ายึดมาจากคนเสื้อแดงมันยังทำได้ และน่าจะเป็นปืนล๊อทที่เอามาโชว์ให้บรรดาทูตต่างประเทศที่ ราบ 11 ด้วย “ทหารแตงโมเผย

แต่ไม่ได้บอกว่ารายนี้คือใคร แต่ได้ให้ความเห็นว่า “เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลใหม่สั่งให้สันติบาล ดีเอสไอคนใหม่ สืบสวนให้ดี จนสามารถลากคอชายชุดดำออกมาซักตัว รับรองเรื่องแตกแน่ เสร็จแน่ จะไปขุดรูอยู่ไหนก็คงไม่รอด”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เมื่อ 19 ก.ค.54 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้องพิจารณาคดี 501 มีการสืบพยานโจทก์ในคดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ คดีหมายเลขดำที่ อ.2478/2553 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นาย สายชล แพบัว อายุ 28 ปีอาชีพรับจ้าง และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 26 ปี อาชีพรับจ้าง ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันเผาทรัพย์โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของผู้อื่นเป็นเหตุให้บุคคล อื่นถึงแก่ความตาย

โดยมีการสืบพยานโจทก์ 3 ปาก ได้แก่ นายธีรพงษ์ เมธาพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างของห้างเซ็น , นางนงเยาว์ ฟูพรรณ เลขานุการผู้จัดการห้างเซ็น สาขาราชประสงค์ และนายชูพันธ์ อนงค์จรรยา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาคารและสถานที่ ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์

นายชูพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาคารและสถานที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นพยานคนเดียวในวันนี้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เบิกความว่า ในวันที่ 19 พ.ค.53 เวลาประมาณบ่ายโมงได้ประจำการอยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินชั้นบี1 บริเวณห้องเก็บอุปกรณ์ดับเพลิง และทราบข่าวว่า แกนนำ นปช.ได้ประกาศสลายการชุมนุม เข้ามอบตัวแล้ว จากนั้นประมาณ 10 นาทีก็ได้รับแจ้งว่าฝั่งห้างเซ็นถูกไฟไหม้ จึงนำหน่วยผจญเพลิง 5 คน ไปช่วยเสริมกำลังดับไฟที่ห้างเซ็น ระหว่างทางเห็นมีการนำยางรถยนต์มาเผาบริเวณถนนราชดำริหลายจุด ทั้งยังมีการนำกระดาษมาสุมเป็นกองเล็กๆ เผาอยู่หน้าประตูห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มีการทุบกระจกร้าน Adidas ด้วย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้ไปสมทบกับทีมของทางห้างเซ็นช่วยกันดับไฟ เสร็จแล้วจึงถอนตัวออกมา

จากนั้นได้รับแจ้งอีกว่า บริเวณประตูถนนพระราม 1 ถูกทุบและเผา เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่าสปริงเกอร์ทั้งหมดทำงาน กระจายน้ำในการดับไฟแล้ว แม้ตัวอาคารจะโดนตัดไฟเนื่องจากมีคำสั่ง ศอฉ.มาก่อนหน้าหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม

ผู้ช่วยผู้จัดการฯ เบิกความต่อว่า จากนั้นได้เห็นคนที่บุกรุกเข้ามาในห้างประมาณ 5-6 คน จึงร่วมกับ รปภ.ภายในห้างเชิญตัวออก พร้อมกำชับกับชายคนหนึ่งในนั้นว่า “ขอร้องอย่าซ้ำเติมกันเลย ทางห้างเสียหายเยอะแล้ว” ซึ่งทั้งหมดก็ยอมออกโดยดี จากนั้นเจ้าหน้าที่ของห้างได้รวมกลุ่มกันบริเวณดังกล่าวประมาณ 50 คนเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์

ขณะเดียวกันเริ่มเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่ในตัวห้างเซ็น เมื่อไปดูพบเห็นคนนำถังแก๊สโยนเข้าไปในอาคาร โดยกลุ่มผู้กระทำการ 3-4 คน คนใส่หมวกไหมพรมปกปิดใบหน้า จากนั้นไม่นานมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ประมาณ 40-50 คน เดินเข้ามาบริเวณหน้าประตูอีกด้านหนึ่งบางคนถือไม้ ถืออิฐ ขว้างเข้ามา บางคนยิงหนังสติ๊กเข้ามาใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของห้าง แต่ไม่ได้เข้ามาภายในอาคาร กระทั่งมีกลุ่มชายชุดดำ แต่งกายคล้ายทหารพรานจำนวนหนึ่งแหวกฝูงชนขึ้นมาแล้วขว้างระเบิดลูกเกลี้ยง เข้ามาภายในบริเวณที่เจ้าหน้าที่ห้างยืนอยู่ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 8-9 คน และนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ คดีเผา CTW ยังมีผู้ต้องหาอีก 2 คน ซึ่งเป็นเยาวชน และศาลเยาวชนนัดสืบพยานโจทก์ในอีกส่วนคดีของนายสายชล และนายพินิจ อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2553 สืบพยานไปแล้ว 5 ปาก รวมเป็น 8 ปาก

ในคำฟ้องคดีระบุว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมกันบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยพวกจำเลยได้เข้าไปในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วใช้กำลังทำลายบานกระจกผนังอาคาร บานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวจนแตกเสียหายและยังเป็นการกีด ขวางการจราจร ขัดขวางต่อการประกอบกิจการของห้าง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน

นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองกับพวก ยังได้ร่วมกันเข้าไปภายในบริเวณอาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นทรัพย์โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ แล้วพวกจำเลยได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ เผาอาคารเซ็นทาวเวอร์และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆของผู้เสียหายที่ 1 ถึงผู้เสียหายที่ 270 รวมค่าเสียหายจำนวน 8,890,578,649.61 บาท และยังเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์หรือกิตติพงษ์ สมสุขที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวง- เขตปทุมวัน กทม.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

กกต.วูบ! ทูตทั่วโลกรุมท้วง! อำนาจล้นฟ้า!สอบเองตัดสินเอง พินัยกรรมบาปจาก“ปฏิวัติปี49”

ไม่ใช่เพียงเพราะว่า พรรคเพื่อไทย และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้นเท่านั้น
แต่นี่คือการตัดสินใจของประชาชนคนไทยที่แสดงออกผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนหวังว่า จะเป็นระบบหรือกระบวนการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
และจะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของปัญหาการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการทำรัฐประหารขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เพราะประชาชนคนไทย เบื่อหน่ายแล้วกับปัญหาการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองเหมือนติดปลักโคลน จึงได้ตัดสินใจลงคะแนนในลักษณะของการมอบชัยชนะให้เบ็ดเสร็จและมากพอให้กับ พรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์
โดยหวังว่าจะได้ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องการแย่งชิงในการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้น
ดังนั้นปรากฏการณ์ของใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ จึงถือเป็นปรากฏการณ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะต้องตระหนักและรอบคอบให้มากๆ
เพราะที่สำคัญ ยังมีปรากฏการณ์คู่ขนานที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย
นั่นคือ ท่าทีของประเทศต่างๆ ที่แสดงออกผ่านบรรดาคณะทูต ทั้งก่อนหน้ารู้ผล และภายหลังจากที่ปรากฏผลคะแนนการเลือกตั้งออกมาแล้ว
ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นชัดเจนที่สุด เพราะช่วงใกล้โค้งสุดท้ายในการเลือกตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ ได้มีการไปเข้าพบนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่บ้านพักถนนวิทยุ ตามคำเชิญของสถานทูตสหรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การเมืองของไทยช่วงสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ใช้เวลากว่า 1 ช.ม.
โดยการหารือในครั้งนั้น เอกอัคร ราชทูตสหรัฐสอบถามถึงสถานการณ์การเมือง โดยแสดงความเป็นห่วงการเลือกตั้ง และให้ความมั่นใจว่า….
ทางการสหรัฐจะไม่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร หรือวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
มีการถามน.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งด้วยว่าเหนื่อยหรือ ไม่อย่างไร พร้อมทั้งระบุว่าเท่าที่ติดตามข่าวพบว่าประชาชนสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน มาก จึงขอเป็นกำลังใจเพราะปัจจุบันมีสตรีก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำจำนวนมาก
หลังจากนั้นก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน นางคัทยา คริสทีนา โนร์ดการ์ด เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย นางสาวคริสติน ชราเนอร์ เบอเกอเนอร์ เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และนายอาซีฟ อาหมัด เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ก็ได้มีการเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อหนึ่งคณะ
เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ต่างชาติเองก็ให้ความสนใจกับการเลือกตั้งของไทย
ที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามก็คือ นายอาซีฟ อาหมัด เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ที่ได้มีการให้สัมภาณ์ในวันนั้นว่า ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ได้มาเยือน พรรคเพื่อไทย ซึ่งในการพูดคุยได้พูดถึงสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ
และทราบว่าเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนเป็นวันคล้ายวันเกิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงได้มาอวยพรวันเกิด โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์มีวันเกิดวันเดียวกันกับเจ้าชายวิลเลียมของอังกฤษด้วย
สำหรับในประเด็นที่ว่าทุกฝ่ายควรยอมนับผลการเลือกตั้งครั้งครั้งนี้ใช่หรือ ไม่ นายอาซีฟได้มีการกล่าวเอาไว้ชัดเจนว่า เมื่อเสียงส่วนใหญ่ออกมาอย่างไร ก็ควรที่จะรับฟังเสียงส่วนใหญ่
ส่วนว่า อังกฤษมีแนวทางที่จะทำเรื่องถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอเป็นผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งหรือไม่???
นายอาซีฟกล่าวเอาไว้อย่างน่าคิดว่า ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะก่อนหน้านี้ทั้ง กกต. และพรรคประชาธิปัตย์อยากให้มีผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มี!!!
เพียงแต่จะเป็นการเสียมารยาทและไม่เหมาะสมหรือไม่ หากอังกฤษและนานาประเทศเสนอตัวไป เพราะตามหลักการเป็นหน้าที่ขององค์กรกลางของแต่ละประเทศที่จะต้องสอบถาม ว่า”ใครต้องการสังเกตการณ์เลือกตั้งW
ซึ่งก็มี”เพื่อไทย”เพียงพรรคเดียวที่ทำหนังสือไปถึงสถานทูตอังกฤษให้เข้า ร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้ง หาก กกต.ต้องเป็นผู้แสดงจุดยืนในการประสานกับทุกฝ่ายให้เข้ามาเป็นผู้สังเกต การณ์เลือกตั้ง
ภายหลังพบปะกันแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า
“ท่านทูตอังกฤษเพิ่งมาพบปะพูดคุย ท่านอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยให้ทุกฝ่ายเคารพเสียงส่วนใหญ่”
นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง ที่สะท้อนท่าทีของมิตรประเทศได้อย่างชัดเจน
และยิ่งชัดเจนมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง และผลคะแนนออกมาแบบทิ้งขาด ต่างประเทศยิ่งให้การยอมรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่มมากขึ้น เพราะถือว่าผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากเสียงของประชาชนมาแล้ว
โดยมีเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ เดินทางเข้าพบ เพื่อแสดงความยินดี หลังได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมาก ประกอบด้วย Mr.Pinak Ranjan CHAKRAVARTY เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย Mr.Umaru Azores SULAIMAN เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรีย Mr. Richard Titus EKAI เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนย่า Mr.Shamel Elsayed NASSER และ Mr.Ron Hoffmann เอกอัครราชทูตแคนาดา พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทย เพื่อแสดงความยินดีภายหลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
