Category Archives: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

อะไรคือความวิบัติ

เหมือนเหรียญสองด้านกับการที่ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ ออกมาพูดถึงความสำคัญเรื่องการใช้ภาษา…โดยยกกรณี “ภาษาสก๊อย” ที่พูดคุยในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางว่า มีทั้ง “ด้านบวก” และ “ด้านลบ”
บวกเพราะ…มนุษย์ไม่ยอมจำนนกับการสื่อสาร
ลบเพราะ…คนไทยอ่านน้อย…คำเลยน้อย…จึงต้องสร้างคำใหม่กันขึ้นมา
น่าเห็นด้วยกับความคิดเห็นของ “ปราชญ์ด้านตัวหนังสือ” ที่มองการใช้ภาษาไทยของคนไทยได้ละเมียดละไม…และมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
แต่ดูเหมือนรากเหง้าแห่งปัญหาที่ถาโถมเกิดขึ้นในประเทศไทย “ภาษาสก๊อย” ดูจะมีบทบาทและพิษสงน้อยกว่า “ภาษาทางกฎหมาย” เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเมืองการปกครอง
ภาษาสก๊อย…อ่านไม่ออก แต่เข้าใจกันเอง
ภาษาทางกฎหมาย…ทั้งอ่านออก รู้ทุกอย่าง แต่พอตีความออกมากลับสร้างความไม่เข้าใจ และยิ่งเพิ่มความสงสัยให้กับประชาชนซึ่งเป็นผู้รับฟัง
สิ่งใดกันที่สร้าง “ความวิบัติ” ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย?
คำว่า และ กับ หรือ…คำว่า คาดว่า หรือ น่าจะ…เพียง “คำสั้นๆ” ทางกฎหมาย ก็สามารถ “ผูกมัด” และ “เอาผิด” กับบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าบัลลังค์แห่งคำพิพากษาได้
อุทาหรณ์วินิจฉัยทางการเมืองมากมาย…กลายเป็นสิ่งที่สร้างคำถามให้เกิดขึ้นในใจของผู้คน
แล้วเราจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ…ปล่อยให้มันเป็นไป ทั้งที่รู้ว่า ภาษาทางกฎหมายสามารถใช้ “ทำล้าง-ทำลาย” เพื่อก่อไฟให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน
ขนาดพระพุทธองค์ยังเคยกล่าวว่า…วิบัติแห่งทิฎฐิ ซึ่งหมายถึง ความเห็นที่เห็นผิดเป็นชอบ…หากเกิดขึ้นเมื่อใด ณ ที่แห่งใด ย่อมนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ปราศจากความเจริญ
มันช่างเป็นเรื่องที่ตรงกับประเทศไทยเหลือเกิน…กับความเจริญที่ขาดหายไปด้วยการใช้ ภาษาทางกฎหมาย มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
หากเลือกได้ในบางกรณี…บางเหตุการณ์…และในแต่ละช่วงสถานการณ์…ประชาชน คนไทยคงอยากขับขานให้ใช้ “ภาษาสก๊อย” เพื่อสร้างความเข้าใจ…โดยไม่สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

วันที่ไม่มีวันหวนกลับ

ฝ่ายอำมาตย์เคยคิดกันบ้างหรือไม่..ประเทศนี้จะเป็นอย่างไร..หากไม่มีปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
คำตอบแรกก็คือ..ประเทศนี้จะไม่มี “คนเสื้อแดง” ให้เป็นหอกข้างแคร่..อาจจะมีแต่ “คนเสื้อเหลือง” ที่จำกัดการต่อสู้ไว้แค่การโจมตีนักการเมืองที่ฉ้อฉ้ลปล้นงบประมาณแผ่นดิน
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อาจจะเป็นดาราใหญ่ในสภาโจ๊ก..มีคนคอยตามคอยดูมากมาย..แต่ไม่ใช่..นักปลุก ระดมที่สามารถเรียกคนเป็นหมื่นเป็นแสนได้ในชั่วข้ามคืน
จตุพร พรหมพันธุ์..อาจจะเป็นผู้แทนตัวเล็กของพรรคเพื่อไทยที่สอบตกครั้งแล้วครั้ง เล่าในแผ่นดินเกิดสุราษฏร์ธานี..ไม่ใช่คู่กัดที่สมน้ำสมเนื้อกับขุนพลทุก หน้าของพรรคประชาธิปัตย์..และกระบี่สำคัญของขบวนการ “คนเสื้อแดง” ที่เป็นตัวตายตัวแทนได้ดิบดีกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
“คนเสื้อแดง” ที่ทำปรากฏการณ์หนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ขึ้นมาครอบครองคะแนนเสียงอย่างแน่นหนาในภาพที่มีประชาชนมากที่สุดในประเทศ ไทย..ภาคเหนือรวมทั้งบางส่วนของกรุงเทพ และแน่นหนาในเขตปริมณฑล
วันนี้..เสื้อเหลือง จะเป็นพลังมวลชนหนึ่งเดียวที่มีอำนาจครอบครองผิวถนน..เคียงคู่คลอเคียงกันไป กับกลุ่มสตรีผู้สูงศักดิ์..ที่มักจะปรากฏตัวออกมาเป็นข่าวในหน้าสื่อและยืน อยู่ในมุมตรงกันข้ามกับครอบครัวดามาพงษ์กับชินวัตร..
กองทัพที่อยู่ห่างจากการปฏิวัติมาแล้วครบ 20 ปี..ยังจะเป็นขวัญใจของประชาชน..เป็นผู้ทรงพลังอำนาจสูงสุดในทางการ เมือง..เพราะมือยังไม่เปื้อนโลหิตจากการสังหารประชาชนหลายครั้งหลายคราตาม บัญชาของนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์..
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ…ประเทศจะไม่เป็นอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้..แน่ นอนที่สุดมันต้องดีกว่าในวันนี้หรือเลวน้อยกว่าวันเวลาที่ล่วงมา..อย่างน้อย กรุงเทพก็ไม่ถูกเผาและคนร่วมร้อยก็ยังมีชีวิตอยู่..และอีกสองพันคนก็ไม่ได้ รับบาดเจ็บ
เศรษฐกิจของประเทศจะเฟื่องฟูไปมากมาย..ไม่อยู่ในสภาพหาเช้ากินค่ำ..มีเงินแต่ไม่กล้าใช้ไม่กล้าลงทุนอยู่แบบนี้
และที่แน่นอนยิ่งกว่าสิ่งใดๆ หากไม่มีการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ประเทศนี้ก็จะยังมีพรรคไทยรักไทย..ที่ไม่ใหญ่ไม่โตไปกว่าพรรคประชาธิปัตย์.. และล้มลุกคลุกคลานอยู่กับประชาธิปไตยสามานย์..ไม่มี ทักษิณ ชินวัตร..บนถนนการเมือง..ฯลฯ

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

มือ…เท้า…ปาก…. สังคมออนไลน์ “ภัยเงียบ” (ตัวจริง )

 

ขณะที่สังคมไทยกำลังตื่นตระหนกและให้ความสำคัญกับสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง เริ่มจากกัมพูชาแล้วระบาดขยายวงกว้างขึ้นมาถึงประเทศไทยในขณะนี้ ยิ่งเมื่อมีข่าวการสั่งปิดโรงเรียนดังๆ กระทั่งสุดท้ายมีข่าวการปิดโรงเรียนนับ 100 แห่ง มีการล้างทำความสะอาดเรือนจำ มีการล้างสถานที่แหล่งชุมชนต่าง และรวมไปถึงมีการพูดถึงการเสียชีวิตของเด็กหญิงวัย 2 ขวบครึ่ง ที่ รพ.นพรัตนน์ราชธานี

เอาไปลือว่าเสียชีวิตเพราะโรคมือเท้าปาก ก็เลยยิ่งตื่นตระหนกกันมากยิ่งขึ้น

จริงๆแล้วการตื่นตัวนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การตื่นตระหนก โดยเฉพาะถึงขั้นวิตกจริต หรือแตกตื่นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงให้ได้ อย่าได้เชื่อข่าวลือข่าวเล่าให้มากจนเกินไป เพราะทาง นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ยืนยันแล้วว่าโรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พบตามฤดูกาล ปกติเมื่อสิ้นสุดเดือนสิงหาคม สถานการณ์ก็จะดีขึ้นได้เอง

ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเรื่องของการระวังป้องกัน กับการหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อเท่านั้น ไม่ต้องตื่นตะหนกจนเกินไป เพราะอย่างเมื่อปี 2554 ก็พบว่ามีผู้ป่วย 18,000คน แต่เสียชีวิตเพียง 6 คน ซึ่งในปี 2555 นี้ พบผู้ป่วยแล้วประมาณ 13,000 คน โดยพบการระบาดในภาคอีสาน ภาคกลางมากที่สุด
ยังไม่พบผู้เสียชีวิต

เพราะการเสียชีวิตของเด็กหญิงวัย 2 ขวบครึ่ง ที่ รพ.นพรัตนน์ราชธานี น.พ.ไพจิตร์ ให้ข้อมูลว่าสาเหตุการตายเบื้องต้น แพทย์ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากโรคมือเท้า ปาก

สำหรับเชื้อไวรัสโรคมือ เท้า ปาก ที่พบในไทยในปีนี้คือ คอกซากี มีผลในการทำลายระบบกล้ามเนื้อหัวใจ และเอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งมีผลต่อการทำลายระบบประสาท แต่เชื้อไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่รุนแรง ดังนั้น ถ้ารักษาความสะอาด กินร้อนช้อนกลางล้างมือ ก็จะช่วยลดการระบาดได้

ซึ่งประเด็นของโรคมือเท้าปาก ถือเป็นเรื่องของโรคประจำถิ่นที่เกิดขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สังคมมีการตื่นตัว ระมัดระวัง และห่วงใย แม้บางครั้งจะผสมผสานข่าวลือจนเว่อร์ไปบ้างก็ตาม

แต่ปัญหา มือ.. เท้า.. ปาก ที่มีการแพร่ระบาดทางสังคมออนไลน์ ทางโซเชี่ยลเน็ทเวิร์ค ที่สั่งสมมาระยะหนึ่ง และมีการระบาดอย่างต่อเนื่องผ่านทางบรรดาเว็ปไซด์ดังๆ อย่าง youtube หรืออย่าง facebook เอาเข้าจริงแล้ว น่าจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่า

เพราะปัญหามือที่ว่า ก็คือ “มือ”ของเด็กนักเรียนหญิง ระดับมัธยมบ้าง ระดับอาชีวะบ้างที่มีการตบตีกันอย่างรุนแรง เพียงเพราะขัดใจกันหรือแย่งชิงผู้ชายกัน ทั้งๆที่อยู่ในวัยเรียนแท้ๆ

ร้ายที่สุดก็คือ ทุกครั้งของการตบตี จิกหัวกระชากลากผมกันอย่างดิบเถื่อนนั้น จะมีบรรดานักเรียนวัยเดียวกัน ล้อมวงเชียร์สนั่นด้วยความเมามัน แถมถ่ายคลิปแย่งกันเอามาโพสต์ลงในโลกออนไลน์ โดยคิดว่าเป็นการประกาศศักดาให้สังคมรับรู้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเป็นการประจานตัวเองชัดๆ

ส่วน “เท้า”ที่ระบาดออกมาก็คือแฟชั่นดิบถ่อยเถื่อน ที่เริ่มมีให้เห็นหนาตาในช่วงที่ผ่านมา กับการโพสต์ภาพโพสต์คลิป การเหยียบหัวนักเรียนหญิงด้วยกันที่เป็นคู่วิวาท ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังก้มลงกราบ!!

