Category Archives: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สงครามเขย่าโลก 10 ปีวินาศกรรม9/11

ช่วงเช้าวันที่ 11 กันยายน ราว 9 โมง ตามเวลาสหรัฐ เมื่อสิบปีก่อน ซีเอ็นเอ็นราย งานสดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกในนครนิวยอร์ก

ตรงกับช่วงหัวค่ำในไทย

ช่วงแรกผู้ชมตื่นเต้นพอสมควรกับรายงานที่เหมือนเป็นข่าว “อุบัติเหตุ” ครั้งใหญ่

แต่ ยังไม่ทันได้คำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุ ภาพที่ถ่ายทอดสดนั้นปรากฏเครื่องบินอีกลำบินเข้ามาพุ่งชนตึกอีกหลังของอาคาร เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

ชนให้เห็นกันต่อหน้าต่อตาผู้ชมทั่วโลก!

จากนั้นรายงานอันโกลาหลก็ทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย

มีเครื่องบินอีกลำพุ่งชนอาคารกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน ในกรุงวอชิงตัน

ต่อด้วยเครื่องอีกลำของสายการบินยูไนเต็ด เที่ยวบิน 93 ดิ่งกระแทกพื้นและระเบิดในรัฐเพนซิลเวเนีย

รายงานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานการณ์โลกครั้งใหญ่

อธิบายได้ด้วยคำว่า “ก่อการร้าย”

11 กันยาฯ กลายเป็นเหตุวินาศกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพที่ขยายแนวคิดด้านประชาธิปไตยไปทั่วโลก

การพังครืนของตึกแฝด สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของทุนนิยม เป็นความสูญเสียอันเจ็บปวดรวดร้าวของชาวอเมริกัน

รวม ทั้งสามสถานที่ซึ่งถูกก่อการร้ายในวันที่ 11 เดือน 9 หรือ 9/11 มีเหยื่อเสียชีวิตเกือบ 3,000 ราย ผลการสอบสวนที่ตามมา พบว่า กลุ่มผู้ก่อการจี้เครื่องบินพุ่งชนอาคารเป็นสมาชิกเครือข่าย อัล ไคด้า

เป็นกลุ่มติดอาวุธชาวอาหรับนำโดย โอซามา บิน ลาเดน ทายาทมหาเศรษฐีซาอุดีอาระเบีย ผู้ผันชีวิตมาต่อกรกับมหาอำนาจสหรัฐ

ด้วยความคิดที่ต่อต้านอเมริกาอย่างสุดขั้ว ทั้งในด้านการเมืองและศาสนา

จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำสหรัฐในตอนนั้น ไม่รอช้าที่จะหาทางปลอบประโลมชาวอเมริกันด้วยวิธี “ชำระแค้น” เกิดเป็นยุทธการที่เรียกว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย”

ภายในปีนั้น สหรัฐยกทัพไปโจมตีอัฟกา นิสถาน เพื่อกวาดล้างเครือข่ายของบิน ลาเดน และกลุ่มตาลิบัน

แม้จะเอาชนะได้เร็ว แต่กลับปิดฉากสงครามไม่ลง กระทั่งภายหลังปลิดชีพบิน ลาเดนได้แล้ว

ไม่เพียงสหรัฐที่ต้องปรับตัวเข้ากับสถาน การณ์ใหม่ แต่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

เกิดความขัดแย้งในด้านศาสนาที่ชาวมุสลิมถูกมองด้วยสายตาผิดๆ

เกิดรอยด่างด้านสิทธิมนุษยชนที่ผู้นำประชาธิปไตยละเมิดเอง จากการกวาดต้อนผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย

รวม ถึงเกิดความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองที่มีผู้คนจำนวนมากเลือกจะยืนอยู่ ในฝ่ายตรงข้ามสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐก่อสงครามอิรักด้วยข้ออ้างด้านอาวุธทำลายล้าง

มีอีกหลายประเทศในตะวันตกที่ถูกก่อการร้ายครั้งใหญ่ตามมา

อินโดนีเซีย ถูกวางระเบิดย่านบันเทิงที่เกาะบาหลี ปี 2545 มีผู้เสียชีวิตทั้งชาวต่างชาติและคนในพื้นที่รวม 202 ราย ที่ สเปน ถูกวางระเบิดรถไฟในกรุงมาดริด ปี 2547 มีเหยื่อเสียชีวิต 191 ราย ส่วน อังกฤษ ถูกวางระเบิดซ้อนหลายจุดในกรุงลอนดอน ปี 2548 มีผู้เสียชีวิต 52 ราย

และยังมีอีกหลายประเทศที่ถูกก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่า ปากีสถาน เยเมน ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย

รศ.ดร.ชัย ชนะ อิงคะวัต อุปนายกสมาคมอเมริกันศึกษาในไทยประเทศไทย กล่าวว่า เหตุ 9/11 ส่งผลกระทบต่อไทยในทางอ้อม ในฐานะทางผ่านของผู้ก่อการร้าย

เช่น ฮัมบาลี แกนนำกลุ่มก่อการร้ายเจไอ ถูกทางการไทยและซีไอเอจับกุมได้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี 2546 และถูกส่งไปอินโดนีเซีย

ผล ส่วนหนึ่งจากการเป็นมิตรที่จงรักภักดีต่อสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถึงพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้ไทยได้เป็นพันธมิตรหลักนอกนาโต้ (เอ็มเอ็นเอ็นเอ)

ด้าน นายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์ วอตช์ เห็นว่า ผลกระทบจากวินาศกรรม 9/11 ทำให้เกิดความตื่นตัวของรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ต่อปัญหาก่อการร้ายว่าไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว

โดยสหรัฐกังวลว่าไทยจะเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของเจไอ จึงผลักดันให้ไทยตรวจสอบการเคลื่อนไหว

นอก จากนี้ หลังจากเหตุ 9/11 หลายประเทศ รวมทั้งไทยแก้ไขกฎหมายอาญาเพิ่มฐานความผิดฐานก่อการร้าย แต่ไทยไม่เคยนำตัวผู้ต้องสงสัยว่าก่อการร้ายมาดำเนินคดีก่อการร้าย แต่กลับดำเนินคดีฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย และไม่ได้ขึ้นศาลไทย เช่น กรณีนายฮัมบาลี

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวกลับถูกนำมาใช้ในการห้ำหั่นกันทางการเมือง กล่าวหากลุ่มต่อต้านฝ่ายของตนว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่ง อ.คณิต ณ นคร ยังกล่าวว่าการใช้กฎหมายฐานก่อการร้ายถูกนำมาใช้ตามอำเภอใจ

รศ.ดร.ประ ภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ลุกเป็นไฟขึ้นมาหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มอัล ไคด้า ในแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดน แต่ทางการไทยใช้ยุทธศาสตร์ผิด เช่น กรณีตากใบ และกรือเซะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย

และยังส่งผลถึงปัจจุบัน

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เลขาฯสมช.กับ91ศพ

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน

เมื่อ เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เปลี่ยนอำนาจใหม่ บรรดาข้าราชการย่อมต้องหนาวๆ ร้อนๆ กันทุกที ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ควรสนับสนุนการใช้อำนาจตามอำเภอใจของฝ่ายการเมือง ไม่สนับสนุนการบีบคั้นให้ข้าราชการฝักใฝ่การเมือง

แต่ถ้าถามถึงกรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่เพิ่งถูกย้ายจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

มีประเด็นต้องพิจารณามากกว่า ไม่ควรมองแค่ถูกอำนาจการเมืองรังแกเท่านั้น!?

อันดับแรกเลยต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลเพื่อไทยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประชาชนถึงกว่า 15 ล้าน

ในจำนวนนี้มากมายเป็นคนเสื้อแดง ที่มีปมแค้นจากเหตุการณ์เลือดปี 2553

แต่คนเหล่านี้ได้แปรความแค้นมาเป็นพลังสันติเข้าคูหาเพื่อเลือกเพื่อไทยและเอาประชาธิปัตย์ออกไปจากอำนาจ

นี่คือความจริงจากการเลือกตั้งและจากชัยชนะของเพื่อไทย!

แล้วพรรคเพื่อไทยจะไม่ตอบสนองประชาชนที่เลือกให้เข้ามามีอำนาจได้หรือ

ยิ่งวันนี้ความตายของคน 80-90 ศพ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ยังต้องเดินหน้าทวงคดีกันต่อไป เพียงแต่มีโอกาสที่เป็นไปได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลนี้เขาเลือกเข้ามาเอง

ขณะเดียวกันนักการเมืองและข้าราชการใหญ่ที่ร่วมอยู่ในกระบวนการกระชับพื้นที่ ซึ่งป่านนี้ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเลยนั้น

จะให้คนที่เขาสูญเสียพี่น้องญาติมิตรในระหว่างการชุมนุมประท้วงแล้วถูกรัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงเข้าจัดการ

นั่งมองด้วยสายตาอารมณ์เช่นไร!?!

ดังนั้นการที่เลขาฯ สมช.เข้าไปมีบทบาทเป็นตัวจักรสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

ควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ถูกโยกย้าย เพื่อลดฐานะไม่ให้ตกเป็นเป้าหมาย

เป้าหมายของผู้คนจำนวนมากที่ยังมีความคับแค้นใจอยู่

นี่ไม่ได้เชียร์กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

แต่จะชี้ให้เห็นว่า การที่มีประชาชนถูกสังหารในใจกลางเมืองภายใต้มาตรการเฉียบขาดที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองตัดสินใจสั่งการ

ถ้าผู้มีอำนาจนั้นยังไม่ยอมรับผิดชอบ ย่อมเป็นเรื่องยากที่ญาติพี่น้องของคนตายจะอยู่เฉยได้

ความไม่ฉลาดของกลุ่มอำนาจในเหตุการณ์ปี 2553 ก็คือ ไม่ยอมให้ใครบางคนต้องรับผิดชอบ

ไฟแค้นจึงไม่ดับมอด

หรืออดีตเลขาฯ สมช.คิดว่าจะนั่งเชิดหน้าอยู่ได้เหมือน 2-3 คนนั้น!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

กฎแห่งกรรม

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ

เรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับการโยกย้ายเลขาธิการสมช.

มา ถึงจุดที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่พอใจที่ครม.มีมติโอนย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ เห็นว่าเป็นการลุแก่อำนาจและอคติของฝ่ายการเมือง

จึงเตรียมจะยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือก.พ.ค. และยังอาจฟ้องร้องต่อศาลปกครองด้วย

ซึ่งทั้งสองช่องทางเป็นสิทธิที่ทำได้และเคยมีข้าราชการบางคนทำสำเร็จมาแล้ว กระทั่งได้ย้ายกลับตำแหน่งเดิม

แต่ ที่อยากพูดถึงคือ ช่วงก่อนถูกย้าย นายถวิลให้สัมภาษณ์ไว้ในมติชน ตอนหนึ่งถึงกรณีที่เคยทำหน้าที่เลขานุการศอฉ.ช่วงเหตุการณ์นองเลือดปี 2553

นาย ถวิลชี้แจงว่า ไม่มีทางเลี่ยง เพราะตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินกำหนดให้เลขาฯสมช.ต้องทำหน้าที่เลขาฯศอฉ. และการทำงานทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งการของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม ไม่ทำไม่ได้

ที่สมช.ทำไปก็ไม่มีการเลือกสี เลือกฝ่าย ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนเสื้อแดงเป็นมวลชนของใคร

ผู้สัมภาษณ์จึงถามย้ำว่า ถ้าย้อนกลับไปได้จะทำตามคำสั่งรัฐบาลเหมือนเดิมหรือไม่ นายถวิลตอบว่า “แน่นอนๆ”

จาก คำถาม-ตอบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นายถวิลพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลโดยไม่คัดง้าง แม้คำสั่งนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่กว่า 90 ศพ เจ็บอีกเป็นพัน

แต่นายถวิลอ้างว่าเมื่อรัฐบาลสั่ง สมช.ไม่ทำไม่ได้

ที นี้ต้องมาดูว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น พอรัฐบาลชุดนี้มีคำสั่งย้ายพ้นจากเลขาฯสมช. ทำไมนายถวิลถึงไม่ยอมรับ โวยวายเอาเรื่องไปร้องต่อก.พ.ค.