เอกอัครราชทูตอินเดีย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอินเดีย ส่งสาส์นแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ชนะการเลือกตั้งคะแนนท่วมท้น ซึ่งอินเดียถือเป็นประเทศประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นประเทศแรกที่ทำเขตการค้าเสรีของไทย ทั้งนี้จะมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้น
ที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการที่เอกอัครราชทูตอินเดีย ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ของประเทศอินเดีย ไม่มีอำนาจมากเท่ากับ กกต.ของประเทศไทย !!!
เนื่องจากถ้ามีเรื่องร้องเรียนหลังเลือกตั้ง ที่ประเทศอินเดียจะไปร้องที่ศาล
แต่รู้สึกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการสอบสวน???
ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างในช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกตั้ง ตลอดจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อันจะทำให้เกิดความหวั่นไหวในประเทศได้
มุมมองที่ปรากฏในสายตาของชาวโลกเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทย เป็นสิ่งที่บรรดาผู้สร้างระบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต. จะต้องย้อนคิด และตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า
กกต.ไทย มีอำนาจล้นฟ้าอย่างที่ถูกสายตาทั่วโลกหรือไม่!?!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการจัดการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรณีบัตรเลือกตั้ง ที่ใส่โลโก้พรรคเพื่อไทยเล็กที่สุดเหมือนกับจงใจ โดยที่คำอธิบายแก้ต่างของ กกต. ฟังอย่างไรก็ยากที่จะหาคนยอมรับได้ ว่าทำไมถึงผิดพลาดเพียงแค่พรรคเดียว แถมเป็นพรรคเต็งหนึ่ง และอยู่อันดับแรกของบัตรเลือกตั้งเสียด้วย
กกต. ไม่มีการตรวจปรู๊ฟบัตรเลือกตั้งก่อนการพิมพ์เลยหรืออย่างไร??
จากนั้นก็มีประเด็นในเรื่องของการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เล่นเอาวุ่นวายและเสียสิทธิกันเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์พุ่งเข้าใส่ กกต.อย่างมากมาย ว่าทำงานไม่เป็น ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
หรือว่ามีอะไรที่ทำให้ต้องเกิดปัญหาขึ้นกันแน่??
เพราะการที่ไปเพิกถอนสิทธิ์ของผู้ที่เคยขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตตั้งแต่ ปี 50 แต่ในปี 2554 คนเหล่านั้นไม่ได้มายื่นเรื่องขอใช้สิทธิ์นอกเขตซ้ำอีก กลายเป็นว่าต้องเสียสิทธิ์ไปพร้อมกันถึงกว่า 2 ล้านเสียง
กรณีเช่นนี้ทั่วโลกต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่กกต.ไทยกับเฉย ไม่รู้สึกรู้สม หรือคิดแก้ไขอะไรเลย รวมทั้งไม่ยอมชี้แจงให้เหตุผล
เช่นเดียวกับความโกลาหลในวันเลือกตั้ง ทั้งวันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันเลือกตั้งจริง ที่รู้ทั้งรู้ว่าจะมีผู้ตื่นตัว และให้ความสำคัญไปใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีการเตรียมการรับมือ จึงทำให้เกิดภาพของผู้คนไปเข้าคิวรอใช้สิทธิกันยาวเหยียด รอคิวกันครึ่งค่อนชั่วโมง
จึงไม่แปลกที่ถูกชาวบ้านรุมด่าว่าทำงานไร้มาตรฐาน ไม่คุ้มค่าเงินเดือน
ไม่รู้ว่า 5 เสือ กกต. ไล่มาตั้งแต่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานใหญ่ นายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม นายสมชัย จึงประเสริฐ และนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น รู้สึกอะไรหรือไม่ และคิดจะดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูภาพลักษณ์ในครั้งนี้หรือไม่
ซ้ำร้าย การดำเนินการรับรองการเลือกตั้ง ก็มีลักษระของการเรื่อยๆมาเรียงๆไม่ได้กระฉับกระเฉงอย่างที่ควรจะเป็น ตลอดจนการตัดสินใจแขวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยเหตุผลเพียงว่ามีการร้องเรียนเกิดขึ้น
แม้จะมีการแขวน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปด้วย แต่ก็ไม่สามารถที่จะลดกระแสวิพากษณ์วิจารณ์ลงไปได้
เนื่องจากเป็นการลงมติชนะแบบเฉียดฉิว 3 ต่อ 2
หรือเท่ากับมากกว่าเพียงแค่เสียงเดียวเท่านั้น ก็ทำอะไรก็ได้แล้ว แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่หากเปรียบเทียบกับคะแนนเลือกตั้งของคนเป็นสิบๆล้าน คนแล้ว ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ยากจะสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้จริงๆ
คำถามที่ว่า คนเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ก็สามารถที่จะเบรกคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศเป็นสิบๆล้านได้เช่นนั้นหรือ???
ที่สำคัญ 2 คน ที่ไม่เห็นด้วยคือ นางสดศรี สัตยธรรม ซึ่งเป็นกกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง และนายสมชัย จึงประเสริฐ ซึ่งเป็นกกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย อันถือเป็นหน้าที่โดยตรงด้วยซ้ำ ที่ไม่เห็นด้วยกับอีก 3 กกต.
นายอภิชาต นายประพันธ์ และนายวิสุทธิ์ จึงทำให้เกิดภาพของ กกต.ไทย ที่มีอำนาจล้นฟ้าไปโดยปริยาย
และทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง
แม้แต่ต่างประเทศ ที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ยังอดออกปากไม่ได้ว่า กกต.ไทยนั้น รู้สึกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้อำนาจ กกต. ในการสอบสวน
แทนที่จะใช้อำนาจของศาลยุติธรรม???
ประเด็นต่างๆ นับตั้งแต่การกำหนดกติกาการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่ไปลากเอาการเลือกตั้งครั้งก่อนมาเป็นกรอบ เรื่องอำนาจในการแจกใบเหลืองใบแดง เรื่องการสั่งแขวนโดยเป็นการตัดสินใจของคนแค่ 2-3 คนเท่านั้นก็สามารถทำอะไรได้แล้ว
จึงมีคำถามว่า ควรที่จะมีการผ่าตัดโครงสร้างกลไกอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่???
ควรที่จะปฏิรูป กกต.ไทย ไม่ให้ถูกมองว่าไม่เหมือนประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ และเป็นเพียงแค่ประเทศเดียวที่เป็นแบบนี้ได้แล้วหรือยัง???
โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 หรือเพียงแค่ 1 วันหลังการทำรัฐประหาร!!!
เป็นภาพที่ลดทอนสง่าราศรี และการยอมรับที่พึงมีต่อ กกต.ชุดนี้หรือไม่ เชื่อว่า 5 เสือ กกต.เองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อหลายๆแขนง ที่ว่า กกต.นี่แหละที่จะกลายเป็นตัวจุดชนวนความวุ่นวายขึ้นมาอีกรอบ น่าจะเป็นกระจกสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า หลังทำหน้าที่รับรองบรรดา ส.ส. เสร็จเรียบร้อยแล้ว เปิดประชุมสภา จนกระทั่งมีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้เรียบร้อยแล้ว
ผลงานที่เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ สมควรที่ 5 เสือ กกต. จะรักษาศักดิ์ศรีให้สมกับที่เป็นเสือด้วยการลาออกไปเสีย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เพื่อให้มีการปฏิรูป กกต. ให้มีภาพลักษณ์ที่สง่างาม และสร้างความยอมรับความเชื่อถืออย่างแท้จริงเสียทีหรือไม่
ฝากไว้ให้ กกต.ทั้ง 5 เก็บไปคิดเป็นการบ้านก็แล้วกัน!!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ประชาธิปไทย