เด็กนักเรียนหญิงอาจจะคิดว่าเป็นวีรกรรมฮีโร่ที่อยากโชว์ แต่สังคมที่เห็นภาพกลับรู้สึกหดหู่ใจ ว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย จึงเป็นไปได้ถึงขนาดนี้

และก็เช่นเดิม การวิวาทถึงขึ้นทำร้ายร่างกายหรือเหยียบหัวประจานกันนั้น ส่วนใหญ่มีที่มาจากการแย่งชิงผู้ชายกันนั่นเอง

สำหรับ “ปาก” เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์ นั่นคือ การใช้ปากในลักษณะทางเพศ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการโพสต์กันสนุกสนาน นักเรียนหญิงในสารพัดเครื่องแบบนักเรียน เปิดหน้าอกให้เพื่อนักเรียนชายใช้ปากดูด!!!

หรือการใช้ทั้งมือทั้งปากแสดงพฤติกรรมทางเพศกันในสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะล่าสุดที่เป็นที่ฮืฮฮากันอย่างมาก คือคลิปฉาวที่หลุดออกมาจากโรงภาพยนตร์ที่ราชบุรี ที่มีพฤติกรรมทางเพศกันอย่างสุดๆ

นี่ยังไม่นับการใช้ปากผ่านการเขียนคำหยาบสารพัด มีทั้ง เอี้ย สัส สาด แมร่ง มรึง กรู ว่อนไปหมด ซึ่งนอกจากหยาบแล้วยังทำลายภาษาไทยอีกด้วย ไม่เชื่อถามครูลิลลี่ หรือ อาจารย์แม่ดูก็ได้ว่าจริงหรือไม่

นี่คือ การแพร่ระบาดที่น่ากลัวของ มือ เท้า ปาก ในสังคมออนไลน์ปัจจุบัน ที่สังคมไทยควรจะต้องตื่นตระหนกและระมัดระวังป้องกันมากกว่าใช่หรือไม่

หน่วยงานต่างๆ และโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงไอซีที ควรจะต้องตื่นตระหนกมากที่สุดว่าจะลดการแพร่ระบาดของคลิปฉาวพวกนี้อย่างไร

ในขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมก็ควรจะตื่นตัวได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมไทยเป็นสังคมปากว่าตาขยิบที่ฟอนเฟะเช่นนี้ เอะอะก็มักจะบอกว่าไทยเป็นสังคมชาวพุทธ แต่กลับปล่อยให้เด็กหญิงเด็กชายวนเวียนอยู่ในอบายมุข จนดูเร็กซ์มีผลออกมาอย่างน่าอับอายว่า ชายไทยนอกใจคนรักมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ในขณะที่ผู้หญิงไทยก็ครองอันดับ 2 แห่งการนอกใจ โดยที่อันดับ 1 คือผู้หญิงไนจีเรีย

วันนี้สังคมไทยป่วยหนักกว่าการระบาดของโรคมือเท้าปากในขณะนี้ ก็เพราะมือ.. เท้า.. ปาก ในสังคมออนไลน์นี่แหละ

ซึ่งวิธีป้องกันคือ ต้องสอนให้เยาวชนใช้ มือ เท้า ปาก ให้เหมาะสม คือมืออย่าไปคลิกดูคลิกโพสต์ คลิปโป๊คลิปฉาว เท้าก็อย่าเดินเข้าไปในแหล่งอบายมุข สถานอโคจร และปากก็หัดพูดอย่างสร้างสรรค์ พูดอย่างจรรโลงขนบธรรมเนียนวัฒนธรรมไทยบ้าง

ตัวอย่างดิบ ถ่อย เถื่อน เลวๆของรุ่นผู้ใหญ่บางคน ไม่ต้องเลียนแบบก็ได้นะหนูนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.bangkok-today.com/node/13583

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ดึงน้ำฆ่าปู! แผนแตก เจอม.31!

ในห้วงเวลาวิกฤต จะช่วยให้รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของคนแต่ละคน ว่าจริงๆแล้วเป็นเทพ หรือเป็นมาร ยึดมั่นผลประโยชน์ประชาชน หรือว่ามุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว
ยิ่งกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่จะช่วยให้บรรดา “อีแอบ”ทั้งหลาย ยังสามารถที่จะซ่อนหางได้อย่างมิดชิด ใครเป็นอย่างไรในวันนี้เชื่อว่าประชาชน คนไทยที่โดนน้ำท่วมต่างก็รู้กันดีมากขึ้น
เพราะความเดือดร้อนนั้นแผ่กระจายโดยตรงไปกว่าครึ่งค่อนประเทศ พลังของน้ำนั้นกวาดเรียบไล่มาจากภาคเหนือ ลงสู่ภาคกลาง เพื่อต้องการที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย
แต่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือ กรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองหลวง ซึ่งเป็นใจกลางของเศรษฐกิจที่สำคัญของคนไทยทั้งประเทศ ดันมาเป็นเมืองที่ขวางทางลงของมวลน้ำที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย
ถ้ากรุงเทพฯท่วม ความเสียหายที่ว่ากันว่าขณะนี้อยู่ที่ 2-3 แสนล้านบาทนั้น จะทวีคูณความเสียหายขึ้นเป็น 4-5 แสนล้านบาทเลยก็เป็นได้ ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดสำหรับรัฐบาลในการตัดสินใจ
กรีดน้ำแหวกออกซ้ายขวา เพื่อให้กรุงเทพฯเป็นไข่แดงตรงกลาง ในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องเจอกับปัญหาจังหวัดรอบข้าง หรือเมืองบริวารของกรุงเทพฯที่กลายเป็นแหล่งรับน้ำแทน
วันนี้ด้านตะวันตก ปทุมธานี นนทบุรี โดยเฉพาะปากเกร็ด บางบัวทอง บางใหญ่ บางกรวย ไทรน้อย กลายเป็นเมืองล่มไปหมดแล้ว
แถมยังมีนครปฐม บางเลน ที่กำลังกลายเป็นทางผ่านของน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ
ไม่แตกต่างกับด้านตะวันออกที่จะมีการผันน้ำเข้าสู่ 5 คลองหลัก ใน 4 เขต ได้แก่ มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง และคลองสามวา เพื่อให้ไหลลงสู่อ่าวไทย
แน่นอนว่าต้องผ่านรังสิต เฉียดกรุงเทพฯ ออกฉะเชิงเทรา กระทบกันอ่วมไปตามๆกัน
หนีไม่พ้นที่จะเป็นแรงกดดันสำหรับรัฐบาล ที่โดนตั้งคำถามว่า ตัดสินใจได้ถูก หรือเหมาะสมเพียงใด???
แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือประเด็นโจมตีทางการเมือง เป็นภัยแทรกซ้อนขึ้นมาในสภาวะวิกฤตอุทกภัยใหญ่
ไม่น่าเชื่อว่า จะมีพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
หัวจิตหัวใจของคนบางกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมืองนั้นไม่รู้ว่าทำด้วยอะไร จึงอำมะหิตได้อย่างไม่รู้จักกาละเทศะเช่นนี้
ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลุ่มคในสังคมบางกลุ่มที่ไม่ได้มากมายอะไร เพราะพิสูจน์ให้เห็นชัดจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา… ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคเพื่อไทย ด้วยจำนวนเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกว่า 15 ล้านคน
เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ว่าขั้วการเมือง 2 ขั้ว รวมทั้งบรรดาตัวแทรกทางการเมือง ที่พยายามปลุกปั่นสร้างสาวกเอาไว้เป็นอำนาจใจการต่อรองทางการเมืองนั้น
ของจริง ของแท้ในมือของแต่ละขั้วนั้น มีเท่าไรกันแน่
แต่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่มุ่งหวัง แม้จะชัดเจนว่าเป็นแค่ชนกลุ่มน้อย แต่ก็พยายามทำตัวเป็นคนกลุ่มน้อยที่ขยันพูด ขยันวิจารณ์ ขยันปั่นกระแส และขยันโจมตี
พยายามทำทุกทางเพื่อที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ได้ แม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างแท้จริง และก็ไม่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเลยสักนิด
ทุกวันนี้ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กที่คนกลุ่มนี้เข้าถึงได้มีการพยายามปั่นประแส เพื่อหาเรื่องโจมตีรัฐบาลในทุกเรื่อง โดยไม่สนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไม่สนว่าจะเป็นการบิดเบือน เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีความจริงเลยสักนิด
หรือไม่ได้กังวลเลยสักนิดว่า จะเขียนข้อความโดยมีการกล่าวอ้างที่พาดพิงไปถึงสถาบันใดๆ
เห็นนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำงานสู้น้ำท่วมเคียงคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ตาร้อนผ่าวกลัวว่า หากยังร่วมมือทำงานไปด้วยกันเรื่อยๆ จะเกิดความเข้าใจกัน จะเกิดความร่วมมือกันแน่นแฟ้นขึ้น
พอถึงเวลาจะยุแยงตะแคงรั่วให้แตกกันลำบาก จะยุให้กองทัพทำการปฏิวัติรัฐประหารได้ไม่ง่าย ก็เลยต้องเสี้ยมเสียตั้งแต่ตอนนี้
แค่รัฐบาลตัดสินใจออกคำสั่งภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 มาตรา 31 ในการเตือนภัยพิบัติร้ายแรง โดยให้ทุกหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อการทำงานที่เป็นเอกภาพ
ก็เร่งแปลงสารว่า รัฐบาลรวบอำนาจ นายกฯปูอยากเป็นใหญ่ อยากเก่งคนเดียว
ทั้งๆที่มาตร 31 เป็นเรื่องการการรวมศูนย์ในการทำงานเพื่อให้เกิดพลังสามัคคี เนื่องจากที่ผ่านมาเจอทั้งพวกที่เข้าเกียร์ว่าง พวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ และพวกที่พยายามปัดแข้งปัดขาในการทำงานอย่างไม่ละอาย
ยิ่งในการปกป้องพื้นที่ กทม. ไม่น่าเชื่อว่ายังดันทะลึ่งมีการแบ่งขั้วการเมืองกันอยู่อีก รัฐบาลเป็นเรื่องของนายกฯปูกับพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ กทม.ต้องเป็นเรื่องของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร และพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น
แต่เวรกรรมในพรรคประชาธิปัตย์เอง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ก็โดนเล่นกันเองแทงกันเอง เพราะบางกลไกในกทม. ดันถูกขีดเส้นแบ่งว่า นี่คือคนของผู้ว่าฯคนนี้ แต่อีกกลุ่มเป็นคนของอดีตผู้ว่าฯกทม.อีกคน
เล่นกันเละตุ้มเป๊ะ จนทำให้การระวังป้องกันและการระบายน้ำใน กทม. ไม่เป็นเอกภาพ
ทำเอาคน กทม.ต้องลุ้นระทึกว่า ฟังรัฐบาลอย่งหนึ่ง ฟังผู้ว่าฯ กทม.ก็อีกอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าฟังพรรคประชาธิปัตย์บางคนที่หวังเขย่าสถานการณ์ด้วยแล้วยิ่งไปกัน ใหญ่
ไม่รู้ว่า กรุงเทพฯจะรอดน้ำท่วมหรือไม่รอดกันแน่
คนกรุงเทพฯหลายคนบอกฟังข่าวของคนพวกนี้บางทีอยากจะเขวี้ยงให้โทรทัศน์พัง แต่นึกได้ว่าโทรทัศน์เป็นของตัวเอง พังไปนักการเมืองพวกนั้นก็ไม่รู้สึก สู้จดใส่บัญชีเอาไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ขอเลือกคนพวกนี้เป็นเด็ดขาดน่าจะดีกว่า
เพราะมีอย่างที่ไหน พอเล่นงานเรื่อง ม.31 ไม่ได้ผล ก็หันมากดดันว่าจะต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งใช้ตอนสลายการชุมนุมของประชาชน โดยหวังว่าจะได้เป็นข้ออ้างว่า เห็นหรือไม่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯนั้น รัฐบาลนายกฯปู ก็มีการประกาศใช้เหมือนกัน
ฟังแล้วนอกจากสมเพชแล้ว ยังอดนึกถึงนิทานอีสป เรื่อง หมาจิ้งจอกหางด้วนไม่ได้
ตัวเองหางด้วนตัวเดียวไม่พอ ต้องพยายามให้คนอื่นหางด้วนไปด้วย
นี่หรือคือการเมืองสร้างสรรค์???
แม้แต่ความสูญเสียของประชาชน ก็ยังเอามาเป็นประเด็นทางการเมืองได้อย่างหน้าตาเฉย ก็กรณีการเสียชีวิตอย่างน่าสลดของคนในชุมชนบางบัวทองจำนวน 8 ศพนั้น รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ฉวยโอกาสออกมากระตุ้นประชาชนให้ฟ้องศาลเล่นงานนายกฯยิ่งลักษณ์ โดยไม่รู้ ไม่มีข้อมูลความจริงเลยแม้แต่น้อย
เพราะคนที่ออกมาพูดเจื้อยแจ้ว ไม่ได้ไปลงพื้นที่บางบัวทองเลยสักนิด
จึงไม่รู้ว่า จริงๆแล้วการไฟฟ้าฯได้มีการตัดไฟไปแล้ว ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม แต่หลังตัดไฟทำให้คืนนั้นตลาดบางบัวทองมืดมิด บรรดาสวะมนุษย์ที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้เดือดร้อน ได้ออกมาโจรกรรมลักขโมย งัดแงะบ้านเรือนในบางบัวทองเป็นจำนวนมากมาย
จึงทำให้คนบางบัวทองต้องไปร้องขอทางการไฟฟ้าฯให้ช่วยต่อไฟกลับมา เพราะทนถูกโจรกรรมไม่ไหว จนนำมาซึ่งโสกนาฏกรรมในที่สุด
ชาวบ้านบางบัวทองเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีการเอาการตายของผู้คนซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า ให้กลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองเยี่ยงนี้ ไม่รู้สึกอะไรเลยอย่างนั้นหรือ
ไม่รู้ว่าระหว่าง สวะมนุษย์ กับ สวะการเมือง ที่มากับน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ อะไรย่ำแย่กว่ากัน อะไรเป็นสวะที่สมควรจะถูกกำจัดให้หมดไปจากสังคมไทยมากกว่ากัน???
หรืออย่างกรณีของมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ศูนย์รังสิต ซึ่งอุทิศตัวอุทิศสถานที่รับใช้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ ประสบภัย ตามแนวอุดมการณ์ของธรรมศาสตร์ ของท่านผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์
แม้ว่าสุดท้ายธรรมศาตร์รังสิตเองจะต้องประสบชะตากรรมน้ำท่วมเสียเอง แต่ก็ยังไม่ทอดทิ้งประชาชน ไม่ปล่อยวางภารกิจ
ในขณะที่ที่อื่นๆนิ่งเงียบ แต่ที่แย่สุดๆก็คือบางที่กลับยังปั่นกระแสปล่อยข่าวไม่หยุด โดยไม่คิดจะทำภารกิจช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเลยแม้แต่น้อย
ก็แบบนี้นี้แหละที่ทำให้ขณะนี้กระบวนการข่าวลือ ดูเหมือนจะมีออกมาเป็นลูกระนาดอย่างผิดปกติ เป้าหมายก็คือการมุ่งโจมตีรัฐบาลและนางสาวยิ่งลักษณ์
เพื่อหวังให้เกิดการพลิกขั้วทางการเมืองให้ได้
ทำกันเป็นกระบวนการ โดยที่มีสื่อบางสื่อ มีสถานีโทรทัศน์บางช่องออกมาเขย่าขวัญประชาชนตลอดเวลา พร้อมกับเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า การช่วยเหลือล่าช้า การช่วยเหลือไม่ทั่วถึง
แต่ในขณะเดียวกันกลับมีสวะอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะลงทุนกลั่นแกล้งเพื่อขัดขวางการช่วยเหลือของภาครัฐ ขัดขวางการนำรถทหาร รถโดยสาร รถบรรทุก ที่จะเข้าไปขนคนออกมา ด้วยการโรยตะปูเรือใบ ไม่ให้เอารถเข้าไปช่วยคนได้สะดวก
ต้องการโจมตีทางการเมือง ถึงกับเอาความเดือดร้อนของผู้คนมาเป็นเครื่องมือ ใครที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้ลงคอ ต้องถือว่า แย่ยิ่งกว่าสวะที่ลอยตามน้ำท่วมในเวลานี้เสียอีก
สภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แทนที่ขั้วการเมืองต่างๆจะถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องช่วยกันกอบกู้ช่วยเหลือ ประชาชนโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตให้ได้
แต่กลับกลายเป็นว่า ฉวยวิกฤตประชาชน เพื่อหวังผลทางการเมืองเสียนี่…..
น้ำท่วมรอบนี้ สวะลอยเกลื่อนเมืองเกลื่อนประเทศจริงๆ!!