หมายความว่าถ้าเป็นคำสั่งให้ลุยม็อบ ยอมรับได้ แต่คำสั่งที่กระทบต่อตำแหน่งของตัวเอง ยอมรับไม่ได้ อย่างนั้นใช่หรือไม่

ส่วน ที่บอกว่าตอนนั้นไม่รู้คนเสื้อแดงเป็นมวลชนของใครนั้น เอาเป็นว่าคนอื่นเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่เลขาฯสมช.กลับไม่รู้ แบบนี้สมควรเป็นเลขาฯสมช.ต่อไปหรือไม่ คิดกันเอาเอง

จะอย่างไรก็แล้วแต่คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการยื่นอุทธรณ์ต่อก.พ.ค.จะออกมาอย่างไร

สุดท้ายใครจะเป็นคนรู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรม

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

คำพิพากษา

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สับไก กระสุนธรรม

หนังสือเรื่อง “คำพิพากษา” เป็นเล่มโปรดของนักอ่านหลายคน ได้รับรางวัลนิยายดีเด่นแห่งชาติ ปี 2524 และรางวัลซีไรต์ ปี 2525

ตอนนี้มีอายุ 30 ปีแล้ว และยังคงได้รับความนิยมจากผู้อ่านรุ่นใหม่ เพราะเนื้อหาไม่ตกยุค

สะท้อนถึงสังคมไทยซึ่งตัดสินคนได้ง่ายๆ ด้วยข่าวลือ จินตนาการ พร้อมปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น ชนชั้น อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

มีผู้อ่านหลายคนเห็นว่า ถึงเวลาผ่านมา 30 ปีแล้ว แต่สังคมไทยยังเป็นอย่างนี้อยู่

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ไอ้ฟัก” ตัวละครเอกในเรื่อง ซึ่งยอมให้ผู้คนกล่าวหาโดยไม่ตอบโต้ หรือตอบโต้ไม่เป็น มีจำนวนลดลง

ดูจากที่คนในสังคมเรียนรู้การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม การรักษาสิทธิ-เสรีภาพ และประชาธิปไตย

หลังเกิดเหตุรัฐประหารปี 2549 และเหตุนองเลือด 91 ศพในการชุมนุมเมื่อปี 2553

แม้ในสังคมยังมีการกระพือข้อกล่าวหา “เผาบ้านเผาเมือง” และ “ก่อการร้าย” ก็มีการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

“ไอ้ฟัก” ในสังคมยุคนี้จึงไม่ต้องระทมทุกข์ ถูกโกงเงิน เสียชื่อเสียง ดื่มเหล้าจนตายไปอย่างเงียบๆ

ในวงการสื่อมวลชนไทย เพิ่งมีกรณีคล้ายๆ “คำ พิพากษา” ที่น่าสนใจ

หนังสือพิมพ์ข่าวสด และมติชน ถูกกล่าวหาว่าเสนอข่าวเอนเอียงเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจ

แม้ พยายามปฏิเสธ ชี้แจง และชี้ให้เห็นว่า ผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งขึ้นมี ปัญหา ทั้งในด้านวิธีการและเจตนา

เน้นด้วยว่า ถูกบิดเบือนด้วยอิทธิพลการเมืองจากภายนอก

แต่สภาการหนังสือพิมพ์กลับปล่อยให้คณะอนุกรรม การสร้างบรรยากาศแบบ “คำพิพากษา” โดยไม่รับผิดชอบต่อชื่อเสียงของสมาชิก

สุดท้ายหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนจึงลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิก

นอกจากเพื่อแสดงตนว่า ต้องปกป้องความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรีแล้ว ยังเตือนสติสภาการหนังสือพิมพ์ด้วย

ในเมื่อก่อตั้งเพื่อตรวจสอบกันเองให้ถูกวิธีไม่ได้ ปกป้องเสรีภาพสื่อมวลชนให้พ้นจากเกมการเมืองก็ไม่ได้อีก

ทางออกจึงมาจบด้วยคำว่า พอกันที

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หน้าแคบ-ใจแคบ

เหล็กใน
สมิงสามผลัด

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่องค์กรสื่อออกมาปกป้องนักข่าวสาวทีวีที่โดนอีเมล์คนเสื้อแดงคุกคามข่มขู่

โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ออกแถลงการณ์ 3 ข้อมีเนื้อหาคร่าวๆ

1.ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าสื่อมวลชน ไม่ใช่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคาม

2.รัฐ ธรรมนูญบัญญัติว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลอื่น ฉะนั้นกลุ่มที่มีความเห็นต่าง ต้องไม่ละเมิด ข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น

และ 3.กลุ่มต่างๆ ซึ่งอาจมีจุดยืนหรือความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ควรใช้ความอดกลั้น ความเข้าใจ มีสติยับยั้ง ควรติดตามข่าวสารอย่างมีสติ

“อย่าได้เชื่อข่าวสารที่ปราศจากการตรวจสอบถึงแหล่งที่มาที่ชัดเจน ซึ่งอาจยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง”

เห็นด้วยเต็มประตูกับ 3 องค์กรสื่อที่แสดงจุดยืนได้อย่างตรงประเด็นและชัดเจน

เพราะการส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ของคนเสื้อแดงในลักษณะข่มขู่คุกคามนักข่าวที่รายงานข่าวตามข้อเท็จจริงและยึดมั่นซื่อสัตย์ในวิชาชีพ

ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อ !

และเห็นด้วยว่าต้อง “ดำเนินคดี” กับผู้ที่กระทำการดังกล่าว

เพราะเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ !

ในทางกลับกัน 3 องค์กรสื่อควรตรวจสอบให้ลงลึกไปด้วยว่า “ต้นตอ” ของปัญหาคุกคามนักข่าวสาวนั้น เกิดขึ้นจากเหตุผลใด

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง “คนหน้าแคบ” พิธีกรทีวีหลงยุค หลงอดีต หลงตัวเอง

ฉวยโอกาสนำประเด็นของนักข่าวสาวคนนี้ไป”ขยายความ” ใส่ความเห็นส่วนตัวแบบใจแคบ มีอคติ ขวาตกขอบ

นำไปขยายในเฟซบุ๊ก มุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้ามเพื่อความสะใจ หมายสนองอารมณ์อกหักทางการเมืองอย่างขาดสติ

ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาต่อนักข่าวคนนี้เลย

อย่างที่บอกในตอนต้นไปแล้วว่า เห็นด้วยกับเอาผิดคนเสื้อแดงที่ข่มขู่คุกคามสื่อ

แต่ก็ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่าพฤติกรรมของพิธีกร”หน้าแคบ” คนนี้ว่าเหมาะสมหรือไม่ด้วย

เป็นต้นตอการยั่วยุหรือเปล่า

และขัดต่อวิชาชีพสื่อหรือไม่ แต่เอ๊ะ..หรือว่าไม่ได้เป็นสื่อ !?

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ทักษิณจี้เอง

ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ

ระหว่างที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ปรากฏ ว่าสื่อมวลชนต่างประเทศกลับให้ความสำคัญนำเสนอข่าวและภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯของไทยและพี่ชายของนายกฯคนปัจจุบัน ที่ได้รับวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บรรยายให้ภาคเอกชนฟัง เกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทย พบปะกับรัฐมนตรีและอดีตนายกฯ ของญี่ปุ่น เดินทางไปเยี่ยมสำรวจพื้นที่ประสบภัยสึนามิและวางหรีดเคารพศพผู้เสียชีวิต

ข่าวแจ้งว่า ตลอดเวลาพ.ต.ท.ทักษิณได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่น

ต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งที่พรรคฝ่ายค้านในไทยพยายามโจมตีรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ

ว่าเป็นฝ่ายร้องขออย่างน่าเกลียดให้ทางการญี่ปุ่นออกวีซ่าให้พ.ต.ท.ทักษิณ

ฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่ พร้อมกับเปิดให้ส.ส.พรรคเข้าชื่อดำเนินการยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์ ออกจากรัฐมนตรี

ขณะ เดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการญี่ปุ่น ยอมให้สื่อมวลชนจากนานาประเทศบันทึกภาพ และทำข่าวการต้อนรับพ.ต.ท. ทักษิณ ระหว่างการเยือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ดูแล้วไม่น่าจะเกิดจากการร้องขอของรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นความเต็มอกเต็มใจของทางการญี่ปุ่นด้วยส่วนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้มีการพูดกันมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณคือ ‘สายล่อฟ้า’ ตัวจริง ที่จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาว

กรณีการเดินทางเข้าญี่ปุ่น ดูเหมือนเป็นการยืนยันว่าคำพูดดังกล่าวเป็นความจริง

รวม ถึงการให้สัมภาษณ์สื่อชั้นนำของโลก โดยเฉพาะล่าสุดกับหนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ ของอังกฤษ ที่มีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยเผยแพร่ลงเว็บไซต์

ตอน หนึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุถึงชื่อตัวบุคคลในระดับสั่งการ และระดับปฏิบัติ ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเสื้อแดงเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2553

พร้อมกับชี้ลงไปตรงๆ ว่าการที่การเมืองฝ่ายตรงข้ามพยายามจะชนะเลือกตั้งให้ได้ ไม่ใช่เพราะกังวลกับการเป็นฝ่ายค้าน

แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรม 91 ศพที่ก่อไว้มากกว่า

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

แม่เสื้อแดงอุบลฯ ร่ำไห้วอนนปช.-พท. ช่วยลูกสาวถูกจำคุก33ปี

วันที่ 25 ส.ค. นางวาสนา มาบุตร อายุ 49 ปี มารดาของ น.ส.ปัทมา มูลมิล อายุ 24 ปี ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิพากษาให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน เพราะร่วมกับพวกวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด โดยนางวาสนาเรียกร้องให้กลุ่ม นปช.และพรรคเพื่อไทย ช่วยประกันตัวบุตรสาวในชั้นอุทธรณ์ และให้ช่วยเหลือผลทางคดี เพราะได้รับโทษสถานหนัก พร้อมทั้งเชื่อว่าบุตรสาวไม่ได้เป็นผู้เผาอาคารศาลากลาง เพียงแต่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วยเท่านั้น โดยนางวาสนา เล่าว่า น.ส.ปัทมาเป็นลูกคนที่ 3 และเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว โดยเข้าร่วมชุมชนกับกลุ่ม นปช.ทั้งที่ จ.อุบลราชธานี และกรุงเทพฯ เพราะต้องการช่วยเหลือประเทศชาติให้มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ส่วนวันเกิดเหตุเผาศาลากลางบุตรสาวมาช่วยเปิดร้านขายอาหารตามสั่งที่ตั้ง อยู่เลขที่ 168 ในซอยชยางกูร 21 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง

 

หลังจากนั้นก็ได้ออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยบุตรสาวเล่าว่า วันเกิดเหตุวิ่งหลบหนีเข้าไปในอาคารศาลากลางจังหวัด เพราะกลัวถูกทหารยิง และได้พบกับชายสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า ในมือถือขวดบรรจุน้ำมัน พร้อมยื่นน้ำมันให้กับบุตรสาว เพื่อใช้ราดอาคารศาลากลาง แต่ลูกสาวไม่รับ ชายคนดังกล่าวจึงเอาขวดน้ำมันกลับไปราดเอง และวิ่งหลบหนีไป ส่วนความช่วยเหลือตั้งแต่บุตรสาวถูกจับกุม ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจาก นปช.หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีเพียงอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีแห่งหนึ่ง ฝากเงินไว้ที่ร้านค้าสวัสดิการของเรือนจำให้กับผู้ต้องขัง นปช.ใช้จ่ายคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันนางวาสนาต้องจ่ายเงินกู้รายวันๆละ 500 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในร้านขายอาหารตามสั่ง เพราะมีเงินไม่พอใช้และยังขาดคนช่วยเหลือระหว่างให้บริการลูกค้าด้วย

 

ด้านนายวัฒนา จันทสิงห์ ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ยังไม่สามารถยื่นประกันตัวผู้ต้องหา 9 คน ที่ยังถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาล เพราะส.ส.เพื่อไทยอีสานใต้ที่จะใช้ตำแหน่งประกันตัวยังติดประชุมสภา ไม่สามารถเดินทางมายื่นประกันในวันนี้ จึงนัดเลื่อนยื่นขอประกันในชั้นอุทธรณ์ในวันที่ 26 ส.ค.
สำหรับการยื่น อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ขณะนี้กำลังพิจารณาจะยื่นอุทธรณ์ทั้ง 9 คน หรือยื่นเฉพาะ 4 รายที่ถูกลงโทษสถานหนัก โดยต้องรอดูท่าที่พนักงานอัยการจะมีความเห็นต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอย่าง ไรด้วย แต่สำหรับ 4 ผู้ต้องหาที่ถูกลงโทษสถานหนัก จะต้องยื่นอุทธรณ์แน่นอน เพราะเรายังไม่สิ้นความสงสัย เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 รายเป็นผู้ใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผา มีเพียงภาพถ่ายที่ผู้ต้องหาอยู่ในอาคารศาลากลางขณะเกิดเพลิงไหม้เท่านั้น

 

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

อย่างเป็นระบบ

โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข


มติชน ข่าวสด ออกแถลงการณ์ชี้แจงผลสอบของอนุกรรมการเฉพาะเรื่องกรณีอีเมล์ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไปแล้ว