35,202,107 แปลว่า ประชาชนคนไทย สามสิบห้าล้านสองแสนสองพันหนึ่งร้อยเจ็ดคน ได้ไปใช้สิทธิ์ในฐานะประชาชนคนไทย..

ทำประชาธิปไตยให้กับประเทศ

หรือคนไทย..1 ใน 3 ของประชาชนผู้มีสิทธิ์เป็นผู้ปกครองประเทศ ยอมรับในเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ..ที่ส่งมอบการปกครองประเทศให้กับ..ประชาชน ผ่านทางตัวแทนในรัฐสภา

ประชาชนคนไทยหลายร้อยชีวิตได้อุทิศชีวิตไปแล้ว..เมื่อประชาธิปไตยของเขา พิกลพิการ..หรือถูกปลอมปนด้วยอำนาจแอบแฝง อีกหลายพันชีวิตบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะด้วยเหตุผลเดียวกัน

จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่จะมากล่าวหาว่า ประชาชนยังไม่พร้อม..สำหรับคำว่าประชาธิปไตย

จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่จะต้องมีองค์กรระหว่างกลาง แต่งตั้งเข้ามาเพื่อขจัดขัดขวางประชาชนกับเจตนารมย์ของประชาชน ที่จะสนับสนุนผู้หนึ่งผู้ใดขึ้นมาทำงานรับใช้พวกเขา

อำนาจที่มาจากการแต่งตั้งต้องหลีกทางให้กับอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

คำว่า..ปกครอง..จะต้องทำให้เล็กลง และคำว่า..เหลือแต่หน้าที่ของผู้มีหน้าที่รักษากฏเกณฑ์และกฎหมาย..

ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว..ล้าสมัยสำหรับประเทศไทยวันนี้..หากผู้ ใดพยายามจัดให้มี..ก็แน่นอนว่าเขาจะได้รับการต่อต้าน..และแน่นอนเช่นกัน ว่า..ในที่สุดผู้ต่อต้านจะได้รับชัยชนะ เป็นเช่นนี้มาตลอดเวลาในโลกและมันจะไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะบนแผ่นดินไหน

เลือกตั้งที่ผ่าน..ท่ามกลางอุปสรรคที่ถูกสร้างขึ้นมากีดขวางมากมาย..ผู้ ว่าราชการจังหวัดอำนวยการจัดหาผู้การจังหวัดจัดจ่ายผู้กำกับสารวัตรใหญ่ อำนวยการซื้อ

แต่ประชาชนส่วนที่ใหญ่กว่า..ไม่มีคะแนนเสียงไว้ขาย..ส่วนที่ย่อยลง ไป..รับเงินแต่ไม่ลงคะแนนให้ ผลการเลือกตั้งจึงเป็นของ 2 พรรคใหญ่..พรรคเฉพาะกิจเฉพาะกินทั้งหลาย..สูญเสียไปมากมายแต่ได้คะแนนแต่ละ คะแนนอย่างลำบากยากเข็ญ

หมดไปเป็นพันล้านได้มาแค่กระหยิบมือเดียว

หมดไปเป็นร้อยล้านกลายเป็นพรรคต่ำสิบ

ประชาชนตื่นแล้ว..ประเทศตื่นแล้ว..ท่านอย่าหลับใหล..