2 Comments

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ใครควรลาออก

เมื่อคณะนิติราษฎร์ออกแถลงการณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์ที่สอดคล้องกับวันครบรอบ 5 ปีแห่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อันประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก คือ

(1) การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

(2) การแก้ไชเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

(3) กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

และ (4) การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ปรากฎว่า…ได้ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง เพราะเป็นการพลิกหลักคิดทางกฎหมายของไทยครั้งสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล

แทนหลักคิดคร่ำครึแบบเก่าที่ว่า…

เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจรัฐสำเร็จย่อมเป็น “รัฐถาธิปัตย์” แบบเดียวกับอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปเป็นหลักคิดที่ว่า…

คณะรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นผู้ที่ทำผิดกฎหมาย จะต้องถูกลงโทษและผลพวงทั้งหมดที่กระทำและเกิดตามมาจะต้องเป็นการสูญเปล่า

อันเป็นหลักคิดแบบเดียวกับการลบล้างคำสั่งศาลนาซีหลังสงครามโลกครั้งที่สอ งและหลักคิดทางกฎหมายของฝรั่งเศส ตุรกีและประเทศอื่นๆ

ในขณะที่ได้รับการต้อนรับและสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ก็มีเสียงตอบกลับด้วยความโกรธเกรี้ยวจากบางฝ่าย รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกที่บอกว่า…

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จะทำให้เกิดความแตกแยก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ก็กล่าวหาว่า…

มันเป็นข้อเสนอเพื่อช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้รับการนิรโทษกรรมและเห็นว่า คณะนิติราษฎร์ควรลาออกจากการเป็นนักวิชาการไปเป็นนักการเมือง

มีคนเปรียบเทียบว่า…ปฏิกิริยาดังกล่าว เป็นอาการเต้นเร่าๆ แบบเดียวกับแผลสดถูกราดด้วยน้ำเกลือ

คณะนิติราษฎร์ได้ตอบกลับผู้บัญชาการทหารบกว่า…ข้อเสนอของพวกตนเป็นการเคลื่อนไหวทางความคิดตามแนวทางประชาธิปไตย

เพราะทุกอย่างจะย้อนไปให้ประชาชนตัดสิน และว่าการใช้กำลังทำรัฐประหารเสียอีกที่ทำให้บ้านเมืองมันแตกแยก

สำหรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น คณะนิติราษฎร์ตอบกลับว่า…ไม่เข้าใจว่าทำไมคนในพรรคประชาธิปัตย์ถึงเดือด ร้อนกันมากในเรื่องนี้

ตามคำพูดนี้หมายความว่า…คณะนิติราษฎร์สงสัยว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์และพลพรรคประชาธิปัตย์จึงพากันเดือดร้อนที่คณะรัฐประหารจะถูกลงโทษ

ทำไมจึงเดือดร้อนที่อำนาจเผด็จการจะถูกทำให้เป็นโมฆะ และทำไมจึงเดือดร้อนที่รัฐธรรมนูญเผด็จการ 2550 จะถูกยกเลิกไป

ในประเด็นที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้คณะนิติราษฎร์ลาอออกจากการเป็นนักวิชาการนั้น

อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า…พวกตนไม่ได้ต้องการเป็นนักการเมือง ต้องการเป็นนักวิชาการ

ถ้าจะให้ลาออกกันแล้ว เห็นว่าผู้ที่ควรลาออกคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรลาออกจากการเป็นนักการเมือง

ประเด็นที่ว่า…ใครควรลาออกนี้ จะพิจารณาตัดสินได้จากหลักการที่ว่า นักการเมืองและนักวิชาการนั้น ควรสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเผด็จการ

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยืนอยู่ตรงไหน…และนายอภิสิทธิ์มีจุดยืนอยู่ตรงไหน

ซึ่งจะสามารถสรุปว่า…คนเรายิ่งนั้นยิ่งพูดยิ่งแสดงออก มันก็ยิ่งทำให้คนเห็นธาตุแท้ว่าเป็นประการใด