เบียดพื้นที่ของผู้อ่านไปพอสมควร เพราะข้อกล่าวหามาเป็นปึก ข้อหาร้ายแรงว่า เอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ

ขณะนี้ ผลสรุปดังกล่าว กลายเป็นปมหนึ่งในข้อกล่าวหาของพรรคการเมือง ที่อาจจะนำไปสู่คดียุบอีกพรรคหนึ่ง

แต่ยังมีขั้นตอนอีกไม่น้อย

เป็นความยุ่งเหยิงของ “การเมือง” เรื่องอำนาจ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไปเกี่ยวข้อง เกินจากหน้าที่ของตัวเอง

แต่เมื่อเกิดมี “แพคเกจ” พิเศษ จัดหนักให้

ก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกันไปในขอบเขตที่พอสมควร

ต่อไปนี้ ต้องรอการสรุปของที่ประชุมสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่เลื่อนจาก 13 กันยายน เป็น 20 กันยายน

หลังจากที่ประชุมสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ได้รับทราบผลสอบไปแล้ว

กลับไปที่ปัญหาทางการเมือง การอภิปรายนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นการประชุมสภาที่คงจะมีคนติดตามฟังมากที่สุดอีกนัดหนึ่ง

อาจจะเป็นเพราะโหมโรงกันไว้แรง และมีประเด็นให้จับตา ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายชี้แจงของ นายกฯปู หรือกรณีของ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

ผลออกมาเป็นอย่างไรคงได้เห็นกันแล้ว บทบาทส่วนมากเป็นหน้าที่ของบรรดาดาวทั้งหลาย

ยังดี ที่ได้ยินคำว่า ปรองดอง สมานฉันท์ จากที่ประชุมหลายคำอยู่เหมือนกัน

คำเหล่านี้ ไม่ควรจะเอาไว้เกทับบลั๊ฟแหลก หรือเอาไว้กล่าวร้ายอีกฝ่ายเฉยๆ แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างที่เห็นกันอยู่

ส่วน “กระบวนการ” ในการคืนดีหรือปรองดอง ไม่ใช่ว่าจะตั้งประเด็นกันเอาเองได้ แต่ต้องหารือทุกฝ่าย

ส่วนหนึ่งของการปรองดองสมานฉันท์ ที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ และตอนนี้กลายเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาไปแล้ว

ในข้อ 1.16 คือ เร่งรัดผลักดันการปฏิรูปการเมือง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

โดยมี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่ยกร่างขึ้นมาใหม่

และต้องให้ประชาชนเห็นชอบผ่านการออกเสียงประชามติ

ในการอภิปรายวันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้รายละเอียดคร่าวๆ ว่าจะตั้ง ส.ส.ร. 99 คน

เลือกตั้งจังหวัดละคน 77 คน กับนักวิชาการ 22 คน

ถือเป็นอีกรูปธรรมหนึ่งของการกลับเข้าสู่ความสมานฉันท์ บนพื้นฐานของกฎหมายแม่บทที่มาจากความคิดเห็นของประชาชน

ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแรงต้าน และมีข้อระแวงสงสัยไม่น้อย

แต่ความเห็นที่ต่างกันนี่เอง หากมีระบบรับฟังกันดีๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ในทุกแนวคิด

 อาจจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์กว่าที่ผ่านๆ มาก็ได้

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2554)

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

คำพิพากษาศาลแพ่ง สั่งทบ.ชดใช้นปช. เหยื่อปราบม็อ

สดจากสนามข่าว

หมายเหตุ – จากเหตุการณ์สลายม็อบนปช.เมื่อเดือนเม.ย.2552 มีผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ต่อมานายไสว ทองอุ้ม และนายสนอง พานทอง ผู้ร่วมชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งให้ดำเนินคดีจำเลย 5 ราย ได้แก่ จำเลยที่ 1 สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 กองบัญชาการกองทัพไทย จำเลยที่ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จำเลยที่ 4 พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ และจำเลยที่ 5 กองทัพบก ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,857,534 บาท และ 2,245,205 บาท ตามลำดับ ศาลรับฟ้องแค่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ก่อนมีคำพิพากษาออกเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2554 และจากนี้คือคำพิพากษาบางส่วน…

โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวัน ที่ 13 เมษายน 2552 เวลา 2 นาฬิกา มีการสั่งการให้ใช้กำลังทหารบกเข้าระงับเหตุและเปิดการจราจรบริเวณสี่แยกใต้ ทางด่วนดินแดง ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งร่วมชุมนุมอยู่ด้วยถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ที่ 1 ถูกยิงที่ไหล่ซ้ายเป็นเหตุให้ไม่สามารถกลับมาใช้แขนซ้ายได้ตามปกติอีก โจทก์ที่ 2 ถูกยิงหัวเข่าขวาลูกสะบ้าแตกไม่สามารถใช้ขาข้างขวาได้ตามปกติอีก โจทก์ทั้งสองจึงกลายเป็นผู้พิการ

ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 13 เมษายน 2552 ดังกล่าว กองกำลังทหารได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนปช. โดยใช้ระเบิดเพลิง แก๊สน้ำตา และใช้พลซุ่มยิงด้วยปืนพก การปฏิบัติภารกิจของทหารจึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงไม่มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และทางวินัย

มีปัญหาต้อง วินิจฉัยตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า กองกำลังทหารบกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตาม ฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ ประกอบด้วย กองกำลังทหารจากสองกองพัน คือ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

ฝ่าย โจทก์เบิกความว่า กองกำลังทหารตั้งแถวเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม แถวแรกเดินถือไม้เคาะโล่เข้าหาผู้ชุมนุม แถวที่สองและแถวที่สามซึ่งถือปืนบางส่วนยิงปืนขึ้นฟ้า บางส่วนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง โจทก์ที่ 1 จึงตามรถแกนนำไป แต่ขณะที่โจทก์ที่ 1 เอี้ยวตัวกลับเพื่อหันมามองทหารที่อยู่ด้านหลัง จึงถูกยิงที่หัวไหล่ซ้ายล้มลงหมดสติ

โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า เห็นแถวทหารเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม โดยยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ เมื่อผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว จึงยิงในแนวระนาบ แล้วกระจายตัวตีโอบล้อมกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เกิดการอลหม่าน ผู้ชุมนุมบางส่วนล้มลง โจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกยิงล้มลงจึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ถูกยิงเข้าที่หัวเข่า และทหารกรูกันเข้ามาเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกกระเจิง โจทก์ที่ 2 จึงกระโดดหนีลงในคลองริมถนนวิภาวดีรังสิต

พยานโจทก์บรรยายให้ เห็นเหตุการณ์ที่โจทก์ทั้งสองประสบว่า เป็น เหตุการณ์ที่เกิดอย่างต่อเนื่องกันมาว่ากองกำลังทหารตั้งแถวเข้ายึดคืน พื้นที่ โดยเดินมุ่งเข้ากลุ่มผู้ชุมนุม มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ให้ฝ่ายผู้ชุมนุมยอมล่าถอย เมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว ทหารจึงหันมายิงในแนวระนาบ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายผู้ชุมนุมแตกกระเจิงและเกิดการอลหม่าน ขึ้น โจทก์ที่ 1 วิ่งหนีกลุ่มทหารตามรถของแกนนำไป แต่ขณะที่กำลังหันกลับมามองกลุ่มทหารที่อยู่ด้านหลัง จึงถูกยิงที่หัวไหล่ซ้ายดังกล่าว

ส่วนโจทก์ที่ 2 เบิกความให้เห็นภาพการปฏิบัติการของฝ่ายทหารได้อย่างสอดคล้องตรงกับข้อเท็จ จริงที่โจทก์ที่ 1 ในขณะนั้นโจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกทหารยิงล้มลง จึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ถูกยิงที่หัวเข่า ทหารกรูกันเข้ามา โจทก์ที่ 2 กลัวถูกทำร้ายอีก จึงวิ่งกระโดดลงคูน้ำข้างถนนวิภาวดีรังสิต และเบิกความต่อไปว่ากลุ่มทหารยังไล่ตามมาปาก้อนอิฐก้อนหินและอื่นๆ เข้าใส่ จนกระทั่งมีนายทหารคนหนึ่งมาบอกให้กลุ่มทหารเหล่านั้นหยุด และส่งไม้ให้โจทก์ที่ 2 เกาะขึ้นฝั่งมา

เมื่อ ฟังประกอบข้อเท็จจริงว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีคำสั่งให้กองกำลังทหารซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาและสังกัดของตนตามลำดับขั้น เข้าปฏิบัติภารกิจเพื่อยึดคืนพื้นที่และเปิดผิวการจราจรในบริเวณที่เกิดเหตุ ในยามวิกาล ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยหลักสากล แม้จะได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งอนุญาตให้ใช้อาวุธจริงได้ในการปฏิบัติภารกิจ

แต่ เมื่อโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่าไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมถืออาวุธปืนไม่ว่า ชนิดใด โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำ กายต่อโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทยตามเอกสารหมาย ล.12 ผนวก จ.ข้อ 5.8 ทหารที่ปฏิบัติการปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงจากกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธเท่า นั้น

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวโดยใช้กำลังทหารติดอาวุธ โดยสภาพย่อมต้องกระทำโดยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการใช้วิธีการดังกล่าวย่อมเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกายของผู้ชุมนุมโดยสุจริตได้ เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังทหารในบังคับบัญชาตามคำสั่งและในสังกัด ของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ก่อผลให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

เมื่อ ฟังได้ว่าบุคคลในกองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ ซึ่งพยานจำเลยที่ 2 และที่ 5 รับว่ามีเฉพาะกองกำลังทหารบกเป็นผู้ยิงโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเพราะการนั้น จึงเป็นการเพียงพอที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดตามลำดับชั้นต้องรับผิดจากผลแห่งการละเมิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

โจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียโอกาสจากการประกอบการงานเป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 2,400,000 บาทนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างตามจำนวนดังกล่าวนั้นจริง และโจทก์ที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้บ้าง เห็นสมควรกำหนดค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าทนทุกขเวทนาขณะรับการรักษาและต้องพิการ เห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามนั้น

สำหรับโจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียโอกาสจากการประกอบการงานเป็นเวลา 25 ปี เป็นเงิน 1,800,000 บาท แต่เห็นว่าโจทก์ที่ 2 มิได้เสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งหมด จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำนวน 800,000 บาท ส่วนค่าทนทุกขเวทนาดังกล่าวเห็นสมควรกำหนดให้ตามที่ขอ

พิพากษาให้ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,200,000 บาท และร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2552 เป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

แดงปี 53-ฮึ่มฟ้อง มาร์ค-ทบ. หลังชนะคดีปี 52

ที่ศาลให้ชดเชย ชี้หลักฐานยิ่งชัด สั่งใช้อาวุธหนัก ตร.ตั้งชุดทำงาน เร่งพิสูจน์ 169ศพ


กินข้าวแดง – นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง พาคนเสื้อแดงหลายร้อยทำกิจกรรมปิกนิกกินข้าวแดงบริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 21 ส.ค.