หลายๆปีที่ผ่าน..ประเทศล่มจมวอดวาย สังคมไร้ความสงบสุข..หลังเลือกตั้งครั้งนี้..ท่านอย่านำกลับเข้าไปใหม่..

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ข้อควรระวังของรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์”

คอลัมน์ รายงานพิเศษ

โฉมหน้ารัฐบาลใหม่โดยการนำของพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลผสมจาก 5 พรรคการเมือง

เปรียบ เทียบกับรัฐบาลผสมที่ผ่านๆ มา เสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้ดูมั่นคงกว่า ด้วยเหตุว่าแกนนำรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย มีเสียงส.ส.ในมือจำนวนมากถึง 265 ที่นั่ง

ขณะที่พรรคร่วมอื่นๆ มีเสียงแค่หยิบมือเดียว คือ ชาติไทยพัฒนา 19 ที่นั่ง ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 ที่นั่ง พลังชล 7 ที่นั่ง มหาชน 1 ที่นั่ง

เมื่อเสียงน้อยอำนาจต่อรองก็ต้องน้อยตามไปด้วย

ถึงอย่างนั้น เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่เสียงส.ส. เพียง อย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยอื่นๆ อีก

ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่เพิ่งผ่านวิกฤตขัดแย้งรุนแรง และบาดแผลยังไม่หาย จึงยังมีปัจจัยสุ่มเสี่ยงที่รัฐบาลต้องระมัด ระวัง

ผาสุก พงษ์ไพจิตร

อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

เสถียรภาพของรัฐบาล 5 พรรค ก่อนอื่นต้องดูว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง-ใบแดง เท่าไหร่

แต่ เมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ ก็จะเพิ่มแรงต่อรองให้พรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคแกนนำรัฐบาลได้เสียงส.ส.ที่สูง พรรคเล็กๆ ก็คงตระหนักดีว่ามีภาวะเปราะบางอย่างไรบ้าง คงไม่อยากให้รัฐบาลอยู่แบบสั้นๆ คงพยายามช่วยกันประคับประคอง มากกว่าที่จะมาเรียกร้อง ต่อรอง

ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่มาได้ถึง 2 ปี รัฐบาลนี้ก็น่าจะอยู่ได้

คน อาจกลัวเรื่องรัฐประหาร แต่คิดว่ามีขบวนการต่อรองเยอะเพียงแต่เราไม่รู้ และเข้าใจว่าทหารก็ไม่อยากเสี่ยง เพราะช่วง 2-3 ปี ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร อีกทั้งกระแสโลกไม่ยอมรับ ขณะที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับมองว่ากองทัพควรอยู่เฉยๆ สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันกระแสสาธารณะมีผลกับปฏิกิริยาที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะแสดงออก

การที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกเข้ามาขนาดนี้แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้พรรคนี้เข้ามาทำงาน ก็ทำ ให้ผู้ไม่เห็นด้วยต้องหยุดคิด และต้องยอมรับการเปลี่ยน แปลง

ประเด็น หลักของพรรคเพื่อไทยเองคือ อยู่ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเป็นนายกฯ แล้วจะควบคุมบรรดาคนในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลได้หรือไม่

โดย เฉพาะเรื่องคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องหลักและทุกคนจ้องมองรัฐบาลอยู่ หากรัฐบาลมีเรื่องคอร์รัปชั่นที่โจ่งแจ้ง ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดปฏิกิริยา

ในเรื่องเศรษฐกิจ มีความหวาดกลัวกันว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มของภาวะเงินเฟ้อนั้นมีอยู่ และเป็นไปได้แน่นอนหากมีการกู้ยืมเงินมาเพื่อดำเนินการนโยบายต่างๆ

แต่ ในช่วง 2-3 ปี เรื่องหนี้สาธารณะคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เงินเฟ้ออาจเป็นเรื่องต้องระแวดระวัง แต่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้อย่างไรรัฐบาลก็ต้องใช้จ่าย แต่เศรษฐกิจไทยยังโชคดีที่ประมาณการจากหลายสำนัก เศรษฐกิจจะเติบโต 4-5% ก็คงเป็นไปได้ เพราะผลเลือกตั้งทำให้นักลงทุนต่างๆ ทั้งในและนอกมั่นใจสูงขึ้น

ภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจคิดว่าไม่น่าจะเป็น กังวลมาก ยกเว้น เรื่องเงินเฟ้อ การเพิ่มเงินเดือน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทำให้คนมีรายได้เพื่อนำมาใช้จ่าย อาจส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อบ้างเล็กน้อย แต่ระยะยาวน่าจะเป็นผลดี เพราะคนจะมีรายได้เพื่อนำมาใช้สอยมากขึ้น ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ เก็บภาษีได้เยอะขึ้น

เรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลจะควบคุมได้ดีแค่ไหน คิดว่าน่าจะมีบทเรียนจากอดีตว่าควรต้องระมัด ระวังเรื่องนี้มากกว่าที่เคยทำ

ประเด็นการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงฉลาดพอที่จะดูสถานการณ์ว่ามีความเหมาะสม เมื่อไหร่ และคงไม่รีบกลับ การรีบเร่งจะเอาพ.ต.ท.ทักษิน กลับมา อาจมีปฏิกิริยา น่าจะรอให้เห็นผลงานสักพัก และขึ้นอยู่กับว่าเมื่อกลับมาแล้วจะทำอะไร

พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับแน่นอน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านความล้มเหลวมาหลายรอบ คงฉลาดพอและไม่ทำให้รัฐบาลพังพาบกับเรื่องนี้

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เสถียรภาพ ของรัฐบาลชุดนี้น่าจะมีความมั่นคงในการบริหารงาน เพราะคะแนนเสียงของพรรคหลักมีจำนวนมากกว่าพรรคเล็กๆ ก็น่าจะหมดห่วงในเรื่องปัญหาการต่อรอง และสามารถร่วมตกลงกันได้

แต่ สิ่งที่ควรคำนึงคือเสียงจากนอกสภา เช่น กลุ่มต่อต้านทักษิณ หรือกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย เสียงเหล่านี้จะสร้างความกดดันให้รัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการในเรื่องใดก็ตามจะต้องรับฟังเสียงของสังคม โดยให้สังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะขณะนี้พลังเสียงของประชาชนสามารถเข้าไปกำกับการดำเนินการของพรรคการ เมืองและนักการเมืองได้มากขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่ควรระวังอีกประการ หนึ่ง คือ จุดอ่อนของพรรค การเมืองนอกจากจะเปิดโอกาสให้สังคมเข้ากดดันได้แล้ว อีกทางก็เปิดช่องให้อำนาจนอกระบบสามารถเข้าแทรก แซงได้เช่นกัน

นอก จากนั้น สังคมยังมุ่งเน้นไปยังคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ารัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการอย่างไร การดำเนินการ ในเรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ขึ้นได้

ครั้ง นี้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่คาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะช่วยทำให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องได้

โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้องของคนไทย สินค้าที่มีราคาแพง รัฐบาลควรตรวจสอบว่าปัญหานี้มาจากสาเหตุใด เพราะอาจจะไม่ใช่เรื่องของกลไกตลาด แต่อาจจะมาจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากนักการเมืองบางคน

การ บริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ จะต้องมีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะรอช้าไม่ได้ ที่สำคัญจะต้องนำ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในแต่ละด้านจริงๆ มาบริหารบ้าน เมือง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

วิทยากร เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

โดย จำนวนน่าจะอยู่ได้ แต่สักพักน่าจะเริ่มมีเรื่องผลประโยชน์ เพราะเสียง เยอะแต่หลายกลุ่ม และการคุมกลไกต่างๆ มันคุมยาก โดยประสบการณ์การเมืองของคุณยิ่งลักษณ์ คนคุมไม่เก่งก็ยุ่งเหมือนกัน หรือสั่งการมาจากที่ไกลๆ ก็ยาก

อีกทั้งรัฐบาลได้สัญญากับประชาชนไว้ มาก คนจะเริ่มเรียกร้อง จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่น กรณีค่าจ้างแรงงาน 300 บาท คนใช้แรงงานก็อยากปรับ แต่ ผู้ประกอบการจะไม่พอใจ

ในด้าน เศรษฐกิจผมก็ห่วง เพื่อไทยมีทีมเศรษฐกิจเยอะ แต่เป็นทีมที่มองในเชิงตลาดเสรีที่พึ่งพาตลาดโลกมาก ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหามาก อเมริกา ยุโรป เอาตัวไม่รอด เราจะหวังพึ่งการค้า พึ่งต่างประเทศคงจะหวังมากไป ขณะที่โครงการประชานิยมเน้นการบริโภค ไม่ส่งเสริมให้คนเข้มแข็ง

ข้อดีของเพื่อไทยคือ ทีมงานกล้าตัดสินใจ กล้าทำ และทำได้เร็วกว่าประชาธิปัตย์ แต่ทีมนี้เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่ ผมก็ไม่แน่ใจ

ข้อ ควรระวังของรัฐบาลคือ ถ้าคิดแบบมั่นใจตัวเองมากเกินไป พยายามแก้กฎหมายนิรโทษกรรม ก็จะยุ่งมากขึ้น การคิดว่าตัวเองได้รับเสียงสนับสนุนเยอะ อาจเข้าใจผิดก็ได้ เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่มากเหมือนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าฮึกเหิมก็จะอันตราย ต้องทำแต่เรื่องดี น่าจะไปได้

ปัญหาที่คนจับจ้องคือเรื่อง คอร์รัปชั่น และสมัยนี้ข้อมูลเยอะ เหมือนอย่างประชาธิปัตย์ที่เป็นอย่างนี้เพราะปล่อยพรรคร่วมโดยไม่จัดการ คนก็รู้ อย่างเรื่องประมูลงานนักธุรกิจเขาก็รู้

รัฐบาลน่าจะอยู่ได้สักปี เพราะปีหน้าคนบ้าน 111 จะพ้นจากการถูกตัดสิทธิ์ คงออกมาผลักดันให้เกิดการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ใกล้ถึงคิว

เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกกับการที่ศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับ มูฮัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลิเบีย…ด้วยข้อหาในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หรือการเข่นฆ่าประชาชนในประเทศของเขา