เป็นขี้ตะกั่วหรือทองคำแท้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

อึ้ง ! ยึดทรัพย์ “ชูวิทย์” ค้าประเวณี-ฟอกเงิน

ศาลแพ่งออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ ให้ยึดทรัพย์นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย โดยให้เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม 9 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขา ถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ที่มีเงินเหลืออยู่จำนวน 127,725.06 บาท และ 17,128.40 บาท รวมทั้งหุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนด์ สตาร์ จำกัด หุ้นบริษัทเดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด หุ้นบริษัทเดวิส โกลเด้นสตาร์ จำกัด และหุ้นบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวม 33,446 หุ้น มูลค่า 3,344,600 บาท พร้อมด้วยดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายชูวิทย์ และบริษัทโฮ แปซิฟิค เป็นผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 กระทำผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 สรุปว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รับรายงานว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ต้องหาในความผิดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 คณะกรรมการธุรกรรมตรวจสอบรายงาน และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 1 แล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายและย้าย ซ่อนเร้นทรัพย์จากการกระทำผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่ 1 ไว้เป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมศึกษาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านทั้ง 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (2) พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะถูกจับกุมตัวหรือจะต้องคำพิพากษาของศาลว่าเป็นผู้กระทำผิดและถูกลงโทษใน คดีอาญาหรือไม่ ซึ่งตามบทบัญญัติกฎหมายการฟอกเงินให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินทั้ง 6 รายการตามร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งภาระพิสูจน์จะตกอยู่ที่ผู้คัดค้านทั้ง 2 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าได้ทรัพย์สินทั้ง 6 รายการมาโดยสุจริต กรณีจึงไม่มีเหตุให้ศาลคืนทรัพย์สินดังกล่าวกับผู้คัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกคำร้องของอัยการผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ทำไมจึงต้องลับ

คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาประมาณวันที่ 14 กันยายนนี้

เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และเพื่อหาความกระจ่างกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลชุดที่แล้วไป “เจรจาลับ” กับฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศทั้งสอง

องค์การปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมศกนี้…ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหน้าแหกเป็นปลาแปดริ้วว่า…

ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์พยายามติดต่อเจรจาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับรัฐบาลสมเด็จฮุนเซน

โดยเมื่อ 27 มิ.ย. 2551 นายสุเทพ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมไปเจรจากับสมเด็จฮุนเซนที่เมืองกันดาน ใกล้กรุงพนมเปญ

และ นายสุเทพ ไปเจรจากับ นายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552 กับที่คุนหมิง ประเทศจีนเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2553

โดยการเจรจาทั้งสามครั้งเป็นการเจรจาลับตามคำขอของฝ่ายรัฐบาลไทย

นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่มีการเจรจา แต่ปัดปฏิเสธว่าการเจรจาเป็นเรื่องอื่นมิใช่ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน และยืนกรานว่า…ฝ่ายเขมรต่างหากที่ขอให้ปกปิดการเจรจาเป็นความลับ

คงมีคนปัญญาอ่อนเพียงไม่กี่คนที่สงสัยว่า…ฝ่ายไหนเป็นคนโกหก?

โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายกัมพูชาตั้งข้อสังเกตว่า…การเจรจาทุกครั้งทำไมจึงต้องเป็นการประชุมลับ?

ทั้งๆ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถเจรจาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชาได้อย่างเปิดเผย

ขณะที่ยังมีความสงสัยกันอยู่นั้น ก็มีการเปิดโปงออกมาว่า ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แถลงให้ชาวไทยรู้กันถ้วนหน้าว่า…

คณะรัฐมนตรีของเขาได้ลงมติยกเลิก “เอ็มโอยู” หรือบันทึกช่วยจำระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อปี 2544 ไปเรียบร้อยแล้วนั้น เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เคยบอกเลิกกับรัฐบาลกัมพูชาเลย

เกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานี้ “วิกิลีกส์” ได้เปิดเผยรายงานลับของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฉบับลงวันที่ 15 พ.ค. 2550

เรื่อง สภาธุกิจสหรัฐ-อาเซียน เดินทางไปเยือนพนมเปญ และ ผู้แทนบริษัทโคโนโค ฟิลิปส์ ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาหาทางคลี่คลายข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลใน อ่าวไทย

เพราะทางบริษัทได้รอสัญญาสัมปทานการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบ สิบปีแล้ว ซึ่ง “นายเกาคิมฮอร์น” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาได้ตอบว่า…

ไทยกับกัมพูชาเกือบได้ข้อยุติในเรื่องนี้ ก่อนที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกโค่นไม่นานนัก โดยทั้งสองเห็นพ้องในหลักการแบ่งรายได้ว่า…

พื้นที่ใกล้ไทยมากที่สุด ไทยได้ 80% กัมพูชา 20% พื้นที่ตรงกลางแบ่ง 50-50 และพื้นที่ใกล้กัมพูชา ไทยได้ 20%กัมพูชาได้ 80%

วิกิลีกส์รายงานอีกฉบับว่า…ในการประชุมระหว่าง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา กับ นายแกรี่ ฟลาเฮอร์ตี้ ผู้จัดการทั่วไปด้านพลังงานของบริษัทเชฟรอนของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับสัมปทานการสำรวจนอกชายฝั่งกัมพูชา

นายแกรี่บอกกับฝ่ายกัมพูชาว่า…บริเวณพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยนั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการสำรวจหาน้ำมัน

โดยคาดว่า…จะมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจำนวนมหาศาล ใกล้เคียงกับของมาเลเซีย

เวลานี้ ปตท.สผ.ของไทยได้รับสัมปทานเจาะหาน้ำมันนอกชายฝั่งกัมพูชา โดยลงทุนร่วมกับบริษัทกัมพูชาอยู่แล้ว

จากความจริงที่วิกิลีกส์เปิดเผยดังกล่าวนี้ก็พอจะสรุปได้ว่า…ทำไมการเจรจาจึงต้องเป็นความลับ ปกปิดไม่ให้ใครรู้

เพราะถ้าทุกอย่างเล่นกันแบบเปิดเผยและตกลงกันได้ รัฐบาลก็ต้องให้ ปตท.ที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ 52% ไปดำเนินการเจาะสำรวจในเขตพื้นที่ทับซ้อน

ไม่ใช่มอบสัมปทานให้บริษัทต่างชาติเหมือนสมัยที่คุยว่า…โชติช่วงชัชวาล

แต่ถ้าทำให้เป็นเรื่องลับได้…แหะ แหะ ก็มีหวังได้ “เก๋าเจี๊ยะ” จากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกกันพุงปลิ้น

เฮ้อ! ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ มิน่ามันจะต้องลงมือโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้พ้นจากตำแหน่งในเดือนเมษายนปีหน้าให้ได้

1 Comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ไม่เห็นเป็นไรเลย

ประเทศไทยเรานี่แปลก…ถ้าใครแสดงความคิดเห็นที่แปลกใหม่ขึ้นมา เป็นต้องถูกพังทะลายเหยียบแบนทุกรายไป

คนที่รู้ไม่จริง แต่ตีโวหารเก่ง มีทั้งนักการเมืองและอาจารย์มหาวิทยาลัย วิสัยทัศน์อาจไม่ยาว แต่ชอบค้าน…ค้านเสียจนสิ่งดีๆ ป่นปี้ไปหลายเรื่อง ยกตัวอย่างสักเรื่องก็ได้

เมื่อ ปตท.ตระหนักว่า…น้ำมันในโลกจะหมดในไม่กี่สิบปีข้างหน้า อยากลงทุนซื้อ “คาร์ฟู” กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ในไทยของฝรั่งเศส ให้มีการลงทุนด้านอื่น เหมือนกลุ่มค้าน้ำมันมหาอำนาจในโลกกับเขาบ้าง ถูกค้านจนหมอบ กลายเป็นเหยื่อให้ “บิ๊กซี” ซึ่งก็ต่างชาติ คว้าเอาไปกินสบายๆ

อาจชอบให้ต่างชาติโกยกำไรในไทยไปนอก กำไรเป็นของคนไทย อยู่ในไทยคงจะรังเกียจมาก

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แพร่ความคิดจะตั้ง “กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งประเทศไทย” โดยจะเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีอยู่ราว 1.9 แสนล้านดอลลาร์ ขณะนี้อาจถึง 2 แสนล้านดอลลาร์แล้วก็ได้ เพราะใหลเข้าตลอดเวลา จากการส่งออกของเราที่ก้าวหน้า มาประเดิมเป็นกองทุน

ตกเป็นทุนประเดิมราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 600,000 ล้านบาท

เอาไปลงทุนในต่างประเทศที่เห็นว่า…เป็นกิจการแข็งๆโดดเด่นไม่มีวันเจ๊ง อย่างลงทุนในกิจการน้ำมันหรือทองคำ

เห็นได้ชัด 2อย่างนี้ราคามีแต่เดินหน้ามาเป็นร้อยปีแล้ว เพื่อเอากำไรมาเป็นของประเทศบ้าง

เห็นชัดๆ เก็บเงินทุนสำรองฯ ส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์ มันอ่อนค่าลงทุกทีๆ และคงจะอ่อนต่อไปอีกหลายปี จากฐานะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำไทยสูญเงินไปเปล่าๆ จากอัตราแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์ เป็นหมื่นๆ ล้านบาท

เราคงจะเอาแบบสิงคโปร์มีกองทุนการลงทุนแห่งชาติสิงคโปร์ กองทุนเทมาเส็ก เอาแบบจีนและหลายชาติในตะวันออกกลาง ย่านนี้เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เขาก็ทำกันแบบนี้หมดแล้ว เหลือแต่ไทย

ทั้งโลกมีราว 50 กองทุนของ 50 ประเทศ เนื่องจากบางประเทศมีมากกว่าหนึ่งกองทุน

เท่านั้นแหละค้านกันเจี้ยวไปเลย! เงินกองทุนสำรองฯ เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้ น่าแปลกใจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนแรกเห็นด้วย ต่อมาไม่เห็นด้วย

บอกทำการวิเคราะห์ดูแล้ว…อย่าไปแตะกองทุนสำรองฯ เพราะเศรษฐกิจโลกผันผวน อีกทั้งกองทุนที่จะตั้งทุนมันน้อย

ใครบอกเล่า ตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติวันนี้ แล้วดำเนินการได้เลย ยังต้องมีกฎหมายมีคณะกรรม การ1-2คณะ วางแผนปฏิบัติงานพร้อมป้องกันความเสี่ยง อย่างต่างชาติเขามี

ทีแบ๊งค์ชาติซื้อทองคำ 30 ตัน เมื่อเดือนที่แล้วไว้เป็นทุนสำรองทำไมทำได้ รัฐบาลจะทำเพื่อชาติบ้างทำไม่ได้

สู้แบ๊งค์ชาติเอาทุนสำรองฯ ไปสู้กับ “จอร์จ โซลอส” แล้วถลุงแทบเกลี้ยง…ผู้ว่าฯ เกิดแล้วตาย 3รอบ ก็ยังติดตะรางชดใช้ไม่ครบเลย

อย่างนั้นคงจะดีกว่ากระมัง?