เสื้อแดง เตรียมนำคำพิพากษาศาลแพ่งให้กองทัพจ่ายชดเชยเหยื่อสลายม็อบปี཰ กว่า 2 ล้านบาท เป็นคดีตัวอย่างเรียกค่าเสียหายในคดี 91 ศพ แม่น้องเกดเผยจะเข้าหารือกับ’ธิดา ถาวรเศรษฐ์’รักษาการปธ.นปช.ในเรื่องนี้ด้วย ชี้ เป็นตัวอย่างที่ดีและมั่นใจในพยานหลักฐาน เพราะคดี 91 ศพหลักฐานชัดยิ่งกว่าเหตุ การณ์ปี཰ ด้วยซ้ำ บ.ก.ลายจุดระบุเหตุ การณ์ปี཰-53 รัฐบาลสั่งกองทัพขนอาวุธหนักออกมาปราบปรามประชาชน จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบได้ ส่วนการพิสูจน์ 169 ศพที่ระยอง ผบ.ตร.ส่ง’ปานศิริ ประภาวัต’ รองผบ.ตร.และพฐ.ตั้งคณะทำ งานไปตรวจสอบแล้ว ด้าน’ยิ่งลักษณ์’ให้ รอผลสอบของตร.ก่อนว่าผู้เสียชีวิตมาจากสาเหตุใดกันแน่

ความ คืบหน้าสถานการณ์กลุ่มเสื้อแดงเมื่อวันที่ 21 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ 2 นปช.ที่ถูกยิงจนพิการเมื่อปี 2552 ชนะคดีซึ่งฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากกองทัพ ว่ายังไม่ได้รับทราบข้อ มูลในเรื่องดังกล่าว ต้องขอตรวจสอบก่อน ส่วนกรณีความชัดเจนในการพิสูจน์ 169 ศพ ที่ถูกฝังในวัดที่ จ.ระยอง จะเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงที่สูญหายหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไม่อยากสรุปในตอนนี้ ต้องรอผลการพิสูจน์ก่อน อยากให้เป็นการชี้แจงจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดีกว่า แต่ตอนนี้ยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าเข้ามาแต่อย่างใด

ที่สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณี 169 ศพในพื้นที่ จ.ระยอง ที่มีข่าวระบุว่าอาจเป็นของกลุ่มเสื้อแดงที่หายไปจากการชุมนุมที่ผ่านมา ว่า มอบหมายพล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. ที่ดูแลพื้นที่ บช. ภาค 2 และพล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช. สพฐ. ไปตรวจสอบแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่ากำหนดกรอบเวลาหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า คงไม่ได้กำหนดเวลา โดยการตั้งเป็นคณะทำงานก็แล้วแต่ทางพล.ต.อ.ปานศิริ ส่วนกรณีที่พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.กมค. ไปตรวจสอบนั้นไม่ทราบรายละเอียด หรือรายงานเข้ามาแต่อย่างใด

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการพิสูจน์ 169 ศพ ที่ระบุเป็นศพที่เกิดจากพายุเกย์ว่า ขณะนี้มีประชา ชนซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิตยื่นหนังสือมาที่พรรคเพื่อไทยถึง 17 ฉบับ ให้ช่วยตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ดังนั้น พล.ต.อ. วิเชียร รวมทั้งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน เพราะมีความเกี่ยวโยงกับเหตุสลายการชุมนุมในช่วงปี཰ ต่อเนื่องมาถึงในช่วงเดือนเม.ย.53 หากไม่ดำเนินการจะมีความผิดตาม ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

“การดำเนินการในเรื่องของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมือง หรือเป็นการกลบประเด็นการแถลงนโยบายต่อสภาของรัฐบาลตามที่พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำความจริงให้ปรากฏ เพราะอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการสวมสิทธิผู้ตายได้ ดังนั้น ฝ่ายค้านอย่ากินปูนร้อนท้อง ทั้งนี้ แม้มีผู้เสียชีวิตเพียงศพเดียวฝ่ายกฎหมายของพรรครวมทั้งรัฐบาลก็ให้ความ สำคัญ” นายพร้อมพงศ์กล่าว

เมื่อเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน ที่ท้องสนามหลวง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก. ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กว่า 200 คน แต่งชุดไทยโบราณและเสื้อแดง มาร่วมจัดกิจกรรมปิกนิกข้าวแดงภายในพื้นที่สนามหลวงเป็นครั้งแรก ภายหลังจากที่ กทม.เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้พักผ่อนอย่างเป็นทางการ โดยมีเทศกิจและเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาดูแลความเรียบร้อยและความสะอาด โดยสั่งห้ามไม่ให้เสื้อแดงตั้งแผงลอยเพื่อขายของที่ระลึกในพื้นที่เด็ดขาด พ่อค้าแม่ค้าจึงพากันไปขายริมถนนแทน


ขอบคุณ- นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร จัดเลี้ยงอาหารต้อนรับ 22 มวลชนเสื้อแดงที่ได้รับประกันตัว หลังส.ส.อุดรฯ ช่วยยื่นประกันออกมา ที่วิทยุชมรมคนรักอุดร วันที่ 21 ส.ค.

นาย สมบัติกล่าวว่า วันนี้ได้นัดหมายให้สมาชิกเสื้อแดงมาร่วมกันจัดกิจกรรมทางการเมือง และร่วมชมความงามของท้องสนามหลวงหลังปิดปรับปรุงมาหลายเดือน จะเห็นว่าทาง กทม.วางมาตรการทางด้านกฎหมายในการเข้ามาใช้พื้นที่สนามหลวงแห่งนี้ไว้อย่าง เข้มงวดมาก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 ล้านบาท ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะเข้ามาใช้เพราะกลัว ดังนั้น ประชาชนยังเกิดความสงสัยว่าสนามหลวงตอนนี้ยังสามารถเข้าไปนั่งพักผ่อนหรือ จัดกิจกรรมอะไรได้หรือไม่ ดังนั้น วันนี้จึงได้มาพิสูจน์ว่าประชาชนยังสามารถเข้ามาใช้สนามหลวงนี้ได้อยู่ ขอให้เข้ามาใช้กันเยอะๆ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ปรับปรุงสนามหลวงเป็นเงินภาษีของประชาชนทุก คน และสนามหลวงนี้ก็ไม่ใช่เป็นแค่สวนสาธารณะอย่างเดียว ยังเป็นพื้นที่โบราณสถาน รวมทั้งเป็นพื้นที่ประวัติ ศาสตร์ทางด้านการเมืองด้วย

บ.ก.ลายจุดกล่าวต่อว่า ในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ เตรียมจัดกิจกรรมใหญ่ ‘แกนนอน เอ็กซ์โป 54′ เป็นครั้งแรกบริเวณชั้น 5 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยเชิญชวนสมาชิกโรงเรียนแกนนอนจากทั่วประเทศกว่า 100 กลุ่ม มาร่วมงานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเมืองและประชาธิปไตยให้มาก ขึ้น เป็นการจัดกิจกรรมในส่วนของภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ส่วนกิจกรรมการ เมืองของกลุ่มต่างๆ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ส.ค.นี้เวลา 13.00 น. กลุ่มประกายไฟซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ และประชาชนทั่วไป จะจัดการแสดงละครเวทีการเมืองขึ้น บริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ถนนราชดำเนินกลาง

นายสมบัติกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ศาลสั่งให้รัฐบาลและกองทัพจ่ายค่าชดเชยให้กับเหยื่อที่ถูกยิงบาด เจ็บสาหัสรายละ 1 ล้านบาทช่วงที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 ว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อปี ཰ ที่ผ่านมา รวมทั้งปีཱ จะเห็นว่าทางรัฐบาลและกองทัพนำเอาอาวุธร้ายแรงเข้ามาปราบปรามผู้ชุมนุมทำให้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลและกองทัพจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชดใช้ค่าเสียหายให้กับประชาชน เหล่านี้ได้ ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกๆ เหตุการณ์ ส่วนจะจ่ายให้รายละเท่าใดนั้นไม่สำคัญ

“ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ผ่านมาจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อได้รับบาดเจ็บก็ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนมาก จึงขอเรียกร้องไปยังกองทัพทุกหน่วยควรจะเอาเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นี้ทั้งปี ཰ และ ཱ มาเป็นบทเรียน และอย่าได้นำออกมาใช้อีกในอนาคต” นายสมบัติกล่าว

นางพะเยาว์ อัคฮาด ประธานศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองปีཱ และมารดาของน.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม กล่าวถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ทางรัฐบาลและกองทัพ จ่ายเงินค่าชดเชยให้กับเหยื่อที่ถูกยิงสาหัสจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี ཰ ว่า ในวันที่ 22 ส.ค.นี้จะนำข้อมูลกลุ่มผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการ ชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ที่ได้รวบรวมไว้ตั้งแต่เกิดเหตุเข้าหารือร่วมกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชา ธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่า ชดเชยให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากทางรัฐบาลและกองทัพ โดยจะหยิบยกประเด็นกรณีปี཰ ที่ศาลสั่งให้ชดเชยกลุ่มผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายมาเป็นคดีตัวอย่างที่รัฐบาลและกองทัพจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นทั้งหมด หนีไม่พ้น

“ดีใจมากหลังจากที่ทราบข่าวว่าศาลมีคำสั่งให้ รัฐบาลและกองทัพจ่ายค่าชดเชยกลุ่มผู้บาดเจ็บเมื่อปี཰ นี้รายละ 1 ล้านบาท ถึงแม้มันจะน้อยมากสำหรับเงินก้อนนี้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทั้งนี้ สำหรับเหตุการณ์ ปีཱ นั้นเมื่อนำมาเทียบกับเหตุการณ์ปี཰ แล้วห่างกันเยอะ โดยเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี ཱ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์สั่งให้กองทัพขนอาวุธร้ายแรงออกมาเข่นฆ่าประชาชน และมีหลักฐานมากมายกว่า ปี཰ ซึ่งชัดเจนมากว่ากลุ่มใดเป็นคนลงมือยิงประชาชน แต่สุดท้ายก็ไม่มีการติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุหรือผู้สั่งการมาลงโทษได้จนถึง ทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องทั้งหมดถูกดองอยู่ในดีเอสไอ” นางพะเยาว์กล่าว

นาง พะเยาว์กล่าวอีกว่า หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายแล้วจะนำมวลชนไปยื่นหนัง สือต่อพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติ ธรรม อีกครั้งเพื่อให้ปลดนายธาริต พ้นจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ เนื่องจากประชาชนไม่ไว้วางใจในการทำคดีของคนเสื้อแดงอีกต่อไป

พล.ต.ท. จรัมพร สุระมณี ผบช.สพฐ. กล่าวถึงกรณีการส่งชุดตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ บุคคล เข้าร่วมตรวจสอบ 169 ศพ ที่ จ.ระยอง ว่า ชุดตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลยังไม่ลงพื้นที่ เพราะต้องรอการสืบสวนสอบสวนของตำรวจพื้นที่ก่อน หากผลออกมาว่าเข้าข่ายต้องสงสัยว่าศพดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อ แดงที่หายไป และมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ลงไป ทีมงานจะเดินทางไปทันที

ผบช.สพฐ.ตร. กล่าวต่อว่า คาดว่าจะพบศพหรือโครงกระดูกเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นแพทย์นิติเวชจะตรวจสอบและคัดเฉพาะศพที่เพิ่งเสียชีวิตในช่วง 1-2 ปี มาตรวจสอบ จากนั้นจะนำมาตรวจสอบเอกลักษณ์โดยเปรียบเทียบศพที่พบเข้ากับระบบในฐานข้อมูล ของตำรวจซึ่งมีฐานข้อมูลของกองทะเบียนประวัติอาชญากร และบรรจุข้อมูลคนหายเอาไว้ทุกกรณี รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลสูญหายจากที่อื่นๆ หากศพใดมีลักษณะภายนอกสอดคล้องกับบุคคลสูญ หาย อาทิ เพศ ส่วนสูง เครื่องประดับ รอยสัก เสื้อผ้า ก็จะนำมาตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ ด้วยการตรวจสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันบุคคลอีกครั้ง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สพฐ.ตร.พร้อมแล้ว แต่ยังคงรอความชัดเจนในผลการสืบสวนสอบสวนจากท้องที่เสียก่อน

วัน เดียวกันที่ จ.อุดรธานี คนเสื้อแดงจำนวนกว่า 1 พันคน เดินทางไปรวมตัวกันที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อร่วมให้กำลังคนเสื้อแดงจำนวน 22 คน ที่เพิ่งได้รับประกันตัวออกมาจากเรือนจำกลางอุดรธานี เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีส.ส.อุดร ธานี พรรคเพื่อไทย 10 คนเอาตำแหน่ง ส.ส.ค้ำประกัน และมีนักธุรกิจเมืองอุดรธานี คุณสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล หรือเสี่ยต้อยติ่ง นำหลักทรัพย์มาเพิ่มอีก 11 ล้านบาท รวมเป็น 22 ล้าน และเป็นต้นแบบในการประกันตัวคนเสื้อแดงทั่วประเทศที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ มีคนเสื้อแดงที่ประกันตัวออกมาเดินทางมาร่วมงาน 19 คน ขาด 3 คน ซึ่งมีอาการป่วย

นายขวัญชัย ไพรพนา พร้อมด้วยนาย ศราวุธ เพชรพนมพร นายทองดี มนิสสาร นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม นายวิเชียร ขาวขำ และนางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เชิญคนเสื้อแดงไปรับฟังคำชี้แจงบนห้องประชุมชั้น 2 อาคารชมรมคนรักอุดร โดยนายขวัญชัย เปิดใจถึงบุคคลที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังทั้ง 22 คนออกมา และให้กำลังใจทุกคนและเตรียมตัวเพื่อสู้คดีต่อไป ด้านส.ส.อุดรธานี ได้พูดถึงภาพรวมของการเยียวยาคนเสื้อแดง ทั้งคนที่ถูกศาลตัดสินไปแล้วและผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี สุดท้ายนายขวัญชัย มอบค่าน้ำมันเดินทางกลับบ้านไปคนละ 1 พันบาท