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ โมเรโน-โอแคมโป อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่นำเสนอข้อมูลหลักฐาน รวมไปถึงสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึก ด้วยคำพูดสั้นๆ ประโยคหนึ่งว่า…

“อาชญากรรมก็ยังถูกกระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ในประเทศลิเบีย….หากต้องการหยุดการก่ออาชญากรรมและปกป้องพลเรือนในลิเบีย …ก็จะต้องมีการจับกุมนายกัดดาฟี”

เมื่อศาลพินิจพิเคราะห์ตามคำพูดของ โมเรโน-โอแคมโป จึงเห็นว่า…เป็นเหตุผลที่เหมาะสม

เพราะพวกเขาเชื่อว่า “กัดดาฟี” ได้ก่ออาชญากรรม และจะต้องมีการออกหมายจับเพื่อนำตัวมาพิพากษาดำเนินคดี เกี่ยวกับความผิดบาปที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้น

เรื่องราวของลิเบีย…กำลังบอกอะไรบางอย่างกับไทย…โดยเฉพาะ “ข้อกล่าวหา” ที่ผูกมัดตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ

ในเมื่อจำนวนกองศพที่ท่วมท้นเท่าภูเขาเหล่ากา คือ พยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวผู้กระทำผิด ทั้งผู้สั่งการ…ผู้ลงมือทำ…ผู้ให้คำปรึกษา…และผู้เห็นดีเห็นงาม

แล้วพวกเขาจะดิ้นรนเพื่อหนีพ้นความผิดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ระหว่างไทยกับลิเบีย ไม่มีอะไรแตกต่างกัน…ซึ่งเป็นยามที่ประชาชนต้องการ “หาที่พึ่ง” เพื่อไว้ต่อกรกับคนมีอาวุธ และคนที่ถืออำนาจในมือ

แต่ลิเบียโชคดีที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อนไทย กับการเร่งรัดคดีความออกหมายจับ “กัดดาฟี” เพื่อไม่ให้เขาสามารถสั่งคนไปฆ่าประชาชน และเพิ่มศพให้กับประเทศ

นั่นหมายความว่า…อีกไม่นานการก่ออาชญากรรมในรูปแบบเดียวกันต้องได้รับ “คำตัดสิน” ของศาลบนเส้นบรรทัดฐานเดียวกัน

กัดดาฟี ถูกออกหมายจับ แต่ยังไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าโทษทัณฑ์ที่เขาจะได้รับจะถึงขั้นประหารชีวิต หรือไม่?…แต่ตัวเขาสามารถคาดเดาชีวิตต่อจากนี้ เพราะคงต้องอยู่อย่างลำบากลำบน

อีกไม่นาน…ไทยจะตามลิเบียไปจนทัน…แต่มิใช่ทันในเรื่องความเจริญก้าวหน้า ทางวัตถุเทคโนโลยี…หากแต่เป็นการจับตัวฆาตกรมาแขวนคอลงโทษเหมือนๆ กัน!!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

“หมอตุลย์” กัดไม่ปล่อยจองเวรจองกรรม “จตุพร” ร้องคัดค้านเป็น ส.ส.

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ หรือ หมอตุลย์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี เตรียมเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในวันที่ 5 ก.ค.เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการรับรองผลการเลือกตั้งของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย

โดยหมอตุลย์เปิดเผยว่า เนื่องจากนายจตุพรได้ขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส. จากการขาดความเป็นสมาชิกภาพกับพรรคเพื่อไทย นับตั้งแต่วันแรกที่รับสมัครเลือกตั้ง เพราะถูกศาลสั่งคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีก่อการร้าย ตามมาตรา 100 (3) และ 101 (3) ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้นทางกกต.จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่รับรองสิทธิให้ผู้ที่ขาดคุณสมบัติโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ หมอตุลย์ยังมีแผนที่จะเดินทางมายัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อยื่นเอกสารเพิ่มเติมในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซี เอสเซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ดำรงเป็นประธานกรรมการบริหาร ซึ่งหากให้การเป็นเท็จจะมีความผิดตามมาตรา 302

ขณะที่ด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางไปที่สำนักงานเขตวังทองหลาง เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงเหตุที่นายจตุพรไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ โดยเปิดเผยว่า การยื่นได้กระทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ไม่ได้เป็นห่วงว่า กกต.จะพิจารณานายจตุพรว่าขาดคุณสมบัติ เนื่องจากก่อนการเลือกตั้ง กกต.ได้พิจารณาคุณสมบัตินายจตุพรตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 มาตรา 102 แล้วว่าไม่มีลักษณะต้องห้ามการลงสมัครเลือกตั้ง

ซึ่งหลังจากนี้ รอให้ กกต.ประกาศรับรองความเป็น ส.ส. เพื่อจะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไปเป็นเหตุใหม่ในการยื่นคำร้องขอประกันตัวนายจตุพรต่อศาลด้วย ซึ่งการขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นการดำเนินเรื่องเกี่ยวกับคดี เป็นคนละเรื่องกับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ถอยดีกว่า…

ถอยดีกว่า…

ขบวนการ “ป๋า..ป๋า”?…อย่ากวนน้ำให้ขุ่น…เพราะทุกอย่างนั้น, มันได้รูดม่านจบเวลา??