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

บางกอกกอสซิบ

 

๐ “บางกอกทูเดย์” ยึดมั่นเสนอแต่ความจริงไม่อิงกระแส ฉบับนี้ ประจำวันจันทร์ที่ 5 กันยายน 2554….๐

ไม่ถึงครึ่งเดือนที่ “รัฐบาลปู 1” บริหารประเทศ โดยภาพรวมพอถือว่า”สอบผ่าน” จากการเร่งทำนโยบายเร่งด่วนให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมันซึ่งถือเป็น”เส้นเลือดใหญ่”ของเศรษฐกิจและประชาชน ทั้งประเทศ…..๐

“กุหลาบพิษ”เชื่อ!! บัดนี้ ไม่มีใครจำชื่อ พิชัย นริพทะพันธ์ เจ้ากระทรวงพลังงาน ไม่ได้! หนึ่งสัปดาห์เต็มๆที่เดินสายออกทีวีจากเชิญของสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ถึงวันนี้คงไม่มีใครกังขาว่า”คนชื่อนี้” แปลกปลอมมาจากจากใหน?? ทำไมถึงต้องมาดูแล”น้ำมันของชาติ” และกล้าล้ม”ระบบเสือนอนกิน” จาก”กองทุนน้ำมัน”อีกต่อไป…..๐

ปากกล้าขาสั่นจากพรรคฝ่ายค้านบางคน เลิกทำตัวเป็น”หมาป่ากับลูกแกะ” ในการออกมาค้าน(แบบไม่เต็มคำ) จากการตัดสินใจลดราคาน้ำมันลิตรละ 7-8 บาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพรารู้!! ดันทุรังต่อไปก็เท่ากับ”ตอกฝาโลงให้ตัวเอง”…..๐

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก! ถึงเวลาแล้วที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็น”ฝ่ายค้าน”ที่ยืนกับความเป็นจริง อย่าคิดว่ารัฐสภา และ”งานการเมือง” คือการโต้วาที!! สองปีกว่าที่รัฐบาลมาร์คล้มเหลว คือ”คำตอบ”สำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้….๐

ถึงวันนี้ ประชาชนคนไทยทั่วไป ยังต้องการให้ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยึดคำมั่นที่ออกมาจากปากนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย “จะมุ่งมั่นแก้ไขและไม่แก้แค้น” แต่ต้องไม่ลืมการทำทุกอย่างตามกฏหมายให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่”การแก้แค้น”!!…..๐

เพราะ”ความเชื่อ”ว่า แบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย เป็น”รัฐอิสระ” ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังแตะต้องไม่ได้!! ความผิดพลาดทางการเงินการคลังมากมายเกิดขึ้นทำให้ประชาชนตาดำๆต้องรับ เคราะห์กรรมที่ไม่ได้สร้าง!! ถึงยุค ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ปรากฏการณ์รัฐบาลปูก็เกิดขึ้น!!…..๐

สื่อเสนอเป็น”ข่าวใหญ่” ระดับข่าวช้าง!! คลังเขย่าแบงก์ชาติ-สั่งงาน4เรื่อง บีบรื้อกรอบเงินเฟ้อ “ประสาร”โต้กลับฉับพลัน! กรอบเงินเฟ้อเหมาะสมแล้ว!!…(มีอะไรรึเปล่า??) “ประสาร”ที่ว่าคือ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย….๐

“กุหลาบพิษ” จะรอดู!! ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่มาจากตลาดหุ้น จะมีวิทยายุทธขนาดใหน? กล้าหาญชาญชัยอย่าง “เฉลิม อยู่บำรุง”หรือเปล่า? ที่จะมาขึ้นมาร่ายทวนกับผู้ว่าแบงก์ชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งมาจาก”รัฐบาลมาร์ค” โดย กรณ์ จาติกวณิช!!…๐

การบ้าน 4 เรื่อง ที่”ขุนคลังธีรชัย” มอบให้”แบงก์ชาติ”รับไปทำ..มีแก้หนี้กองทุน-ดูแลแบงก์ออกตั๋วบีอี-ตั้งกอง ทุนมั่งคั่ง และกำหนดกรอบเงินเฟ้อใหม่ ขีดเส้นตายทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน!! ถ้าผ่าน 30 กันยาไม่มีอะไรเกิดขึ้น รัฐมนตรีคลัง จะทำอะไร “ผู้ว่าประสาร”ได้?? นี่เป็นอีก”โจทย์ใหญ่” ของรัฐบาลปู 1 ที่มากับการ”ยกเครื่องประเทศไทย”…….๐

เข้าทำนอง”เป็นนักกลอนนอนเปล่าก็เหงาจิต” ว่าแล้ว สุริยะใส กตะศิลา ในสีเสื้อตัวใหม่-ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว โผล่ขึ้นมาจากใหนไม่รู้??”สั่งสอนรัฐบาล..การตั้ง”คนเสื้อแดง”มารับตำแหน่ง คือ”สายล่อฟ้า”ที่จะเป็นเหตุทำให้รัฐบาลพัง!! ”กุหลาบพิษ”ฟังแล้วแปลกใจ “ยะใส” เองเคยรู้หรือเปล่า? ตัวเธอเองพังเพราะอะไร??….๐

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

พูดอย่างนี้คุกคามไหม?

พอรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ของ คุณอภิสิทธิ์ แพ้เลือกตั้งตกเก้าอี้ และพรรคเพื่อไทยกลายเป็นฝ่ายขึ้นมาบริหารประเทศแทน

มันก็มีเสียงอื้ออึงเกือบจะทันทีว่า…สื่อมวลชนถูกคุกคามและมีการกล่าวหาว่าสื่อมวลชนบางส่วนเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายพรรคเพื่อไทย

จนสถาบันหนังสือพิมพ์บางสถาบันจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า…ยังมีคุณค่าอะไรเหลืออยู่หรือไม่

นอกจากการเป็นสถาบันที่อวดอ้างสรรพคุณให้ผู้บริหารมีสิทธิ์เข้าไปเป็น สมาชิก สภานิติบัญญัติหรือเป็นอะไรอื่นที่คณะรัฐประหารหรือรัฐบาลแต่งตั้งตอบแทน

เหยียบทิ้งคำสั่งสอนของปรมาจารย์หนังสือพิมพ์ชื่อ สุภา ศิริมานนท์ เรื่อง “คอรัปชั่นในวงการหนังสือพิมพ์” อย่างสิ้นเชิง

ตอนที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น บรรดาสื่อทั้งหลายที่พากันโวยวายว่าถูกคุกคามอยู่ตอนนี้…พากันเงียบกริบ ยิ่งกว่าเป่าสากกระเบือ ต่อการที่รัฐบาลสั่งปิดเวปไซต์

ทั้งการข่มขู่คุกคามสื่ออย่างโจ่งแจ้ง…ใช้เงินแผ่นดินสนองประโยชน์แก่ สื่อที่เป็นพรรคพวกนับพันล้าน…และยังมีการใช้วิทยุและโทรทัศน์ของรัฐด่า ฝ่ายค้านทั้งเช้าทั้งเย็น

รายการของเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์บางคน ถูกถ่ายทอดพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งวิทยุทหารและพลเรือน  ทั้งๆ ที่เป็นรายการแผดเสียงแสดงความคิดเห็นว่า…

รัฐบาลอภิสิทธิ์วิเศษยังไง…ฝ่ายค้านชั่วช้าเลวทรามอย่างไร

แล้วก็มีการกล่าวอ้างว่า…ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันเป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ประเทศและประชาชนชาวไทยหกสิบกว่าล้านคนต้องเคารพ

การโวยวายว่า…สื่อถูกคุกคามเกิดจากรัฐบาลที่เป็นพรรคพวกตกกระป๋อง และตัวเองหมด สิทธิ์จะด่าใครและหาเงินเข้ากระเป๋าได้อย่างเสรีเลยเอะอะมะเทิ่งเป็นการ ใหญ่

ยังมีแม้แต่กรณีนักข่าวโทรทัศน์ช่องหนึ่งถูกด่าในเวปไซท์ฐานเสนอข่าวเอียงกะ เท่เร่ ก็มีการโวยวายจนบ้านเมืองแทบจะพังว่า…สื่อมวลชนถูกคุกคาม รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

พิจารณาดูแล้ว ขอสารภาพว่า…รู้สึกสังเวชใจเต็มทน

สิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนที่ประชาคมโลกเขามุ่งมั่นพิทักษ์รักษานั้น มันจะต้องเป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน

มิใช่สิทธิเสรีภาพเพื่อประโยชน์ของตัวสื่อมวลชนเอง หรือเป็นสิทธิเสรีภาพที่สื่อมวลชนจะใช้ทำหน้าที่บั่นทอนทำลายสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนด้วยการรับใช้อำนาจรัฐเผด็จการ

และยิ่งมิใช่สิทธิเสรีภาพที่ตัวสื่อมวลชนจะใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน

ในอดีตการคุกคามหมายถึงการที่สื่อจะต้องระเห็จเข้าไปนอนในคุกด้วยข้อหากบถภายในราชอาณาจักร

การขู่ด้วยคำพูดแทบจะไม่ทำให้เรารู้สึกกลัวเกรงมากนัก เพราะมีความเชื่อมั่นว่า…เมื่อพระอาทิตย์มีขึ้นก็ต้องมีตก

วันหนึ่งเมื่อถาม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า…ท่านจะนำคณะรัฐมนตรีไปสาบานที่วัดพระแก้วหรือไม่ว่าจะไม่โกงไม่กิน และได้รับคำตอบว่า “คนมันจะโกงถึงสาบานที่ไหนแม่มันก็โกงนั่นแหละวะ”

ฟังดูน่ากลัว…แต่เราไม่กลัว!

ได้ฟัง คุณสมบูรณ์ วรพงษ์ สมัยอยู่เดลิเมล์ถาม จอมพลสฤษดิ์ ว่า “ท่านจะปล่อยนักโทษการเมืองหรือครับ” และถูกจอมพลสฤษดิ์ชี้หน้าแล้วบอกว่า “มึงอยากเข้าไปอยู่แทนหรือไง?”

ก็ยิ่งน่ากลัว…แต่คุณสมบูรณ์ วรพงษ์ก็ไม่กลัว!

ในอดีตคุกกับนักหนังสือพิมพ์เป็นของคู่กัน

ทั้งหมดที่สื่อมวลชนยุคนั้นถูกกดขี่คุกคาม เป็นเพราะสื่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ไม่ได้สู้เพื่อรักษารายการหากินทางโทรทัศน์ของตนเอง

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สภาสื่อ

ใครคือ..สภาการหนังสือพิมพ์…กระหยิบมือเดียวของ…ไม่กี่คนของผู้ประสบ ความล้มเหลวในการดำรงวิชาชีพ…หรือ…มวลชนคนทำวิชาชีพรวมตัวกันสร้างสรรค์ ขึ้นมา

ปัญหาคือ…เป็นสภาที่มีศรัทธาเกื้อหนุนเกื้อกูลหรือไม่

เป็นวัดที่ไม่มีใครกราบไหว้…เป็นต้นโพธิ์ต้นไทร ที่มีแพรหลากสีพันทบกันหลายทบ…อย่างไหนจะดีกว่ากัน

ผ้าขี้ริ้วเช็ดถูอะไรก็ไม่สะอาด…ฉันใด…กลไกที่มีอกุศลจิต…ก็สุจริตไม่ ได้…มันตะแบงว่า… “พรรคเพื่อไทยมีการจัดการสื่ออย่างเป็นระบบ” จะให้แปลว่า…ที่มีการกล่าวหา…สื่อข่าวสดมติชน เอนเอียงให้ประโยชน์กับพรรคเพื่อไทย

ไม่ต้องไปหาที่ไหน…มาที่บางกอก ทูเดย์นี่แหละ…เอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย…เพราะอะไรรู้ไหม

เพราะประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องที่ต้อง มั่วสุมรวมกลุ่ม รวมตัวกันเข้าต่อสู้ต่อต้านกับเผด็จการที่มันเข้ามาทำลายระบบการปกครองของ ประชาชน…พรรคการเมืองที่สมคบกับคนถืออาวุธ…ปล้นประชาธิปไตย…แล้วเอา การบริหารราชการแผ่นดินมาแบ่งสันปันส่วนกัน…ยึดเอาสถานีโทรทัศน์ไปใช้ เผด็จการออกกฎหมายให้…ไปเป็นของกลุ่มของแก๊งแล้วแบ่งเอางบประมาณแผ่นดินมา ปรนเปรอ มันอ้างเอาภาษีบาป…แต่ที่มันทำบาปยิ่งกว่า เข้าตำราฉ้อราษฎร์บังหลวง

ถ้าเข้าข้างพรรคการเมืองที่ประชาชนมากกว่า 16 ล้านคนเกินกว่าครึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง…มันจะเป็นความผิด…ให้มีโทษ ถึงประหารชีวิตก็จะต้องสารภาพ…

แต่ไอ้ที่…สมสู่กับเผด็จการ…แล้วเอาคลื่นช่อง 9 ไปแบ่งให้สื่อ…แล้วมีโฆษกผีกระสือ…มาพูดจาหลอกหลอนผู้คนอยู่นั้น…มัน ศิวิไลซ์กันตรงไหน…

ถ้าตั้งสภา…เพื่อจะมาบ้าใบ้…ทาดำทับขาว เอาขาวทาดำ อยู่แบบนี้…อย่าไปมีมันดีกว่า เพราะที่อยู่มาก็ไม่มีคุณค่าให้คารวะกราบไหว้…รู้ทั้งรู้…เรื่องของสื่อ กับสื่อ…กลับไปเอานรกจกเปรตที่ไหนมาตรัสรู้…คนวงการเกี่ยวกับมันยังสั่น หัว

บัดซบ

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

“ธิดา”ประกาศลั่น ต้องประกันตัว “เสื้อแดง” ร่วม 100 ชีวิตในคุก

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช.กล่าวถึงการต่อสู้เพื่อประกันตัวผู้ต้องขังกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังถูกควบ คุมตัวอยู่ในเรือนจำอีกเกือบ 100 คน ว่า ขณะนี้พวกเราส่วนหนึ่งได้เป็นรัฐบาล และรัฐมนตรี แต่คนที่ต่อสู้ร่วมกันมาอีกจำนวนหนึ่งยังติดอยู่ในคุก และยังมีเพื่อนที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง ในบทบาทของรัฐบาลต้องทำงานให้ดีที่สุด ขณะที่ภาคประชาชนต้องไม่ทิ้งเพื่อน จะเสวยสุขทั้งๆ ที่เพื่อนยังติดคุกอยู่ไม่ได้ เรื่องการเยียวยา และการทวงคืนความยุติธรรม จึงต้องเดินหน้าต่อไป คนเสื้อแดงให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานเพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จากนั้นค่อยมาทำในสิ่งที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน นั่นคือการเยียวยาความยุติธรรม

ส่วนกรณีที่แกนนำ นปช.เรียกร้องเงินเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตศพละ 10 ล้านบาทนั้น นางธิดา กล่าวว่า เป็นประเด็นที่พูดกันมานาน โดยในช่วงของการหาเสียงพรรคเพื่อไทยก็ได้เปิดประเด็น และพูดเอาไว้เช่นกัน แต่ในเรื่องตัวเลขที่เหมาะสมกับการเยียวยานั้น สามารถปรับลดให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความสูญเสียจริงได้ ซึ่งยังเป็นรายละเอียดที่ต้องนำไปหารือร่วมกันอีกครั้ง

“เราดีใจและยินดีที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้เป็นนายกฯ แต่ไม่สบายใจที่ผู้หญิงอีกหลายคนยังติดอยู่ในคุก และบางคนยอมรับสารภาพ เพราะต้องการให้จบๆ เรื่องไป หลังจากนี้ บทบาทของ นปช.จะขับเคลื่อนในเรื่องการทวงคืนความยุติธรรม ทั้งในเรื่องการยื่นประกันตัว และการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาให้กับคนเสื้อแดง โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับสมัชชาประชาชน ซึ่งทุกวันนี้พวกเขาต่อสู้เชิงอุดมการณ์มากกว่าผลประโยชน์ ประชาชนมีวินัยมากขึ้น และจดจำคำพูดของแกนนำและนโยบายในการหาเสียงของนักการเมือง ดังนั้น แกนนำ หรือนักการเมืองจะพูดแบบส่งเดชไม่ได้ ถึงเวลาเหมาะสมจะมีการติดตามทวงถามการปฏิบัติตามนโยบายที่ประกาศไว้” รักษาการประธาน นปช.กล่าว

ขณะที่ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวถึงการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมก่อความไม่สงบ ในปี 2553 ว่า คอป.ประชุมร่วมกันหลายครั้ง และเห็นตรงกันว่า ควรมีการชดเชยเยียวยามากกว่าเกณฑ์การชดเชยเยียวยา หรือสงเคราะห์ตามกรอบกฎหมายปกติ จำเป็นต้องมีคณะกรรมการพิเศษขึ้นพิจารณาและงบประมาณพิเศษ หรือเฉพาะกิจเพื่อจ่ายเยียวยาความเสียหาย เนื่องจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษไม่ใช่เหตุปกติทั่วไป จึงคำนึงถึงผลกระทบหลายด้าน การเยียวยาต้องครอบคลุมถึงการเสียโอกาสในชีวิต การเยียวยาให้กับญาติพี่น้องซึ่งรวมถึงการเยียวยาสภาพจิตใจ โดยรายงานฉบับที่ 2 ของ คอป.จะเสนอต่อรัฐบาลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนนี้

สำหรับเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 กำหนดให้จ่ายเงินค่าตอบแทนค่ารักษาพยาบาลตามความเสียหายจริง เยียวยาการเสียชีวิตตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ค่าจัดการศพ 20,000 บาท ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู 30,000 บาท และเยียวยาความเสียหายอื่นไม่เกิน 30,000 บาท

1 Comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

สงสัย

มีคนอยู่อย่างน้อยอาชีพหนึ่งที่จำเป็นจะต้องเป็น “คนขี้สงสัย” เรียกว่ายึดมั่นในหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด

นั่นคือ…อาชีพผู้สื่อข่าวที่มีหน้าที่ “แสวงหาความจริงและทำความจริงให้ปรากฎ”

ผู้สื่อข่าวที่ฟังใครบอกเรื่องอะไรแล้วเชื่อง่ายๆ โดยไม่เสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาโต้แย้งว่า…อะไรจริงอะไรเท็จ ไม่มีทางที่จะเป็นผู้สื่อข่าวที่ประสพความสำเร็จในอาชีพของตัวได้

ในระยะนี้ได้มีการเขียนบทความและการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ว่า…คนไทยควรจะมีความสงสัยอะไรหรือไม่กันอย่างกว้างขวางและอึงมี่

เพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองออกมาปรามเรื่องที่มีสื่อมวลชนและนัก วิชาการชอบตั้งข้อสงสัยเรื่องต่างๆ ภายหลังจากที่เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกสามเครื่อง

ทำให้ทหารรวมทั้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บัญชาการกองพล เสียชีวิตไป 17 คน

พวกเขาตั้งข้อสงสัยว่า…ที่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเช่นนั้น เป็นเพราะมีการทุจริตในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หรือไม่

ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิ์สงสัยได้!

เพราะการทุจริตจัดซื้ออาวุธ…มันเป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังจนแทบจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติเสียแล้ว ล

และระยะหลังนี้ก็มีข่าวฉาวโฉ่เรื่องจัดซื้อไม้ตะเกียบ “จีที 200” มาค้นหาระเบิด การซื้อเรือเหาะที่เหาะไม่ได้ การจัดซื้อรถหุ้มเกราะที่กี่ปีกี่ชาติก็ส่งมอบไม่ได้

เมื่อมีการห้ามไม่ให้สงสัย คนก็ยิ่งจะต้องสงสัย เพราะความสงสัยมันอยู่คู่กับความเป็นมนุษย์ หากมนุษย์ไม่มีความเป็นคนขี้สงสัยแล้ว โลกมันก็ไม่มีทางจะเจริญก้าวหน้ามาได้ถึงขั้นนี้หรอก

จึงมีคนพูดว่า…การห้ามสงสัยจึงเสมือนการห้ามเป็นมนุษย์

บ้านเมืองเราเวลานี้มีเรื่องที่ทำให้คนที่สมองยังไม่ตายต้องขบคิด สงสัยอยู่มากมาย…เหลียวมองไปทางไหนก็พบแต่เรื่องที่ชวนให้คิดให้สงสัยทุก ด้าน

อยู่ที่ว่าจะพูดได้หรือไม่?

ดังนั้น การสงสัยว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ทำไมคุณอภิสิทธิ์จึงแพ้คุณยิ่งลักษณ์ ทั้งๆ ที่ได้เปรียบอย่างเห็นๆ ทุกประตูจึงเป็นเรื่องธรรมดา

แต่การสงสัยว่า…ทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงแพ้ในเขตดุสิต เขตดอนเมือง เขตบางเขน ซึ่งเป็นเขตทหาร…ว่าเป็นเพราะทหารไม่เอาประชาธิปัตย์ หรือว่าทหารไม่ฟังคำสั่งนาย

มันต้องคิดกันลึกๆ

พ้นจากเรื่องนี้แล้วก็ต้องสงสัยว่า…ทำไมจึงไม่ยอมให้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร…ทำไม กกต.จึงต้องยื้อไม่ให้ คุณจตุพร พรหมพันธ์ุ ได้เป็น ส.ส.อย่างที่สุด

ทำไมต้องให้รัฐมนตรีกลาโหมเป็นคนที่บางฝ่ายยอมรับได้…เป็นผู้หญิงก็ไม่ได้

ทำไมรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงเท่านั้น

และทำไมจึงมีคนรักและห่วงใยคุณยิ่งลักษณ์มากมาย ถึงขนาดช่วยตั้งคณะรัฐบาลให้ทุกตำแหน่ง โดยคุณยิ่งลักษณ์ไม่ต้องเปลืองสมองคิด

รวมทั้งสงสัยว่า…ทำไมคนบางคนจึงไม่รู้จักจดจำบทเรียนอะไรเอาเสียเลย

แต่ที่น่าสงสัยที่สุดอยู่ที่ว่า…ประเทศไทยเวลานี้มีผู้บัญชาการประเทศหรือ เปล่า เพราะเห็นมีคนออกคำสั่งให้ประชาชนทำโน่นทำนี่ แบบเดียวกับการสั่งแถวทหารทำซ้ายหันขวาหัน

ทั้งๆที่ประชาชน 15 ล้านคนปฏิเสธมือที่มองไม่เห็นมาแล้ว

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

ปู 1

วิบากกรรมของรัฐบาลปู 1 ทำท่าจะเริ่มต้นกันตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก

แค่แต่งตัวเก้อ เป็นแม่สายบัว..จัดเลี้ยงเก้อ ก็เล่นเอาอกสั่นขวัญแขวนกันไปทั่ว เช็คกันจนสายไหม้ถามไถ่กันเต็มอินเตอร์เน็ท..