นาย ขวัญชัย กล่าวว่า วันนี้เชิญคนเสื้อแดงทั้ง 22 คน ที่เพิ่งได้รับการประกันตัวมาทำความเข้าใจในการต่อสู้คดี และช่วงระหว่างที่รอฟังคำพิพากษาจากศาลในวันที่ 28 ต.ค.นี้ โดยทั้งหมดสัญญาว่าจะมาตรงเวลาในวันนัดหมาย อีกทั้งยังได้พูดคุยกันถึงเรื่องสภาพครอบครัวความเป็นอยู่ของ 22 ครอบครัว ในระหว่างรอการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ครอบครัวของนางปาริชาติ จวงจันทร์ หรือปูเป้ ที่พ่อป่วยหนักถึงขนาดที่ว่าหากถอดเครื่องช่วยหายใจออกก็เสียชีวิตทันที ครอบครัวของนายมงคล ชมคุณ ที่ขายข้าวมันไก่ ในตลาดเมืองอุดรธานี พ่อก็ต้องมาป่วยเป็นโรคไต เพราะทำงานหนักไม่มีลูกชายมาช่วยเหลือเพราะถูกจับติดคุก ครอบครัวของนายกิตติพงษ์ ชัยกัง ก็รับจ้างตัดไม้ยูคาลิปตัสขาย เมื่อลูกชายติดคุกก็ลำบาก บางครอบครัวคนติดคุกเป็นหัวหน้าครอบครัวทำให้ลำบากมาก สำหรับการเยียวยาคนเสื้อแดงนั้นได้วางแผนเอาไว้ว่า จะจัดงานโต๊ะจีนขึ้นโต๊ะละ 2 พันบาท ในวันที่ 8 ต.ค.นี้ สถานที่เป็นชมรมคนรักอุดร เพื่อหารายได้ช่วยเหลือเยียวยาคนเสื้อแดง

นาย ขวัญชัย กล่าวอีกว่า จะหยุดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหมู่บ้านเสื้อแดงแล้ว เพราะไม่อยากเห็นความแตกแยก แต่ก็น่าวิตกที่คนเสื้อแดงด้วยกันหันมาแย่งมวลชนกันเอง จนกลายเป็นสงครามการแย่งมวลชน ภาพที่ออกมาเลยกลายเป็นความแตกแยก เหมือนเขียนด้วยมือแล้วลบด้วยเท้า เพราะเพียงแค่อยากมีผลงานเพื่อเป็นเครื่องต่อรอง กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากให้คนเสื้อแดงให้กำลังใจรัฐบาล ให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานช่วยเหลือคนทั้งประเทศ ให้ลืมตา อ้าปากได้ อย่าหันมามองคนเสื้อแดงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเราเอาไข่ไปกระทบหินพ่ายแพ้มาแล้ว จึงอยากบอกว่าคนเสื้อแดงควรจะระมัดระวังอย่าเปิดประเด็นกับฝ่ายตรงข้าม หรืออำนาจพิเศษ จะตลบหลังได้ทุกเวลา อย่าทำให้รัฐบาลเสียสมาธิ

ด้าน วิเชียร ขาวขำ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้คนเสื้อแดงได้รับอิสระได้ รับความเป็นธรรม และขอเปิดใจกับทุกคนว่าทำไมต้องเอาตำแหน่งส.ส.มาประกันตัวคนเสื้อแดง เพราะพวกตนเป็นส.ส.ไม่ได้เอาตำแหน่งมาประกันตัวเฉพาะคนเสื้อแดง คนไทยทุกคนก็ทำมาแล้วและทั้ง 22 คนก็ไม่ได้รู้จักกันมาเป็นพิเศษ ส.ส.ซีกฝ่ายค้านก็เคยเอาตำแหน่งประกันตัวคนเสื้อเหลืองมาแล้ว พวกเขายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด

ส่วนนายศราวุธ เพชรพนมพร ส.ส.อีกคนกล่าวว่า ถึงแม้ว่าช่วงเกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลากลางจังหวัดอุดรธานีตนไม่อยู่ในพื้นที่ แต่มีโอกาสพูดคุยกับทหาร 2 นายที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าพวกที่ถูกจับกุมไม่ใช่คนเผา แต่พวกเขาเป็นไทยมุงแล้วถูกถ่ายภาพบันทึกเอาไว้จนถูกจับกุม ส่วนพวกที่เผาอยู่ชั้นบนศาลากลางพวกนั้นไม่ใช่คนเมืองอุดร ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าศาลท่านจะเข้าใจพวกเราว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

กะเหรี่ยง


คอลัมน์ที่ 13

นาย สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรง งานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เปิดเผยข้อมูลในช่วงปีพ.ศ.2553 ระบุอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีนโยบายขับไล่และจับกุมชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมในพื้นที่ป่า แก่งกระจาน ฝั่งติดชายแดนพม่า

ใช้วิธีเผาบ้าน เผายุ้งข้าว และสิ่งปลูกสร้างของชาวกะเหรี่ยงมาอย่างต่อเนื่อง

การกระทำดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทำผิดรัฐธรรมนูญ

“กะเหรี่ยง”เป็น ชนเผ่าที่จัดได้ว่ามีหลายเผ่าพันธุ์ หลายภาษา นับถือศาสนาที่ต่างกัน ส่วนกะเหรี่ยงดั้งเดิมจะนับถือผี เชื่อเรื่องต้นไม้ป่าใหญ่ ภายหลังหันมานับถือศาสนาพุทธ คริสต์ เป็นต้น

กะเหรี่ยง มีถิ่นฐานตั้งอยู่ที่ประเทศพม่า แต่หลังจากถูกรุกรานจากสงคราม จึงมีกะเหรี่ยงบางส่วนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ประเทศไทย

กะเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท

1.กะเหรี่ยง สะกอ หรือที่เรียกนามตัวเองว่า ปากะญอ หมายถึงคน หรือมนุษย์นั้นเอง กะเหรี่ยงสะกอเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง โดยมีมิชชันนารีเป็นผู้คิดค้นดัดแปลงมาจากตัวหนังสือพม่า ผสมภาษาโรมัน กลุ่มนี้หันมานับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่

2.กะเหรี่ยงโป เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเคร่งครัดในประเพณี พบมากที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

3.กะเหรี่ยงบเว พบที่ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน และในแถบตะวันตกของประเทศไทย

4.กะเหรี่ยงปะโอหรือตองสู พบน้อยมากในประเทศไทย

สำหรับ ความเป็นมาของกะเหรี่ยงในประเทศไทยนั้น ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงได้อพยพเข้ามาปักหลักในพื้นที่อาศัยอยู่ครั้งเเรกในแถบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ยึดอาชีพเกษตรกรรมในการดำรงเลี้ยงชีพ

จน กระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงทำสงคราม กะเหรี่ยงได้ร่วมมือกับทหารไทย โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ ในการลำเลียงสิ่งของ เสบียงอาหาร ให้ทหาร ไทยในการรบครั้งนั้น

ภายหลังสงครามมีชนพื้นเมืองย้ายกลับถิ่นฐานเป็นจำนวนมากขึ้น ทำให้พื้นที่คับแคบแออัด

เนื่องด้วยชนเผ่ากะเหรี่ยง มีนิสัยรักความสงบ ชอบใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เมื่อมีประชากรหนาแน่น

ส่วน หนึ่งจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง มองหาที่ทำกินใหม่ ก่อนมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย และ ต.ทุ่งพร้าว อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นต้น

ยังมีบางส่วนที่ย้ายและอาศัยอยู่แถบแนวชายแดนของจังหวัดกาญจนบุรี

จาก ข้อมูลของศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา ระบุว่า กะเหรี่ยงในด้านตะวันตกของภาคกลางประเทศไทยมีอยู่จำนวนไม่น้อย ตั้งแต่จังหวัดตากไล่ลงมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าอาจมีถึง 100,000 คน

เป็นกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีราว 30,000 คน ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงโป บางหมู่บ้านเป็นกะเหรี่ยงสะกอ บางหมู่บ้านอยู่ปะปนกันระหว่างกะเหรี่ยงโปและกะเหรี่ยงสะกอ

กะเหรี่ยงที่ถูกเจ้าหน้าที่เผาบ้านไล่จับกุมน่าจะเป็น กลุ่มนี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ชดใช้แทนรัฐบาลที่แล้ว

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน

หลัง การแต่งตั้งครม.โดยไม่มีแกนนำเสื้อแดงเข้าไปร่วมอยู่ด้วย อันนำมาสู่ข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและนปช. มาในวันนี้ มีความคืบหน้าบางประการที่ส่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เริ่มเดินหน้าช่วยเหลือเยียวยาผู้รับเคราะห์จากเหตุ 91 ศพแล้ว

การเยียวยาเช่นนี้แหละ เป็นเรื่องสำคัญเหนือกว่าการมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้แกนนำเสื้อแดงเสียอีก

เชื่อว่าฝ่ายแกนนำเสื้อแดงเองก็เช่นกัน จะต้องปลาบปลื้มชื่นใจ ยิ่งกว่าการไปนั่งทำงานในทำเนียบในกระทรวงอย่างแน่นอน

ข่าวบอกว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ได้หารือกับนายกฯหญิงเรียบร้อยแล้ว

โดยรัฐบาลจะจัดงบประมาณช่วยเหลือครอบ ครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ

รายละ 10 ล้านบาท

ช่วยทั้งประชาชนและทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ จะได้รับการเยียวยาด้วยจำนวนเงินที่ลดหลั่นกันไป

ถ้าทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้จริง จะนับเป็นรัฐบาลแรก

ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชนผู้สูญเสียในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงทางการเมือง!

ไม่ว่ารัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอ้างว่า มีชุดดำเข้ามายิง มีผู้ก่อการร้ายในม็อบเช่นไร

แต่ต้องยอมรับว่า การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้น เป็นการเรียกร้องตามสิทธิประชาธิปไตย!!

ส่วนที่อ้างว่าชุมนุมไม่สงบ มีอาวุธ

อย่าพูดเลื่อนลอเย หาหลักฐานมาให้ได้

แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งปรากฏจากเอกสารศอฉ.ที่เล็ดลอดออกมา จะอ้างเหตุอะไรก็ตามเถอะ แต่ชัดเจนว่าสั่งการให้ทหารใช้อาวุธได้จริง

ข้อเท็จจริงจากหลักฐานขณะนี้จึงกล่าวได้ว่า รัฐบาลได้สั่งให้ทหารใช้อาวุธจริงในเหตุ การณ์นี้!

ดังนั้น ใครจะเป็นผู้ลงมือยิงอย่างไร เดี๋ยวไปพิสูจน์กันในศาลได้

แต่รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ว่า ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุม จนมีคนล้มตายเกือบร้อย ขณะที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมกำหนดมาตรการทั้งหมด

ความรับผิดชอบทางการเมืองจึงหนีไม่พ้น

ดังนั้นรัฐบาลชุดต่อมา ย่อมมีสิทธิ์จะใช้งบประมาณ มาเพื่อเยียวยาชีวิตประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองได้

ชดใช้ให้กับประชาชนทดแทนความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่แล้ว!

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

“ดาว์พงษ์”หารือผู้บริหารมติชน-ข่าวสด แจงเหตุทหารถูกดึงไปยุ่งปราบม็อบ

 

ล่มไปแล้ว “ทบวงความมั่นคง”

 วันที่ 15 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล พล.ท.จิระเดช โมกขะสมิต รองเสธ.ทบ. พล.ต.พลภัทร วรรณภักตร์ เลขานุการ ทบ. พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผอ.ศปป.5 พร้อมคณะ เข้าพบปะพูดคุยกับผู้บริหารเครือมติชน-ข่าวสด โดยตอบข้อถามถึงสถานการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มองว่าการเมืองเข้าดึงกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องมากหรือไม่ว่า ต้องมองก่อนว่าก่อนหน้านี้ไม่มีพ.ร.บ.ความมั่นคงในการรับมือการชุมนุมทางการเมือง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพิ่งเกิดเมื่อปี 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ขณะนั้น มีความพยายามที่จะใช้พ.ร.บ. ได้สั่งการผบ.ทบ.สมัยนั้นรับผิดชอบไปเลย พอมาถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ พ.ร.บ.นี้ก็มีอยู่เหมือนกันแต่นายกฯไม่ได้ใช้กองทัพ โดยมอบให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ มาดูแล และสั่งการตำรวจเป็นส่วนใหญ่