“พรรคเพื่อไทย” ของ “ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าป้ายกำชัย ก็ควรได้กรรมสิทธิ์ บริหารชาติและแผ่นดิน ตามเสียงสวรรค์ ที่ประชาชนเทเสียงให้ ด้วยความรัก

ใช้ยุทธการนอกระบบ รังแกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เป็นเรื่องที่น่าเกลียด มั่ก..มั่ก

ยิ่งการดำริผุดโมเด็ม “ยุบพรรคเพื่อไทย” จับ “ยิ่งลักษณ์” ดองเป็นปูเค็ม เว้นวรรคไม่ให้เล่นการเมือง ๕ ปี เป็นเรื่องโหลยโท่ย ทางความคิดอย่างแรง!!!

อยากเห็นประเทศไปลิ่ว…กรุณาอย่าชี้นิ้ว?…สั่งลิ่วล้อ เข้ามาแทรกแซง??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

มองการณ์ไกล..ให้ไทยปรองดอง!!

ตั้งสูตรกันไว้แต่ไก่โห่..หากว่าเพื่อไทย “แลนด์สไลด์” เป็นคลื่นสินามิ กวาดยกกระดานทั้งประเทศ ได้ สส. ๒๗๐ เสียง “คุณปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นนายกรัฐมนตรี ไปสิพี่น้อง

ถ้าได้เกือบครึ่ง ๒๕๐ เสียง หรือ ๒๓๕ เสียง บวกลบขึ้นลง๕ ก็จะชูธงให้ “ชาละวันพิขิตร” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นนายกฯ แก้วิกฤติ

“เสธ.หนั่น” จะสวมวิญญาณเป็น “เล่าปี่” แก้ปัญหาของชาติ ทั้งสิบทิศ

คือมี, “พรรคเพื่อไทย”เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ “หลงจู๊บรรหาร ศิลปอาชา “พรรคชาติไทยพัฒนา มาดีดยี่ต๊อกเพิ่มมาแข็งแกร่ง, ถูกหมั้นหมายร่อนเทียบเชิญจองตั๋วแต่หัวรุ่ง “พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” ของ “เสี่ยสุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ที่ปะแป้งรอ!!

โดยมี “เสี่ยสมศักดิ์ เทพสุทิน” จอมเก๋า..สวมวิญญาณงูเห่า?..ผละหนีพรรคภูมิใจไทย มาเข้าร่วมคอรอมอ??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

งานของชาติ รออีกเป็นกุรุส!!

ยิ่งใน บริษัทมหาชน ทีโอที ที่มี “เอกสิทธิ์ วันสม” โล้สำเภานั่งเป็น ประธานคณะกรรมการบริษัท กำลังถูกเลื่อยขาเก้าอี้ให้หลุด

ทั้งที่ยอดคน-พลเมืองดี อย่าง “ท่านเอกสิทธิ์ วันสม” รักษาประโยชน์ของชาติของแผ่นดินเต็มร้อย

แต่ก็มีตัวเบิ้มภายใน “ทีโอที” ร่วมมือกับ หน้าม้านักล๊อบบี้ เพื่อโค่น “เอกสิทธิ์ วันสม” ให้ร่วงผล็อย

ในฐานะที่ “สุรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา” นักธุรกิจจอมขมังเวทย์ ผู้มีพลังพาวเว่อร์จาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” หนุน.. โดยนำบริษัทต่างชาติ เข้ามาทำงานหากินใน “ทีโอที” รู้มั้ยใครเจาะยาง “เอกสิทธิ์ วันสม”!!!

กลุ่มเลื่อยขา “ท่านเอกสิทธิ์”เป็นสายใหญ่…กอบโกยผลประโยชน์ไปมากมาย?..พอไม่ได้ฟันค่าหัวคิว มันก็หาทางล้ม??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ชาติไม่สงบ..เพราะสร้างสนามรบ ทางความคิด

กระทุ้งสีข้าง “บิ๊กเจตน์” พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา ในฐานะเลขา คอมอชอ จะทำอะไรใคร่ครวญ สักนิด

ความเป็น “สว.” ค้ำศรีษะเต็ม ๆ ให้วางตัวเป็นกลาง..แต่ที่ท่านทำในนาม “กลุ่มสยามสามัคคี” ขึ้นป้ายเผาบ้านเผาเมือง ลดบารมีไปอื้อ

เป็นขุนศึกทหารใหญ่..แต่ลดชั้นเป็นไปเป็นเบี้ย? ดูแล้วเสียชื่อ

ชอบในความเด็ดเดียว รักชาติจนตัวตาย ของ “พล.อ.สมเจตน์” แต่ทายาท คมช.ไม่ควรไปยุ่งกับพรรคการเมือง!!

คะแนนของท่านที่เคยมี…เดี๋ยวนี้เสียหายป่นปี้?..ทางที่ดี อย่าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่เข้าเรื่อง??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

แม่นกฎหมาย..ใช้สมองคมกริบ!!

“บิ๊กเปีย” พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้แจ่มแจ๋วในวัย ห้าสิบห้าสิบ

ถ้าเกาะลิฟต์แก้วเป็น “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” จะคุมเกมในสภานิติบัญญัติได้ดีเลิศนะท่าน

ผลงานที่ผ่านมา ปะทะกับ ขุนพลฝีปากกล้า ของ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อย่างไร้เทียมทาน

เป็น “สายเลือดพันธ์ุ” ของ “พรรคเพื่อไทย” ที่ไม่มีวันพลิ้ว และแหกคอก นอกใจไปอยู่กับพรรคอื่นแน่นอน!!!

ดูรายชื่อ สส.พรรคเพื่อไทย…. “บิ๊กเปีย”ท่านนี้เหมาะอย่าบอกใคร?…ที่จะได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร????

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์