กว่าจะรู้ว่า..เพราะท่านประธานมือใหม่..ก็ล่วงเข้าไปอีกวัน แต่ก็ยังอ้อยอิ่งคาใจ เพราะคนไทยยุคนี้เริ่มเชื่อคนยากยิ่งขึ้นทุกวัน

แล้วก็ถึงเรื่องตำแหน่งแต่งตั้ง ใครจะเป็นรัฐมนตรี..

สงครามนานปีทำให้..พรรคเพื่อไทยมีเจ้าหนี้มากมาย..ก่อนหน้านั้นไม่มีใคร รู้จัก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับ จตุพร พรหมพันธ์ุ..แต่บทบาทเด่นในฐานะแกนนำคนประชาธิปไตยใส่เสื้อแดง และพาประชาชนหักด่านผ่านครึ่งของสภาเข้ามาได้นั้น

รางวัลต้องมี..

แต่ที่เห็นกันแท้ๆ มองกันแน่ๆ นั้น..ไม่ใช่การเมือง การเมืองมันจะต้องหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองก็ได้เป็นสามก็ได้เป็นสี่ก็ ได้..เพราะการเมืองไม่เคยมีแบบให้เรียนจบเรียนครบ

วันนี้เป็นศัตรู…พรุ่งนี้เป็นมิตรจ๊ะจ๋า

ยังไม่รู้เป็นข่าวร้ายหรือข่าวดี..อยู่มาดิบดีอยู่กันมาเป็นร้อยปี..สหรัฐอเมริกาเป็นที่หนึ่งในโลกมาตลอด..

เช้าวันปู 1 จะเป็นนายกรัฐมนตรี..อเมริกาทำท่าจะหมดตัวไม่มีเงินมาใช้หนี้..ดอลลาร์มี ฐานะเป็นพระเจ้าองค์ที่ 2 ครองอำนาจเหนือเงินตรามหาสกุลหลากหลายในโลก..วันนี้จ่อมจมตกต่ำ..

ศัตรูเก่าอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ต้องโดดลงมาอุ้ม..นิวยอร์คเป็นไข้ไอจาม.. กรุงเทพก็แทบจะล้มหมอนนอนเสื่อ..ตลาดหุ้นแดงทั้งกระดาน..ขานรับรัฐบาลเสื้อ แดง แต่งองค์ทรงเครื่องชุดขาว

ตอนหาเสียง..ประกาศข่าวดีให้กับประชาชนไว้มากมาย..วันนี้ถึงคราวทำ..

โชคเป็นเรื่องของคนมีโชค..โชคดีของนายกรัฐมนตรีปู..ก็คือ..ประชาธิปัตย์ยังรักษาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไว้เป็นหัวหน้า..

ต้องถือว่าเป็นวาสนาของปู 1 ยิ่งลักษณ์..เพราะหากหัวหน้าประชาธิปัตย์จะด่าใครจะเอ่ยปากอภิปรายด่าใคร.. เขาด่ากลับย้อนมา..คนปัญญาอ่อนก็เอาชนะได้..

ขอแสดงความขอบใจ มา ณ ที่นี้..ลงชื่อ..ทักษิณ ชินวัตร

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

รำพึงรำพัน จาก…เสรี วงษ์มณฑา

http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=314

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มเขียนเรื่อง สถานีวิทยุคลื่น FM 101 MHz ของ กองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็น กองบัญชาการกองทัพไทย แต่เอาไปให้บริษัทสื่อเช่าเวลา และปล่อยให้ผู้เช่าบริหารคลื่นกันเองโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และผมได้เล่าต่อไปอีกด้วยว่า
สถานีวิทยุทหารคลื่นนี้ โจมตีคุณทักษิณฯ และพรรคการเมืองที่นายกทักษิณฯสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึง พรรคเพื่อไทย ต่อเนื่องมิได้ขาด

ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สถานีวิทยุแห่งนี้ ได้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของก๊วนต่อต้านทักษิณฯ แถมยังมีทีมผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่เคยมีเรื่องคาใจกับคุณทักษิณฯ มารวมเป็นพลังเพิ่มเติม ร่วมด้วยช่วยเสริมกับผู้ดำเนินรายการบางคน จากเครือเดอะเนชั่น ที่ตามมาสมทบรายการขยีพรรคเพื่อไทย และทักษิณฯอีกด้วย
แต่…ในที่สุด คนกลุ่มนี้ต้องผิดหวังอย่างหนัก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ที่พวกเขาเชียร์
        กลับพ่ายแพ้…ย่อยยับอัปราไป!
        ถึงกระนั้น ขบวนการร่วมด้วยช่วยขย่มทักษิณฯและพรรคเพื่อไทย ก็ยังไม่ท้อถอย ยังคงดำรงการระดมโจมตีต่อเนื่อง มิได้ขาดหายหรือหยุดยั้งประการใด
ราวจะยึดเวที FM 101 MHz เป็นที่มั่นสุดท้าย ในการโจมตีกับพรรคเพื่อไทยและทักษิณ อย่างนั้นเลยทีเดียวเชียว!!

วันนี้ ต้องขอพูดถึงรายการของ FM 101 MHz ซึ่งดำเนินรายการนายโดยนายรัชชพล เหล่าวณิชย์ ซึ่งเป็นแฟนสาวดั้งใส สโรชา พรอุดมศักดิ์ (นางเอกดั้งเดิม ของเวทีพันธมิตร) ซึ่งจัดรายการถล่มทักษิณฯและพรรคพวกอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง
ทั้งนี้ เพราะว่า…
ระหว่าง 09.00 น. ถึง 09.30 น. ของทุกวันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ นายรัชชพลฯเชิญนักวิชการและบุคคลอื่น มาให้ความเห็นแง่มุมด้านต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมเป็นประจำสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
สำหรับวันอังคาร ก็เป็นหน้าที่ของ นายเสรี วงษ์มณฑา นักโฆษณาที่รู้จักกันดี

ระหว่าง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นายเสรี วงษ์มณฑา ได้พูดในรายการของนายรัชชพลฯ รำพึงรำพันในทำนองคร่ำครวญ ว่า
คนกรุงเทพฯ (อย่างตัวนายเสรีฯ) รู้สึกไม่สบายใจอึดอัด คัดข้อง หดหู่ สาเหตุมาจากพรรคการเมืองที่เขาไม่ชอบ (พรรคเพื่อไทย) ชนะการเลือกตั้งได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้พรรคที่เขาโปรดปราน ต้องตกกระป๋องไป!
นอกจากนั้น นายเสรีฯยังให้ความเห็นเลื่อนเปื้อน ต่อไปอีกใน ทำนอง…

content/picdata/314/data/saree.jpg

…คน ที่ไม่ได้เสียภาษีเป็นพวกเลือกรัฐบาล แต่คนที่เสียภาษี (อย่างนายเสรีฯ)  กลับมีแค่เสียงเดียว เท่ากันกับผู้ที่ไม่ได้เสียภาษี จึงไม่สามารถเลือกรัฐบาล อย่างที่ตนหวังเอาไว้ได้…
        พอแกพูดอย่างนี้ ก็มีเสียงทักท้วงเล็กๆน้อยๆจาก นายรัชชพลฯผู้ดำเนินรายการพอเป็นพิธี ไม่ให้ดูน่าเกลียดเกินไป
  ผมฟังแล้ว รู้สึก ‘ขยะแขยง’ ทั้งแนวความคิด และวิธีพูดจาของนายเสรี วงษ์มณฑา เป็นกำลัง!

นายเสรี วงษ์มณฑา นั้น อาจเป็นคนโชคดีที่เกิดมามีฐานะ แม้เป็นคนต่างจังหวัด พ่อแม่ก็มีกำลังทรัพย์ พอส่งเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ในโรงเรียนคริสต์ชายล้วนได้
นับได้ว่านายเสรีฯคนนี้ ได้รับโอกาสดีกว่าเด็กคนอื่นๆ ในอำเภอแม่สอดบ้านเกิด ยุคครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ที่พวกเขาไม่มีโชคอย่างนายเสรีฯ เพราะฐานะพวกเขาด้อย หรือยากจนกว่า
จบมหาวิทยาลัยแล้ว พ่อแม่ก็สนับสนุนให้นายเสรีฯได้ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาก็ได้เป็นอาจารย์ สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ดูจะเจริญก้าวหน้าดี กลับดันออกจากราชการจะไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. แต่คนที่จะเป็นผู้ว่า (พิจิตร รัตตกุล) ดันสอบตกเสียก่อน
นายเสรีฯเลยต้องพลอยสอบตกไปกับเขาด้วย จากนั้นก็ไปทำงานหากินส่วนตัว โดยไม่ได้กลับไปรับราชการอีก
การประกอบอาชีพส่วนตัว คงจะเสริมสร้างให้ตัวเขามีฐานะดี แต่จากการที่เสียภาษีจำนวนหนึ่ง อาจทำให้ตัวเขาเองสำคัญผิดคิดว่า ตัวเองนั้น ‘ดีเลิศ’ กว่าคนที่ไม่เสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยกว่าแก จนแสดงความคิด ด้วยการกระแนะกระแหนออกมาดังๆ ทางสื่อวิทยุ ว่า
ทำไมคนเสียภาษีอย่างแก จะต้องไปมี 1 เสียง เท่ากับคนจนที่ไม่เสียภาษี?
        หรือมิฉะนั้น ควรจะให้มีออกเสียง ตามจำนวนเงินที่เสียภาษี มิใช่หรือ!?

วาม คิดอย่างนายเสรี วงษ์มณฑานั้น ผมรับไม่ได้เลย เพราะบรรดาคนรากหญ้า ที่ไม่ยื่นแบบรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปี ก็เป็นเพราะรายได้เขาอาจไม่ถึง จึงไม่ต้องยื่นแบบรายการแสดงการเสียภาษี กฎหมายยกเว้นให้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
คนรากหญ้า…จะไม่เสียภาษี!
        ทั้งนี้ เพราะแม้พวกคนที่มีรายได้น้อย ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องยื่นแบบรายการเสียภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด แต่พวกเขาต้องชำระภาษีทางอ้อมอื่นๆ เช่น

  – เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ และซื้อเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อ “ทักษิณ” เขาก็เสียภาษี Vat 7% ซึ่งเป็นอัตราภาษีเดียวกับ นายเสรี วงษ์มณฑา เดินเข้าไปซื้อผ้าอนามัยยี่ห้อ Kotex ไปให้แฟนใช้ (หรือจะใช้เอง ก็ไม่ว่ากัน) ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย
- คนรากหญ้าจะเข้าไปดูหนัง ก็เสียค่าอากรมหรสพให้กับหลวง เท่ากับคนรวยเหมือนๆกัน
        - จะขึ้นรถไฟ หรือรถโดยสาร บริษัทขนส่งหรือบริษัทเจ๊เกียว เขาก็บวกภาษี เอาไว้ในค่าตั๋วเสร็จสรรพแล้ว
- หากผู้ใช้แรงงาน หรือรากหญ้าคนไหน บังเอิญได้มาซึ่งทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน บ้าน ฯลฯ ตกทอดมาจากบิดามารดา และเมื่อเขาต้องการขายทรัพย์สินนั้น ผู้ใช้แรงงานหรือรากหญ้าคนนั้น ก็ต้องเสียภาษี และค่าธรรมเนียมจากการขาย เท่ากับคนรวยอย่างนายเสรี วงษ์มณฑา ไม่ได้แตกต่างอะไรกันอีกนั่นแหละ

ฯลฯ

แม้จะไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี แต่ภาษีอื่นๆคนรากหญ้าเหล่านี้ ก็ต้องเสียหรือชำระภาษีอื่น ในอัตราเดียวกันกับเศรษฐีนี ที่ชื่อ เสรี วงษ์มณฑา
ไม่ได้เสียในอัตราที่น้อยกว่า หรือแตกต่างกันเลย!