เสธ.ทบ.กล่าวอีกว่า มาถึงยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลือกใช้กองทัพ โดยใช้อำนาจของผอ.กอ.รมน.เลย ในช่วงนั้นเองตนก็เป็นสนช. เสียดายที่มีความพยายามผลักดันพ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุมเข้าสภาอีกครั้งหนึ่ง ภาวนาขอให้พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน เพราะถ้ามีพ.ร.บ.นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีอำนาจหน้าที่ทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกทหารก็ไม่อยากจะออกไป แต่พอไม่ผ่าน เกิดพ.ร.บ.ความมั่นคงขึ้นมา นายอภิสิทธิ์ในฐานะผอ.กอ.รมน.สามารถใช้ได้ทั้งทหารและตำรวจ ก็จะเห็นว่าเลือกใช้ตำรวจก่อน แต่พอกำลังไม่พอ เพราะทั้งประเทศไทยมีกำลังควบคุมฝูงชนอยู่ 2 กองร้อย ตำรวจที่มาเข้าเวรปราบจลาจล หมุนเวียนมาจากโรงพักไม่ได้ถูกฝึกถูกสร้างมาโดยตรง เลยต้องเอาทหารเข้ามา เพราะเริ่มจากพ.ร.บ.ความมั่นคงนี่เอง เราระวังตัวมาก คนที่เรากลัวมากที่สุดก็คือประชาชน ไม่เคยกลัวศัตรูที่ไหนเลย และตำรวจไทยก็ฝึกมาให้จับคนร้าย ไม่ได้ถูกให้มาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เลยเป็นภาพว่าให้ทหารเข้าไปร่วมกับรัฐบาล หากไม่มีพ.ร.บ.นี้ทางรัฐบาลก็ไม่มีสิทธิ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเมืองหลังจากเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้ทหารลดบทบาทจากการเมืองหรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่าขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลว่าให้ทำอะไรก็ทำ จริงๆ แล้วกองทัพไม่สามารถปฏิเสธเป็นอย่างอื่น แต่สำหรับสถานการณ์โดยรวมแล้ว ตอนนี้กองทัพเบาใจลงเป็นเรื่องของกัมพูชาที่รัฐบาลมีความสัมพันธ์อันดี คงสามารถมาดูเรื่องทางภาคใต้ได้มากขึ้น เรื่องทางภาคใต้ทางกองทัพได้ทำ 6 ยุทธศาสตร์ทางกองทัพก้าวหน้าไป 5 ยุทธศาสตร์ เหลือเพียงยุทธศาสตร์เดียว คือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และทางผู้ก่อความไม่สงบก็แพ้เรา 5 ยุทธศาสตร์ เหลือเพียงสร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน เพราะทางผู้ก่อความไม่สงบไม่มีทางเลือกอื่น

ต่อข้อถามถึงนโยบายภาคใต้ของรัฐบาลใหม่ จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวว่า ที่รัฐบาลพูดไว้ในเรื่องเขตปกครองพิเศษนั้น ทางกองทัพต้องคุยกับรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง เพราะทางกองทัพบกมีข้อมูลอยู่แล้วส่วนหนึ่ง ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร แล้วถ้าแบ่งออกไปแล้วจะเป็นเช่นไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง รัฐบาลประกาศนโยบายนี้ออกมา แต่ยังไม่มีรายละเอียดการแบ่งพื้นที่ว่าลงลึกขนาดไหน และเราก็จะชี้ให้รัฐบาลเห็นว่าความเสี่ยงท่านรับได้ไหม รับได้แค่ไหน ถ้ารับได้ก็เป็นนโยบาย เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น ท่านนายกฯ นั่งเป็นผอ.กอ.รมน.โดยตำแหน่ง ท่านก็ต้องมาฟังและก็คุยกันทางกองทัพได้เตรียมข้อมูลไว้เรียนท่านอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าความเสี่ยงหากใช้เขตปกครองพิเศษ ทหารมองว่าเสี่ยงมากหรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ถ้าถามทหารความเสี่ยงก็อย่างหนึ่ง ถ้าถามนักธุรกิจก็จะมองความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง ถ้าถามนักการเมืองก็จะมองความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องเอาข้อมูลมารวมกันหมดเลย เพราะตนก็มองในมิติของตนที่ทำอยู่ อาจจะมีบางส่วนที่คล้ายกัน แต่บางมุมในหลายภาคส่วน ไม่ได้ตระหนักถึงภัยพวกนี้ ถ้าลืมมองในด้านความมั่นคง ที่คิดไว้ก็จะไม่สำเร็จได้

ต่อข้อถามว่าหากรัฐบาลไม่เปลี่ยนนโยบายภาคใต้ ยังใช้แนวปัจจุบันนี้ต่อไป จะสามารถหยุดยั้งปฏิบัติการของฝ่ายก่อการร้ายในช่วงเวลาเท่าใด พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลายาวนานเท่าไหร่ หัวใจของเราคือประชาชน 2 ล้านคน และผู้ก่อความไม่สงบมีเพียง 7,000-10,000 คน ถ้าเมื่อไหร่เราทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้น

ส่วนกรณีเรือเหาะที่เป็นข่าวอื้อฉาวนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่จัดหาของเราอยากได้ของดีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่ากองทัพบกซื้ออะไรมาแล้วจะได้ของดีทั้งหมด เมื่อของยังไม่เรียบร้อยก็ต้องทำให้เรียบร้อย อย่างเช่น จีที 200 ผู้ใช้ในพื้นที่ก็มั่นใจเป็นอย่างมาก ทางผบ.ทบ.ก็ต้องมั่นใจเพราะว่าผู้ปฏิบัติให้ความมั่นใจก็ยอมซื้อเพราะความเป็นห่วงชีวิตลูกน้อง และไม่ใช่ว่าทบ.ซื้อเพียงหน่วยเดียว หน่วยอื่นก็ซื้อมา ถามผู้นำจีที200ไปใช้ทุกคนก็มั่นใจตลอด

เสธ.ทบ.กล่าวถึงแนวโน้มการก่อตั้งทบวงความมั่นคงภายในว่า เดิมทีมาจากการนั่งหารือระหว่างผบ.ทบ.กับตนเอง โดยเห็นว่ารูปแบบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในควรเปลี่ยนไป จะได้บูรณาการกันมากขึ้น ลดภาพของทหารลงไป ประชาชนจะได้ลดความหวาดระแวงกองทัพ เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะตั้งเป็นทบวงความมั่นคงขึ้น แค่คุยกันเท่านั้น ข่าวออกไปเร็ว ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ถ้าทำอาจใช้เวลาอีกนาน หรืออาจจะถือว่าล้มเลิกไปแล้วก็ได้ในเวลานี้

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เสื้อ แดงทอล์กโชว์ ‘แม่ น้องเกด’ ขึ้นเวทีเล่าหัว อกแม่

‘ธิดา’หนุน รัฐเยียวยาศพละ10ล.

ชี้ต้องจ่ายหนัก ควบคู่จับคนสั่ง สส.ปชป.ขวาง! ประกันเสื้อแดง


91 ศพ - นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด เชิญนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด มาร่วมเสวนาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ 91 ศพ ที่ห้างอิมพีเรียล ลาด พร้าว เมื่อวันที่ 14 ส.ค.

เสื้อ แดงทอล์กโชว์ ‘แม่ น้องเกด’ ขึ้นเวทีเล่าหัว อกแม่ ในเหตุการณ์ลูก สาวถูกยิงฆ่าอุกอาจวัดปทุมฯ 6 ศพ ลั่นต่อสู้เอาคนสั่งฆ่ามาลงโทษให้ได้ อย่าคิดว่าจะรอด จวกแหลกรัฐบาลสลายม็อบ 91 ศพ ประชาชนไม่มีอาวุธเรียกร้องให้ยุบสภา แต่กลับถูกฆ่าหมู่กลางกรุง ‘ธิดา’ ย้ำรัฐบาลสมควรจ่ายค่าเยียวยาศพละ 10 ล้าน ชี้จ่ายมากก็ดี ต่อไปจะได้ไม่กล้ายิงคนอีก ยืนยันสิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่คนทำผิดต้องถูกลงโทษ ใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นปรองดองไม่เกิด

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง จัดทอล์กโชว์ โดยเชิญนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม มาร่วมพูดคุยด้วย โดยนางพะเยาว์กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยทราบเรื่องการเมือง เพิ่งจะมาซึมซับตอนที่ได้รับผลกระทบ และเมื่อลำดับเหตุการณ์ก็พบว่าประชาชนที่ออกมาเรียกร้องโดนรังแก ตอนนั้นไม่เคยรู้เลยว่าเหตุการณ์มันรุนแรงแค่ไหน จนวันที่เราต้องสูญเสียลูก ทำให้รู้ว่าประชาชนถูกปิดหูปิดตา เราไม่รู้เลยว่าลูกเรา หรือคนที่อยู่ตรงนั้นสถานการณ์มันเหมือนสงครามเลย เพียงแต่ประชาชนไม่มีอาวุธเท่านั้นเอง ขณะนั้นไม่มีบอกเลยว่ามีคนตายขนาดไหน ไม่มีบอกเลยว่ามีการฆาตกรรมหมู่ใจกลางกรุง รัฐบาลปิดข่าวได้ดีมากๆ

นาง พะเยาว์ กล่าวว่า ถามหมอว่าลูกโดนยิงกี่นัด หมอบอกว่า 2 นัด ถามว่าจากข้างบน หรือข้างล่าง หมอบอกว่าบอกไม่ได้ แต่โดน 2 นัด หลังจากนั้นนำศพลูกมาตั้งที่วัด พอคืนที่ 2 เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่า น้องเกดโดนมากกว่า 2 นัด จึงนำศพออกจากโลงเย็น และให้ช่างภาพถ่ายบาดแผล ทำให้รู้ว่าลูกโดนตั้งแต่ซีกขวาทั้งหมด อย่างนี้ไม่ได้พลาด ถือว่าจงใจ แล้วบอกได้อย่างไรว่า 2 นัด พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ออก มาแถลงร่วมกับศอฉ.ว่าโดน 2 นัด หาหัวกระสุนไม่เจอ

“ถ้าวันนั้นคุณเป็นลูกผู้ชายพอ แล้วยุบสภา วันนั้น ณ เวลานี้ที่มีการเลือกตั้ง คุณอาจจะเป็นรัฐบาลอีกครั้งก็ได้” แม่น้องเกดกล่าว

แม่ น้องเกดกล่าวต่อว่า ขนาดไปแจ้งความยังไม่ได้เลย ถูกบล็อกไว้ทุกโรงพัก ที่ผ่านมาประชาชนในปี 2553 โดนกดขี่จากรัฐบาล เอา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาครอบหัวเรา ทำอะไรไม่ได้ ผิดหมด บาปกรรมที่พวกคุณทำจะติดตามพวกคุณตลอด จะเป็นตั้งแต่ตัวเล็กยันตัวบน ขณะนี้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ พวก คุณอย่าคิดว่าจะรอด อดีตที่ผ่านมาเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 พฤษภาทมิฬ มีแต่อนุสาวรีย์ คนสั่งฆ่าไม่เคยได้รับการลง โทษ ทุกวันนี้ยังอยู่การเมือง ยังอยู่ดีมีสุขไม่เคยได้รับโทษรับกรรมเลย แต่ครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องทำให้ได้ ว่าคนสั่งฆ่าและคนฆ่าทุกคนต้องได้รับการลงโทษ เราจะต้องไม่ยอมให้ออกมาฆ่าประชาชนได้ อีกแล้ว

“มีลูก 3 คน ทุกปีลูกๆ จะนำดอกไม้มาไหว้แม่ แต่ปีนี้ถึงวันแม่ เรากลับต้องเป็นคนเอาดอกไม้ไปวางหน้าอัฐิลูก และเป็นคนบอกลูกว่าจะต่อสู้เอาคนฆ่ามาลงโทษให้ได้” นางพะเยาว์ กล่าวทั้งน้ำตา

ส่วน นายสมบัติ กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ ใช้สไนเปอร์ ถือเป็นการเลือกเครื่องมือที่มีเจตจำนง หากประชาชนต้องการจัดการรัฐ บาลด้วยอาวุธ เราก็ต้องเห็นคนบาดเจ็บ เสียชีวิต และมีอาวุธ แต่นี่บางคนเป็นเด็กคนแก่ที่ไม่มีอาวุธ ส่วนการเสียชีวิตของน้องเกด อยากตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดไม่มีองค์กรอาสาสมัครใดๆ ออกมาเคลื่อนไหว หรือปล่อยให้ ชะตากรรมของอาสาสมัครเป็นไปอย่างนี้ และหากไม่มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง การทหาร การปฏิวัติก็จะเข้ามาเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตัวแปรคงอยู่ที่การลดอำนาจทหาร จะต้องเกิดจากการเพิ่มอำนาจของประชาชน อำนาจทั้งหลายก็จะลดลงไปโดยปริยาย

นาง พะเยาว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลจ่ายเงินเยียวยามาให้ 10 ล้านบาทจริง ก็จะนำเงินส่วนนี้เก็บไว้เป็นทุนในการต่อสู้คดี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ

วันเดียวกัน นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแกนนำนปช. เปิดเผยกรณีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะจ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 รายละ 10 ล้านบาทว่า เคยพูดคุยเรื่องนี้บนเวทีปราศรัยมานานแล้ว อาจเป็นความเห็นร่วมกันระหว่างนายจตุพร และพรรคเพื่อไทย เงิน 10 ล้านบาทถือว่าสมควร เพราะต้องรวมทั้งค่าเยียวยา และค่าความเสียหายที่เกิดจากรัฐ การที่รัฐต้องจ่ายเงินจำนวนมากก็ดีเหมือนกัน คราวหลังจะได้ไม่กล้ายิงคนเล่นอีก จะได้เกรงกลัวไม่ทำผิดซ้ำอีก

รักษา การประธานนปช. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่คนทำผิดต้องได้รับการตัดสิน ต้องถูกลงโทษทางอาญา ประชา ชนต้องได้รับความยุติธรรม และกฎหมายก็ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นแล้วความปรองดองก็ยังเกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนความคาดหวังต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการทวง ความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงนั้น คนเสื้อแดงไม่กล้าคาดหวังอะไร แต่ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ทำ คนเสื้อแดงก็อาจจะต้องเขย่านิดหน่อย ต้องดูว่าชีพจรอารมณ์ของประชาชนเป็นอย่างไร

ด้าน นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ว่าที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เตรียมยื่นประกันตัวผู้ต้องหา 25 คน ในคดีชุมนุมทางการเมือง ที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางอุดรธานีว่า ทราบว่า พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่ได้มีแนวคิดดังกล่าว อย่างไร ก็ตาม หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้ ก็ไม่เหมาะสม เพราะยังไม่ได้แถลงนโยบาย เพื่อเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ หากมาทำเฉพาะประเด็นนี้ก่อนถือว่าไม่ถูกต้อง

ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นคร ศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม การอ้างว่ารมว.ยุติธรรมให้ไฟเขียว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยว ข้องกับการให้ประกันหรือไม่ เพราะเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาล รมว.ยุติธรรมไม่มีสิทธิ์ไปกดดัน หรือดำเนินการใดๆ ได้ ไม่อยากจะให้แกนนำเสื้อแดงเหิมเกริม เมื่อรัฐบาลของตัวเองเข้าบริหารประเทศ และจะต้องดำเนินการให้ได้ดั่งใจทุกอย่าง จนทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า คนเสื้อแดงในขณะนี้ใหญ่คับบ้านคับเมือง

ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อกรณีนางธิดา เรียกร้องให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลาออก ว่า นายธาริตเป็นข้าราช การประจำ ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ถ้าฝ่ายบริหารเห็นว่านายธาริตอยู่ในตำแหน่งแล้วไม่มีความเหมาะสม ก็เป็นสิทธิ์ของผู้บังคับบัญชาที่จะโยกย้ายได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ใช่ปล่อยให้ประธานนปช. ซึ่งเป็นองค์กรเถื่อน ออกมาชี้นิ้วบังคับ ให้ข้าราชการต้องลาออกตามใจตัวเอง

“ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้ยังดำเนินการ ตามข้อเรียกร้องของมวลชนคนเสื้อแดง บ้านเมืองก็จะวุ่นวายเหมือนกับหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เพราะรัฐบาลดำเนินการภายใต้การชี้ นำของกลุ่มมวลชนนอกสภา และให้คนกลุ่มนี้ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีหลักประกันสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เคยบอกว่าจะแก้ไขไม่แก้แค้น ถ้าหากว่ายังทำงานภายใต้การชี้นำของกลุ่มเสื้อแดง รัฐบาลชุดนี้จะแก้แค้น โดยจะไม่แก้ไขปัญหาของบ้านเมือง” นายเทพไท กล่าว

ค่ำวันเดียวกัน ที่สนามบินกรมการขนส่งทหารบก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐ มนตรี เดินทางกลับตรวจสถานการณ์น้ำท่วม และให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจตุพร ระบุว่ารัฐบาลไฟเขียวจะจ่ายเงิน 10 ล้านบาท เยียวยาผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงว่า มีการหารือเรื่องเยียว ยาประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และภาคเอกชนในภาพรวมจริง แต่ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะเยียวยาเมื่อไหร่ และอย่างไร

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เปิดประวัตินายกฯยิ่งลักษณ์-35รัฐมนตรี

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

เกิด 21 มิ.ย. 2510 น้องสุดท้องและไพ่ใบ สุดท้ายของ “ทักษิณ” ทิ้งเก้าอี้ผู้บริหารในธุรกิจของตระกูล มาเสนอตัวชิงนายกฯ ลุยหาเสียงกระชากเรตติ้งจนกลายเป็นกระแส “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” ใช้เวลา 49 วัน ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ ท่ามกลางงานหิน แก้ของแพง แก้ขัดแย้ง

ยงยุทธ วิชัยดิษฐ

รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย

เกิด 15 ก.ค. 2485 ลูกหม้อมหาดไทยเกษียณตำแหน่งปลัด ปี”45 ช่วยงานรัฐบาล ทักษิณปี”46 เป็นที่ปรึกษามท.1 ของพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ภักดีกับเพื่อไทยแม้ในยามวิกฤต รับหน.พรรคขัดตาทัพปี”51 เรื่อยมา แม้เคยลาออกแต่ได้รับเลือกอีก นายใหญ่ไว้ใจสมนาคุณรองนายกฯ ควบมท.1

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

รองนายกฯ

เกิด 10 มิ.ย. 2490 ดีกรีด๊อกเตอร์นิติ ศาสตร์ ม.รามคำแหง เริ่มต้นการเมืองสังกัดปชป. ก่อตั้งพรรคมวลชน และระหกระเหินไปอยู่หลายพรรคก่อนย้ายมาเพื่อไทย ดึงส.ส.อีสานบางส่วนมาอยู่ในสังกัดบ้านริมคลอง เปิดตัวเป็นสายตรงนายใหญ่ มีชื่อติดโผ รมต. หลายกระทรวง

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ

รองนายกฯ

เกิด 11 มี.ค. 2490 ตท.6 จปร.รุ่น 22 ขึ้นผบ.ตร. ยุครัฐ บาลทักษิณ แต่หลังรัฐประหารถูกเด้งมานั่งที่ปรึกษานายกฯ สุดท้ายศาลปกครองวินิจฉัยคำสั่งย้ายไม่ชอบ กลับมานั่ง ผบ.ตร.จนเกษียณ เล่นการ เมืองตามคำเชิญทักษิณ เป็นมท.1 รัฐบาลสมชาย

กิตติรัตน์ ณ ระนอง

รองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์

เกิด 3 ส.ค. 2501 จบโทบริหารธุรกิจ จุฬาฯ อดีต กก.ผจก. ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสูงใน การพัฒนาตลาดทุน นายกฯปูไว้ใจเพราะเคยเป็นกุนซือสมัยเป็นนักธุรกิจ ให้เก้าอี้หน.ทีมเศรษฐกิจหวังขับเคลื่อนนโยบายหาเสียง เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโลก

ชุมพล ศิลปอาชา

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เกิด 6 มิ.ย. 2483 ป.โทจากม.ซีราคิวส์ สหรัฐ นั่งรมต.โควตา ชาติไทยพัฒนาในฐานะน้องชายบิ๊กเติ้ง หนที่แล้วร่วมรัฐบาลมาร์ค แต่เปลี่ยนอำนาจ ใหม่ก็ชู “ปรองดอง” จนได้ร่วมรัฐบาลอีก ช่วงจัดโผ บิ๊กเติ้งยังบิน ไปกินข้าวต้มกับนายใหญ่ที่บรูไน ก่อนเก้าอี้ จะหนึบที่กระทรวงเดิม

สุรวิทย์ คนสมบูรณ์

รมต.ประจำสำนักนายกฯ

เกิด 23 เม.ย. 2492 จบแพทย์ ม.เชียงใหม่ พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต นิด้า เป็น จักษุแพทย์ร.พ.ชัยภูมิ ก่อนลงส.ส. ออกจาก ไทยรักไทยพร้อม กลุ่มวังน้ำยมหลังรัฐ ประหาร ที่สุดกลับมาสมัครใหม่ อดีตรองเลขาธิการนายกฯ คนเก่าแก่ช่วยงานพรรคต่อเนื่อง และได้แรงดันกลุ่มอีสานอีกแรง

กฤษณา สีหลักษณ์

รมต.ประจำสำนักนายกฯ

เกิด 15 มิ.ย. 2505 จบโทรัฐศาสตร์ บริหาร รัฐกิจ ม.ธรรมศาสตร์ ลูกหม้อไทยรักไทย อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 สมัย เจ้าของธุรกิจโรงแรมใหญ่ จ.อุตร ดิตถ์ สนิทกับวราเทพ รัตนากร แกนนำภาคเหนือ แนบแน่นกับ เจ๊แดง-เยาวภา นำทีมช่วยหาเสียงภาคเหนือตอนล่าง ก่อนมีชื่อติดโผรมต.ในนาทีสุดท้าย

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา

รมว.กลาโหม

เกิด 8 ม.ค. 2480 ศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล ร.ร.จปร. ปี”04 หลังเกษียณที่ปลัดกห. เสี่ยแม้วชวนเข้าพรรคไทยรักไทย มอบเก้าอี้ รมช.กห. แม้เกิดรัฐ ประหาร ยุบทรท. และพปช. แต่บิ๊กอ๊อดยังช่วยงานอยู่ห่างๆ หนนี้ขึ้นว่าการฯ เพราะมีคอนเนกชั่นชนิดที่นายใหญ่ต่อไม่ติด

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

รมว.คลัง

เกิด 21 ธ.ค. 2494 จบเศรษฐศาสตร์ ม.ลอนดอน เริ่มงานที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยตั้งแต่ปี”20 ไต่เต้า จนสู่ตำแหน่งรองผู้ ว่าการฯ เป็นเลขาฯ ก.ล.ต. ติดต่อกัน 2 สมัย ก่อนโดดขึ้นนั่งเก้าอี้รมต. ร่วมทีม เศรษฐกิจขายจุดแข็งยี่ห้อทักษิณ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อุ้มนายกฯปู เรื่องหุ้นพี่ชาย

บุญทรง เตริยาภิรมย์

รมช.คลัง

เกิด 8 ก.ค. 2503 ป.ตรีบริหารธุรกิจ ม.เคนตักกี้ สหรัฐ ส.ส.เชียงใหม่หลายสมัย ลูกหม้อไทยรักไทยกลุ่มวังบัวบาน เหนียวแน่นกลุ่มเจ๊แดง-เยาวภา เคยเป็นเลขาฯ และที่ปรึกษารมว.ไอซีทียุครัฐบาลทักษิณ ถือเป็นนายทุนภาคเหนือ และ 1 ใน 4 เด็กในคาถาที่ “เจ๊แดง” ชงชื่อขอพี่ชาย

วิรุฬ เตชะไพบูลย์

รมช.คลัง

ส.ส.บัญชี รายชื่ออันดับ 18 เกิด 4 ส.ค. 2486 อดีตเจ้าของห้างเวิลด์เทรด ผ่านงาน การเมืองระยะหนึ่งก่อนเล่นเต็มตัว เริ่มจาก ควม. พปช. และ พท. รัฐบาลหมัก เป็น รมช.พาณิชย์ แต่โดนพิษหุ้นเล่นงาน ล่าสุดโผครม.ปู ชื่อหลุดไปแล้วแต่ใช้วิทยายุทธ์ชั้นเซียน วิ่งสายวังบัวบานจนชื่อกลับมาอีก

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

รมว.ต่างประเทศ

เกิด 1 พ.ค. 2496 ส.ส.เชียงใหม่หลายสมัย ศิษย์เก่ามงฟอร์ตฯ จบวิศวกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น โทวิศว กรรม ม.ยังทาวน์สเตท รัฐโอไฮโอ และป.เอก ม.แอครอน สหรัฐ เล่นการเมืองครั้งแรกสังกัด ปชป. ปี”50 ย้ายมา พปช. แม้พรรคถูกยุบ แต่ยังจงรักภักดีและร่วมกับเสื้อแดงสู้ให้นายใหญ่

สันติ พร้อมพัฒน์

รมว.การพัฒนาสังคมฯ

เกิด 20 ก.ย. 2495 ถุงเงินรุ่นควม.ของพ่อ ใหญ่จิ๋ว ย้ายเข้า ทรท. ถูกยุบเป็นพปช. ช่วย “เฮียเพ้ง” ดูแลส.ส. เหนือ ก่อนได้โบนัสเก้าอี้รมว.คมนาคม ระยะหลังแตกคอกับเฮียเพ้ง ล่าสุดชื่อเกือบหลุดโผ เจ้าตัวเข้าๆออกๆ วิ่งผ่านวังบัวบาน-จันทร์ส่องหล้า สมหวังแม้ได้กระทรวงเกรดต่ำกว่า

ธีระ วงศ์สมุทร

รมว.เกษตรและสหกรณ์

เกิด 15 ธ.ค. 2491 วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตและบริหาร ธุรกิจมหาบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ ลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ ไต่เต้าจากนายช่าง ตรี กรมชลฯ จนขึ้นสู่ตำแหน่งรองปลัด และอธิบดีกรมชลฯ นั่งเก้าอี้รมว.เกษตรฯ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผลงานเข้าตา “บิ๊กเติ้ง” จึงต่ออายุบนเก้าอี้ตัวเดิม

พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ

รมช.เกษตรฯ

เกิด 2 ก.พ. 2495 จบราชภัฏสุรินทร์ ด้านเกษตร ป.โทศิลปศาสตร์ รามคำ แหง ไต่เต้าจากสนาม ท้องถิ่นสู่เวทีผู้แทน เป็นส.ส.ศรีสะเกษหลายพรรค ก่อนปักหลักอยู่กับนายใหญ่ เลือกตั้งหนนี้ขึ้นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 33 นั่งเก้าอี้รมต.สมใจเมื่อก๊วนอีสานส่งชื่อประกวดในฐานะ ส.ส. รุ่นเก๋า

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต

รมว.คมนาคม

“บิ๊ก โอ๋” เกิด 17 ส.ค. 2494 เพื่อนสนิท ทักษิณในตท.10 อดีต จเรทหาร สัมพันธ์ดีกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ชื่อโผล่ในโค้งท้ายแต่อยู่ในสายแข็งจนเบียด พล.อ.อ. สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงเด็กๆ ในคาถาเฮียเพ้ง นั่งเก้าอี้รมว.คมนาคมเพื่อรื้ออภิมหาเมกะโปรเจ็กต์เครือข่ายเนวิน

พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก

รมช.คมนาคม

อดีต ผบช.ก. ปาร์ตี้ ลิสต์อันดับ 11 เกิด 24 มิ.ย. 2486 ศิษย์เก่าร.ร.นรต. ร่วมงานกับเสี่ยแม้ว ตั้งแต่ยุค พปช. ช่วยงานเสื้อแดงจนชื่อขึ้นแบล็ก ลิสต์ ศอฉ. เบื้องต้นถูกวางตัวให้นั่งเก้าอี้ความมั่นคง แต่ชื่อโดนเบียดเพราะแรงวิ่งสารพัดก๊วน ลงเอยที่รมช. คมนาคม เจ้าตัวบอกไม่ถนัดแต่รับได้

กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์

รมช.คมนาคม

เกิด 30 มิ.ย. 2482 ส.ส.หนองบัวลำภู 12 สมัย จบป.ตรีเทคโน โลยีการเกษตร วิทยา ลัยบัณฑิตสกลนคร โทสังคมสงเคราะห์ มธ. หนึ่งในส.ส.ที่แก่ พรรษา จนก๊วนอีสาน เพื่อไทยโหวตให้นั่งเก้าอี้รมต. ก่อนหน้านี้มีข่าวเป็นคนเชื่อมท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มทุนใหม่ดูแลส.ส. เหนือ-อีสานด้วย

ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

ส.ส.เลย เกิด 2 พ.ย. 2500 จบวิศว กรรมโยธา ที่ฟิลิป ปินส์ โทศิลปศาสตร์ มรภ.เลย ก่อนหน้านี้ย้ายมาหลายพรรค แต่ ลงฐานปักหลักอยู่กับเสี่ยแม้ว ผลงานแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา จึงมีชื่อเป็นมท.2 สมัยรัฐบาลสมชาย ก่อนเลื่อนขั้นเป็นรมว. ทรัพยากรฯ โควตาอีสานในยุคเจ๊ปู

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

รมว.ไอซีที

เกิด 7 เม.ย. 2508 จบสาธิตเกษตรฯ ตท. รุ่น 23 ก่อนเข้าเหล่านายเรืออากาศ เป็น ส.ส.กทม.หลายสมัย แม้ได้ชื่อแบ๊กดีเพราะเป็นคนสนิท “หญิงหน่อย” แต่ก็มีผลงาน ศูนย์ปราบโกงที่ตามไล่เช็ก “ครม.อภิสิทธิ์” จนสะเทือนรมต.บางคน เสร็จศึกเลือกตั้งนายใหญ่สมนาคุณเก้าอี้ใหญ่ให้

พิชัย นริพทะพันธุ์

รมว.พลังงาน

เกิด 29 ต.ค. 2504 จบโทบริหารธุรกิจ จุฬาฯ คร่ำหวอดแวด วงธุรกิจ เสี่ยแม้วเคยทาบให้นั่งรมช.คลัง ยุครัฐบาลหมัก หมดอำนาจก็ช่วยงานพรรค เลือกตั้งที่ผ่านมาร่วมทีมเศรษฐกิจ ถูกวางตัวให้ช่วยเจ๊ปูขับเคลื่อน นโยบายหาเสียงโดยเฉพาะ “เครดิตการ์ด” ที่เจ้าตัวจับตั้งแต่ต้น

ภูมิ สาระผล

รมช.พาณิชย์

ชาว ขอนแก่น เกิด 6 พ.ย. 2498 จบนิติ ศาสตร์ รามคำแหง ป.โทรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นส.ส. รุ่นเก๋าฐานเสียงแน่นปึ้ก ได้ชื่อลูกหม้อนาย ใหญ่ตั้งแต่รุ่นทรท. ช่วงเป็นส.ส.ก็อยู่ในโอวาท ความประพฤติดี ไม่เคยเรียกร้องขอตำแหน่ง ครั้งนี้ก๊วน ส.ส. อีสานส่งชื่อเข้าประกวด

ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์

รมช.พาณิชย์

เกิด 8 ส.ค. 2516 วิทยาศาสตรบัณฑิต ม.แมรี่วิลล์ รัฐมิสซูรี่ สหรัฐ โทรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง เป็นผู้บริหารบูรพากอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ที่อ.ศรี ราชา สัมผัสเก้าอี้รมต. ครั้งแรกวัยเพียง 38 ปี ในโควตาชาติไทยพัฒนา โดยแรงดันของป๊ะป๋าที่ชื่อ “เสธ. หนั่น” ปูทางไว้ให้ลูกรับช่วงการเมืองต่อ

ชูชาติ หาญสวัสดิ์

รมช.มหาดไทย

เกิด 12 เม.ย. 2489 วิศวะโยธาจากแคลิ ฟอร์เนีย ลองบีช สหรัฐ น้องคนที่ 5 ตระกูลหาญสวัสดิ์ หรือ”บ้าน ใหญ่” เมืองปทุม เป็น ส.ส. 9 สมัยแต่ยังไม่เคยสัมผัสเก้าอี้รมต. เที่ยวนี้พท. เปิดโควตาให้ภาคกลางหลายที่เพราะยอดส.ส.เกินคาด “หาญสวัสดิ์” ที่ว่างรมต.มานาน แถมออกทุนเองเลยได้สิทธิ์

ฐานิสร์ เทียนทอง

รมช.มหาดไทย

เกิด 30 ก.ค. 2512 โทสาขาการบริหารการศึกษา ม.บูรพา อดีตประธานหอการ ค้าสระแก้ว ก่อนหันมาเล่นการเมืองในสังกัดความหวังใหม่ ไทยรักไทย ประชาราชและย้ายกลับเพื่อไทย ได้นั่งรมต.ในโควตาของเสนาะ เทียนทอง ซึ่งเป็นลุง ที่ประกาศ จองเก้าอี้ให้หลานล่วงหน้า

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก

รมว.ยุติธรรม

เกิด 18 พ.ค. 2485 ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ม.เกษตรฯ วปอ.รุ่น 31 อ.ตร. คนสุดท้าย และ ผบ. ตร.คนแรก สังกัดชาติ ไทยพัฒนา และย้าย ไปเพื่อแผ่นดิน ช่วงเปลี่ยนขั้ว “ทักษิณ” ดันชิงนายกฯ กับมาร์ค ตอนย้ายเข้าเพื่อไทยก็มีชื่อเป็นตัวหลอกนายกฯ ที่สุดเป็นรมต.ในโควตาเพื่อนแม้ว

เผดิมชัย สะสมทรัพย์

รมว.แรงงาน

เกิด 2 ก.พ. 2492 จบตรีวิทยาศาสตร์ ม.เซนต์หลุยส์ สหรัฐ รมช.คมนาคมยุค “ชวน 2″ ปลายปี 53 ศาล สั่งล้มละลายก่อนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์จะยกเลิก ขยับขึ้นนั่งว่า การครั้งแรก เป็นการสมนาคุณจากยอดส.ส. ภาคกลางที่ได้เข้าสภาเกินเป้า จึงได้โควตารมต. ในฐานะนายทุนภาคกลาง

สุกุมล คุณปลื้ม

รมว.วัฒนธรรม

“เจ๊ เบียร์” ภรรยาสนธยา คุณปลื้ม แกน นำพลังชล เกิด 25 ก.ย. 2518 ป.ตรีบริหาร ธุรกิจ เอแบค ลงเลือก ตั้งครั้งแรกแต่ก็ซิวเก้าอี้ ส.ส.ชลบุรี ช่วยงานสามีในพื้นที่มานาน กวาดส.ส.เมืองชล 7 ที่นั่ง ได้โควตา รมต. แต่สามีติดโทษแบน จึงต้องเสียบแทนในฐานะคนใกล้ชิดที่สุด

ปลอดประสพ สุรัสวดี

รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เกิด 3 มี.ค. 2488 ลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ อดีตอธิบดีกรมประมง เลขาฯ ส.ป.ก. อธิบดีกรมป่าไม้ และปลัดทส. ชิง ออกก่อนเกษียณมาชิมลางการเมือง เป็นผช.รมว.ทรัพยากรฯ ในยุคพรรคพปช. นั่งกุนซือนายกฯรัฐบาลสมัคร ก่อนเป็นรอง หน.เพื่อไทย ประกาศตัวเป็นสายตรงดูไบ

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

รมว.ศึกษาธิการ

เกิด 2 พ.ย. 2502 วิทยาศาสตรบัณฑิต (บริหารธุรกิจ) ม.เกษตรฯ โทรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า อดีตนายกเล็กเมืองแพร่ แจ้งเกิดส.ส.ในนามชาติไทย ก่อนย้ายไปอยู่ไทยรักไทยถึงปัจจุบัน อดีตรมว. วัฒนธรรม ได้แรงดัน “เจ๊แดง” ขึ้นนั่งรมต.

บุญรื่น ศรีธเรศ

รมช.ศึกษาธิการ

เกิด 10 ต.ค. 2486 ครุศาสตรบัณฑิต วค. มหาสารคาม ช่วยงาน การเมืองในพื้นที่มาตลอด กระทั่ง สังข์ทอง ศรีธเรศ สามีติดโทษแบน จึงลงส.ส. แทน ได้นั่งรมต.โคว ตาสามี ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ เดิมติดโผนั่งรอง ปธ.สภา แต่เจ้าตัวขอเป็นรมต. แฮปปี้กว่า

สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล

รมช.ศึกษาธิการ

เกิด 17 ธ.ค. 2500 โทรัฐประศาสนศาสตร์ มธ. อีกตระกูลนักการ เมืองและเศรษฐีเมืองปทุมฯ เป็นนายกอบจ. ก่อนมาลง ส.ส. สังกัด พรรคชาติพัฒนา ไทย รักไทย ชาติไทย แล้ว หวนกลับเพื่อไทย ม้านอกสายตาโดดขึ้นนั่ง เก้าอี้รมต.เพราะสนิท “นายใหญ่” มานาน

วิทยา บุรณศิริ

รมว.สาธารณสุข

เกิด 12 ม.ค. 2503 ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) รามคำ แหง เหนียวแน่นกับค่ายไทยรักไทย ประ ธานวิปรัฐบาลและวิป ฝ่ายค้าน ได้เก้าอี้นั่งเพราะขยันทำงานให้พรรคต่อเนื่อง มีชื่อแข่ง “ขุนค้อน” ชิงเก้าอี้ประธานสภา แต่ยืนยันชัดเจนอยากเป็นรมต.

ต่อพงษ์ ไชยสาส์น

รมช.สาธารณสุข

เกิด 7 ต.ค. 2512 ปริญญาตรีจากสถาบัน กอล์ฟซานดิเอโก สหรัฐ โทบริหารธุรกิจ วิทยาลัยอเมริกัน และ โทสาขารัฐศาสตร์ มธ. อดีตโฆษกประจำ สำนักนายกฯรัฐบาล”ทักษิณ” เพื่อนต่างวัยของ “นายใหญ่” บินไปดูไบบ่อยมาก

น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

รมว.อุตสาหกรรม

เกิด 8 มี.ค. 2492 จบแพทย์จุฬาฯ พ่วงปริญญานิติศาสตร์ มสธ. และสาธารณสุข ศาสตรมหาบัณฑิต จากสหรัฐ คู่เขย “สุวัจน์” นั่งรมว.พลังงาน รัฐบาล “สมชาย” ต่อเนื่องรัฐบาล “อภิสิทธิ์” แต่ยุค “เจ๊ปู” โยกมาอุตฯ เพราะส.ส.ไม่เข้าเป้าพลังต่อรองหด

Leave a comment

Filed under หนังสือพิมพ์ข่าวสด