คนที่เป็นครูบาอาจารย์น่าจะใจกว้าง และตระหนักว่าระบบประชาธิปไตยนั้น เขาฟังเสียงประชาชนทุกๆคน ไม่ได้ฟังแต่เสียงคนรวยเท่านั้น!
        มิสเตอร์ เสรี วงษ์มณฑา น่าจะจำใส่กะโหลกเอาไว้ด้วย!!
        ผมมีความรู้สึกว่า นายเสรีฯคนนี้ ดูจะเห็นเรื่องเงินเป็นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตอนที่แกไปเป็นผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Management Program) ให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต นั้น
นายเสรีฯเคยโฆษณาหลักสูตร ด้วยสโลแกนตะหวักตะบวย อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า…
        “จ่ายเงินครบ…จบแน่ๆ!”
        ผมเคยเขียนถึง ‘วลี’ ที่น่าเกลียด-น่าชัง นี้ไปแล้ว และผู้คนก็จดจำกันได้ค่อนข้างแม่น!!!

ารแสดง ทัศนะของนายเสรี วงษ์มณฑา นั้น ก็ตกเป็นข่าวคราวอยู่เนืองๆ ที่ฮือฮามากหน่อย ก็ตอนที่ทัศนะคติที่เขาแสดงไปนั้น ได้ถูกกล่าวหาจากพี่น้องชาวลาวว่า ดูหมิ่นเหยียดหยามชาวลาว ทำให้คนลาวขัดเคืองเป็นอย่างมาก จนเจ้าตัวต้องแจ้นไปขอโทษเอกอัครราชทูตลาวมาแล้ว แต่แกคงความจำสั้น จึงได้ไม่หยุดยั้งพูดจาไม่เข้าหูชาวบ้านเรื่อยมา
เมื่อคุณทักษิณฯต้องออกนอกประเทศ นายเสรีฯซึ่งกลายร่างเป็นนักวิชาการของม๊อบพันธมิตร เดินต้วมเตี้ยมขึ้นเวทีพันธมิตร ไล่ถล่ม โขกสับ ตามหลังนายกทักษิณฯ ผู้ที่ถูกทหารโค่นล้มอย่างเอาเป็นเอาตาย แบบ…
  คนล้มต้องกระทืบซ้ำ!
        ถึงอย่างนั้น ผมเองก็แปลกใจ เพราะเมื่อประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พรรคดักดานกลับไม่ได้ให้ราคา อีตาเสรีฯ คนนี้แต่อย่างใด
นายมาร์ค มุกควาย ไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ!!

ผมเข้าใจว่า เรื่องการออกอาการหงุดหงิด เพราะชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ในรายการโทรทัศน์ วิทยุคลื่นต่างๆ ที่ผู้ดำเนินรายการหลายคน อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณฯ เพราะคนพวกนี้มีโอกาสดีๆ หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจรัฐ มีแหล่งทำมาหารับประทานกัน ในสื่อต่างๆของรัฐกัน อย่าง เอกเกริก-เกริกไกร กันเลยทีเดียว
แต่…
ที่ออกอาการทุรนทุรายมาก และเจ้าตัวออกมาพูดผ่านสื่อให้ได้ยินชัดๆ ซ้ำๆซาก ให้ผมได้ยิน ก็คือ
        นายเสรี วงษ์มณฑา นั่นเอง!
        เจ้าตัวคงจินตนาการไปว่า การกลับมาของพรรคทักษิณ อาจมีภัยมาถึงตัว หรือมิฉะนั้นธุรกิจโฆษณาของตัวแก จะได้รับผลกระทบอย่างแน่ๆ นั่นเอง
ผมคิดว่า นายเสรีฯไม่น่าจะเกรงกลัวแต่ประการใด เพราะแม้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่ไม่เห็นแกจะได้อานิสงส์จากพรรคดักดานสักเท่าใด นอกจากได้ไปออกรายการเวทีช่องหอยม่วงแคมดำ ตีฝีปากกระแทกกระทั้น โจมตีพรรคพวกทักษิณ แต่กลับยิ่งทำให้ ‘เรตติ้ง’ ไอ้ช่องหอยอัปรีย์กาลีเมือง
ตกต่ำหนักเข้าไปอีก!

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวนายเสรีฯเองนั่นแหละ ที่ออกมาเปิดเผย เมื่ออังคารสุดท้าย ของเดือนกรกฎาคม ในคลื่น FM 101 MHz ว่า
เวลานี้ธุรกิจการจัดอีเวนท์ของรัฐ ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของบริษัทโฆษณา ราคาค่าหัวคิวก็ขึ้นไปมาก ไม่ได้จ่ายเงินให้กันหลังจากที่ได้รับงานในอัตรา 20 % เหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่หักค่าหัวคิดกันถึงครึ่งต่อครึ่ง และนายเสรีฯยังเปิดเผยถึงกรณีคอรัปชั่น ตั้งแต่ยังไม่มีโครงการด้วยซ้ำ นั่นคือ
งานที่ต้องจัดในราคา 20 ล้านบาท แต่ยังไม่มีโครงการ ทางฝ่ายผู้มีอำนาจอนุมัติขอล่วงหน้า 6 ล้านบาท เมื่อมีคนใจกล้าจ่ายเงินให้แล้ว ก็มีการร่างแผนงานโครงการ และกำหนด ที.โอ.อาร์ ขึ้นทันที และไม่น่าเชื่อ
        คนที่กล้าจ่าย ก็ได้รับงานไปจริงๆด้วย!

นายเสรีฯยืนยันเรื่องนี้ เป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ‘เป็นเรื่องจริง’ ทำให้ผมสงสัยว่า
ทำไมนายเสรีฯไม่ประจานไปตรงๆเลยว่า เหตุการณ์นี้เกิดในสมัยรัฐบาลของใคร?
        เหตุการณ์อัปรีย์อย่างนี้ เกิดขึ้นในสมัยที่ขวัญใจของนายเสรี วงษ์มณฑา คือ นายมาร์ค มุกควาย เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่?
        บอกเขาไปซี่!!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

หลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ผมเขียนบทความ “ได้เวลา…ล้างกาลี!!!” (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=308)  
บอกเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า
พรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้ก่อกรรมทำเข็ญ ให้กับประเทศของเรา ทั้งทุจริต คดโกง ลากประเทศเข้าสู่สงคราม ฯลฯ จนบ้านเมืองเสียหายร้ายแรง
หากเราต้องการเห็นชาติไทย เดินก้าวหน้าต่อไป ก็จะต้องจัดการ ตามล้าง-ตามเช็ด ความไม่ถูกต้อง ที่รัฐบาลโลซกของนายมาร์ค มุกควาย ทิ้งเรื่องคอรัปชั่นเอาไว้ เป็น ‘ปฏิกูลกองใหญ่’ ให้กับบ้านนี้เมืองนี้ เสียโดยด่วน

การที่นายเสรีฯ ออกมาพูดถึง การ ‘ทุจริต’ ในเรื่องการจัดงานอีเวนท์ ผมเข้าใจว่า ทางรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศ คงรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และเชื่อว่า
พรรคเพื่อไทยจะถือโอกาสกวาดล้างทุจริต ในวงการโฆษณา ที่มุ่งหาประโยชน์จากรัฐ อย่างที่นายเสรีฯเปิดเผย
ผมจะไม่แปลกใจเลย หากพรรคเพื่อไทยที่มีทักษะในการโฆษณา จะมอบการจัดอีเวนท์ของรัฐ ให้กับบริษัทที่มีฝีมือ ที่ไว้วางใจได้ และเคยพิสูจน์ฝีมือกันมาก่อน
ซึ่งคงไม่ใช่บริษัทของนายเสรี วงษ์มณฑา เป็นแน่แท้!

  ผมคิดว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็น ที่จะไปใช้บริการของนายเสรีฯในทุกๆด้าน ไม่ว่าเขาพยายามเสนอตัวมาอย่างไร เพราะพฤติกรรมของนายเสรีฯที่ผ่านมา แสดงความเป็น ‘ปรปักษ์-ตัวเอ้’ ของทั้งคุณทักษิณฯและพรรคเพื่อไทย
ให้แกขย่มรัฐบาลต่อไป ตามสันดานเดิม ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย
ทำได้-ทำไป!

แต่…ถ้าผมเป็นพรรคเพื่อไทย จะไม่วางเฉยเด็ดขาด แต่จะกำหนดมาตรการ ตีโต้ตอบพฤติกรรมรุกรานของอีตาคนนี้ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ในทุกๆด้าน!!
        มีเพื่อนของผมบางคน ให้ความเห็นว่า การที่นายเสรี วงศ์มณฑา แสดงอาการฟูมฟาย กระฟัดกระเฟียด ออกทางรายการวิทยุ คงเป็นเพราะผู้ชาย ‘หน้าหล่อ’ ที่อีตาคนนี้ชื่นชม และสรรเสริญนักหนา นั้น
        ถูก ‘ถีบ’ ร่วง จากเก้าอี้นายกฯ แบบหมดสภาพ!

ใช่แต่แค่นั้น นะครับ…ไอ้ที่นายเสรีฯ ต้องปวดหัวใจหนักยิ่งขึ้นไปอีก
ก็เพราะว่า
เก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาลตัวนี้ ดันมีผู้หญิงสาวสวย วัยน้อยกว่านายอภิแสบฯ
เข้ามานั่งแทนที่!

content/picdata/314/data/yingrak.jpg

เธอ กลายเป็นสตรีไทยคนแรก แถมยังเป็นคนในตระกูล “ชินวัตร” อีกคนหนึ่ง ที่ทะยานแหวกกระแสการต่อต้าน ทั้งของพรรคดักดานและกลุ่มกาลี รวมทั้งมืออัปรีย์ที่ตอนนี้ผู้คนเขามองเห็นกันจนทั่วแล้ว
ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ ‘ผู้นำประเทศไทย’ ได้สำเร็จ
อย่าง…สง่างามอีกด้วย!

เฮ้อ…มันปวดร้าวจริงๆนะจ๊ะ!!….

“โอ๊ยยยย… ‘พี่อี๊ด’ ทนไม่ได้แล้วค่ะ ‘คุณเหมา’ เจ้าขา!!!”

……………….

(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน รำพึงรำพัน จาก…เสรี วงษ์มณฑา ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม 2554) 

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์